ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 13 : ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย  (อ่าน 1065 ครั้ง)

หยางเชี่ยนอวิ๋น(ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1578
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 13 : ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2019, 09:37:02 PM »

บทที่ 13 : ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย



ช่วงเวลานั้น พวกเขาต่างคนต่างนิ่งเงียบครุ่นคิดบางอย่างในใจ พวกเขากำลังผ่านตรอกแคบ ๆ ในตลาด ซึ่งเรียงรายไปด้วยที่พักอาศัยของชาวบ้านระหว่างเส้นทางกลับเข้าวัง

สามี-ภรรยาแต่เพียงในนาม

หยิงเยว่กำลังคิดว่านางควรจะหนีดีหรือไม่ ยามนี้นางอยู่นอกวังแล้ว เพียงแค่กระโดดลงจากหลังม้าตัวนี้ แล้วรีบวิ่งหนีเรื่องทุกอย่างก็จบ

แค่วิ่ง วิ่งไปโดยไม่หยุด และไม่มองย้อนกลับมาก็เท่านั้น

องค์ชายหวังเจี้ยนขยับตัวคลายความตึงเครียด เขาจับบังเหียนไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วพยายามคว้ามือนางด้วยมืออีกข้างหนึ่ง หยิงเยว่หลีกเลี่ยงสัมผัสจากเขา นางหดมือกลับไปกอดอกตนเอง

“ข้าอยากจับมือของเจ้า หยิงเยว่ ให้ข้าจับมือของเจ้าเถอะ ข้าอยากสัมผัสไออุ่นจากมือของเจ้า และเจ้าทำให้ข้าคิดถึงแต่เพียงเจ้า ข้าอยากจับมือเจ้า หรือไม่ก็ให้เจ้าโอบกอดข้า แท้ที่จริงข้าปรารถนามากกว่านั้น เพียงแต่ข้ารู้ว่าเจ้าคงจะไม่ ..." เขาหยุด

"ข้าอยากทำสิ่งนี้ ก่อนที่เราจะกลับเข้าวัง ที่นั่นข้าไม่สามารถใช้ชีวิตปกติกับเจ้าได้"

“ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังกล่าวถึงสิ่งใด ท่านชอบพูดเป็นปริศนา ทำให้ข้างุนงงตลอดเวลา ท่านไม่บอกอะไรข้าเลยแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้ข้าก็ไม่อยากสนใจมันแล้ว รวมถึงความรู้สึกของท่านด้วย ... หากท่านปรารถนาให้ข้าอยู่เคียงข้างจริง ๆ ... " นางเว้นจังหวะให้เวลาเขาตัดสินใจ "ท่านควรจะบอกอะไรข้าบ้าง"

ความเงียบดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนใกล้ถึงวัง ทว่าหวังเจี้ยนก็ไม่ตอบคำใด เขาได้แต่ทอดถอนใจ กระทั่งพวกเขาเดินผ่านประตูวังเข้าไป

ยามพลบค่ำ...ความมืดกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า องค์ชายหวังเจี้ยนกระโดดลงจากหลังม้า เขาสั่งหัวหน้าองครักษ์ฉั่วผู้ซึ่งตลอดเวลาตามติดหลังพวกเขามาอย่างเงียบ ๆ

"พานางไปในที่ที่ปลอดภัยจากข้า" เขาพึมพำ "ข้ามีเรื่องต้องสะสางให้เสร็จก่อนค่ำ"

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นองค์ชายก็หายตัวไป

หยิงเยว่หยุดหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว ก่อนที่เขาจะลงจากหลังม้า และเดินเข้าไปหานาง

ข้าสามารถดูแลตนเองได้ ฉานซิน ข้ามิใช่สตรีอ่อนแอไร้ค่า ยามนี้ข้าสามารถรับมือผู้อื่นได้สบาย ๆ " นางกล่าวขึ้นทันที หยิงเยว่ไม่ต้องการถูกปฏิบัติราวดอกไม้ที่บอบบาง

"ข้ารู้ ... หากแต่ข้าต้องกระทำตามรับสั่งขององค์ชาย" เขากล่าวพึมพำเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน น้ำเสียงที่เขามักใช้เสมอ เมื่ออยู่เพียงลำพังสองคนกับนาง

"อ่า...วางใจเถิด...ฉานซิน ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกผู้ใด" นางกล่าวกับเขาทันที

ทั้งคู่ต่างจดจำวันเวลาที่เติบโตมาด้วยกันในวังได้เป็นอย่างดี เขาถูกเลี้ยงดูเพื่อเป็นคนสนิท ในขณะที่นางถูกเลี้ยงดู เพื่อเป็นพระมเหสีในอนาคตขององค์จักรพรรดิ ด้วยความผูกพันระหว่างคนทั้งคู่นับแต่วัยเยาว์ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ทว่าทั้งคู่ย่อมสามารถเข้าใจกันและกันได้

"ข้าต้องขอโทษด้วยนะ หยิงเยว่ แต่ขณะเดียวกัน ข้าก็อยากให้ท่านยอมเชื่อฟังสวามีของท่านบ้างสักครั้ง"

นั่นคือสิ่งที่นางอยากจะได้ยินกระนั้นรึ หยิงเยว่ยิ้มเยาะอย่างขมขื่น ขณะกระแทกส้นเท้าของนางลงบนท้องม้า

นางปล่อยให้เขาไล่ตามนางไปที่วัง ขณะเดียวกันนางก็ใช้ความสามารถของนางกระโดดผ่านห้องโถงด้วยฝีเท้าอันว่องไวไปรออยู่ที่หน้าประตูห้องบรรทมของตนเอง เพียงเพื่อจะกระแทกประตูปิดใส่หน้าเขา

ครั้นเขาเข้ามาใกล้มากพอ ... นางก็กระแทกประตูสุดแรง

"เอาเลย นี่คือวิธีที่ผู้ใหญ่เขากระทำกันกระนั้นหรือ หยิงเยว่ !" เขาบ่นพึมพำอยู่นอกประตู

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วยังยืนนิ่งหลังประตู เขากวาดสายตาอย่างระแวดระวังไปบนผนัง และเงามืด "ข้าจะขอบใจท่าน หากท่านจะไปลงที่พระสวามีของท่านแทน"

"ลงอะไร ?"

"ความโกรธเคืองของท่านไง" เขากลอกตา

เงียบ ...

เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้น "ท่านรู้หรือไม่ว่า หากท่านอยากให้ชีวิตสมรสราบรื่น พวกท่านก็ควรสนทนากันบ้าง"

นางก้าวกลับไปที่ประตู ก่อนจะเอนตัวเข้าไปใกล้ ๆ ปากของนางห่างจากประตูประมาณหนึ่งชุ่น (หนึ่งนิ้ว) "เจ้าดูเหมือนจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นอย่างดี ว่าแต่เหตุใดตอนนี้เจ้าถึงยังโสดล่ะ ?

ฉั่วฉานซินหัวเราะเบา ๆ "นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องของท่าน มิใช่ข้า"

“เช่นนั้น...บอกข้าหน่อยฉานซิน” น้ำเสียงของนางทั้งหวาดหวั่น  ทั้งอ่อนไหว คล้ายจะขอร้องเพื่อนวัยเยาว์ของนางให้ช่วยนางได้กระจ่างในเรื่องราวที่เกิดขึ้น "เหตุใดเขาถึงกระทำเช่นนั้นกับข้า ไม่สิ มิใช่ข้าคนเดียว..." นางหยุดพูด ขณะคิดถึงภาพของพระสนมเมื่อหลายวันก่อน "พระสนมนั่นก็ด้วย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตอนแรกนางนั่งคลอเคลียอยู่บนตักของเขา หลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็กล่าวคำดูหมิ่นนาง เขาเหมือนควบคุมตนเองมิได้ เจ้าสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา"

“องค์ชายทรงมีพระสนมจำนวนมากให้เลือก” หัวหน้าองครักษ์ฉั่วกล่าวอย่างสุภาพ อ่อนโยน และสั้น ๆ

หลังจากนั้นฉั่วฉานซินก็เงียบไปอีกนาน หยิงเยว่ยังคงรอคำอธิบายเพิ่มเติม ทว่าเขาก็ไม่เอ่ยคำใดอีก

"เช่นนั้นวันนี้พวกเจ้าออกไปที่ใดกัน มีความลับใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ข้ายังไม่รู้อีกหรือไม่" นางอยากถามว่าพวกเขาออกไปตามหาพระสนมใช่หรือไม่ ยามนี้นางรู้สึกเหมือนความอดทนของนางกำลังจะแตกสลายลงได้ตลอดเวลา เมื่อต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง นางพยายามสะกดกลั้น ทว่าจิตใจของนางกลับกระวนกระวายไม่จบสิ้น "เหตุใดหวังเจี้ยนถึงไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย ?"

"ท่านอาจเกลียดเขา หากแต่เขากำลังทำทุกอย่างเพื่อท่าน หยิงเยว่ เขาทำเช่นนั้นก็เพื่อท่าน"

"บางทีเจ้าอาจจงรักภักดีเขามากเกินไป มากเสียจนเจ้าไม่รู้ตัวว่า เจ้าโง่งมเพียงไร ฉานซิน เจ้าปกป้องเขา และนั่นทำให้ข้าเกลียดเจ้าเช่นกัน !" เสียงของนางแหลมขึ้นเล็กน้อย ทั้งยังเจือความคับแค้นมากกว่าที่เคยเป็นมา

กว่าองค์ชายหวังเจี้ยนจะกลับมา ก็เป็นเพลาดึกแล้ว เงาในห้องกำลังซุ่มซ่อนเฝ้าดู  เขาพยายามติดต่อกับนางให้น้อยที่สุดในยามกลางวัน ทว่าเมื่อถึงยามราตรี เขาก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดมาคอยดูแลความปลอดภัยให้นางเว้นเสียแต่ตัวเขาเอง

เขาจ้องคนสนิทเขม็ง ฉั่วฉานซิน คือผู้ที่เขาเชื่อใจอย่างที่สุด หวังเจี้ยนเม้มปาก เขาอดมิได้ที่จะคิด เขาปฏิเสธสายสัมพันธ์ระหว่างหยิงเยว่ และฉั่วฉานซินไม่ได้ ทั้งคู่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก พวกเขาสนทนากันหงุงหงิงราวกับเป็นคู่รักที่ข้ามสะพานดาวมาพรอดรักกัน  ในขณะที่ตัวเขาเองนั้น ไม่สามารถแม้แต่จะผ่อนคลายใด ๆ ยามเมื่ออยู่กับชายาของตน

"หัวหน้าองครักษ์ฉั่ว... เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ"

“น้อมรับพระบัญชา" หัวหน้าองครักษ์ฉั่วพึมพำ เขาลุกขึ้นยืนโค้งคำนับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกล่าวคำ ... "กระหม่อมทูลลา"

องค์ชายเปิดประตูห้องบรรทมเข้าไป เขาพบชายาของตนนั่งตัวแข็ง หน้าบึ้งอยู่ที่ปลายแท่นบรรทม ทันใดนั้นบรรยากาศรอบตัวพวกเขาพลันเปลี่ยนเป็นอึดอัด จนแทบหายใจไม่ออก



***จบบท ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย***

 

SMF spam blocked by CleanTalk