ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 27: โลงศพลึกลับ  (อ่าน 41 ครั้ง)

หยางเชี่ยนอวิ๋น(ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 690
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 27: โลงศพลึกลับ
« เมื่อ: สิงหาคม 23, 2019, 10:02:27 PM »


บทที่ 27: โลงศพลึกลับ



"ฮ่าฮ่า! คิดจะเล่นกับข้า ระวังแม้แต่เสื้อผ้าเจ้าก็จะไม่เหลือ!"

ตอนนี้ฝางซิงมาถึงที่เชิงเขา และเข้าไปหลังพุ่มไม้เพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตนอีกครั้ง ในเวลานี้ต่อให้โฮวชิงมาพบเขาก็ตาม ก็ไม่มีวันจำเขาได้ ส่วนของที่อยู่ในถุงที่เขาได้มาทั้งหมดถูกย้ายเข้าสู่วงแหวนมิติของเขาแล้ว เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ฝางซิงก็ได้ยินเสียงคำรามจากโฮวชิงเบาๆ จากที่ห่างไกล เขารู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจมากๆ  ฮัมเพลงเบา ๆ ขณะเดินมุ่งหน้ากลับไปยังกระท่อม

ทันทีที่ฝางซิงกลับไปถึงกระท่อมของตน เขาก็หลับสบาย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

สองชั่วโมงผ่านไป ฝางซิงกลิ้งตัวลุกขึ้นจากเตียง และนั่งเงียบ ๆ เพื่อฟังให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น

บริเวณโดยรอบกระท่อมของเขายังคงเงียบสงบ ฝางซิงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนที่จะนำเม็ดยาปีศาจออกมาดู ตอนที่อยู่บนยอดเขาฝางซิงแค่ตรวจสอบว่าเป็นของจริงหรือไม่เท่านั้น ยังไม่ได้ดูรายละเอียดใดๆ

กระทั่งตอนนี้ ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะพิจารณาให้ถี่ถ้วน

ขณะที่ฝางซิงจ้องมองเม็ดวิญญาณอสูรในมือ หนังสือวิวรณ์ก็เปิดใช้งาน ข้อมูลต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาภายสมองของเขา 'เม็ดวิญญาณอสูร ชั้นสาม สร้างขึ้นจากวัตถุดิบเก้าชนิด ภายในบรรจุพลังลมปราณไว้ เหมาะสำหรับฝึกฝนเพื่อพัฒนาขั้นลมปราณ
วิธีใช้: ด้วยการหมุนเวียนพลังลมปราณ / แช่ใส่เหล้าแล้วดื่มหรือสูดดม /  อมยาเม็ดไว้ใต้โคนลิ้น / หายใจเข้าออกด้วยลมปราณ”

คำอธิบายพื้นฐานของเม็ดวิญญาณอสูร  รวมถึงคุณภาพ ประกอบด้วยรายละเอียดทั้งวัตถุประสงค์ และวิธีการใช้งาน

วิธีการใช้งานนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกับเม็ดวิญญาณอสูรนี้เท่านั้น  ยาเม็ดชนิดอื่นๆ อีกมากมายที่มีจุดประสงค์คล้ายๆ กันก็สามารถนำมาใช้ในลักษณะเดียวกันได้

'ของดีจริงๆ! ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ในสำนักนี้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในราคาที่ดีมาก ยาหนึ่งเม็ดมีมูลค่าสูงถึง100 หินจิตวิญญาณ

ฝางซิงแอบชื่นชมในใจ เม็ดวิญญาณอสูรนี้ โดยปกติแล้ว ไม่ใช่ศิษย์ทั่วไปในสำนักจะสามารถมีกันได้ง่ายๆ

มันถูกนำมาใช้เพื่อการฝึกฝน  ดังนั้นคนที่จะได้มันมาอย่างน้อยก็ต้องเป็นศิษย์ในสำนัก

แต่โฮวชิงได้ยาเม็ดนี้มาโดยบังเอิญ เขารู้ว่ามันมีค่ามากพอที่จะทำให้เขาเต็มใจที่จะเสี่ยงเป็นปฏิปักษ์กับคนที่มีความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งภายในสำนักเพื่อรักษามันไว้

คำนวณง่ายๆ  ก็คือหินจิตวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนมีน้ำหนักเทียบเท่าทองคำสองหมื่นเหรียญ ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าของดาบอัคคีเก้างูทอง อย่างไรก็ตามมันมีความแตกต่างอยู่นิดหน่อยที่ว่า ดาบนั้นสามารถนำมาใช้ได้อีกซ้ำๆ ในขณะที่ เม็ดวิญญาณอสูรเป็นของบริโภคที่สามารถใช้งานได้เพียงครั้งเดียว ถ้าวัตถุดิบสำหรับยาบรรลุขั้นไม่ได้หายากหาเย็นเช่นนี้แล้ว ใครบ้างจะยอมแลกของดีๆ อย่างนี้กันเล่า?

สามารถพูดได้ว่าการเดินทางไปยังตลาดมืดครั้งที่สองของฝางซิงแค่หลอกลวงคนเพียงคนเดียว แต่ผลกำไรที่ได้รับกลับยิ่งใหญ่กว่าที่เขาได้รับในครั้งแรกเสียอีก

'สำหรับศิษย์ทั่วไป แม้ว่าจะมีทรัพยากรจำนวนมาก แต่โดยปกติจะใช้เวลาประมาณสามเดือน เพื่อจะก้าวขึ้นจากขั้นหนึ่งถึงขั้นสอง  หลังจากนั้นต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งปี จากขั้นสองไปสู่ขั้นสาม  ส่วนระยะเวลาที่พวกเขาใช้พัฒนาจากขั้นสามขึ้นไปก็จะใช้เวลามากขึ้นไปอีก อาจจะสามปีหรือมากกว่านั้น หรืออาจไม่มีวันถึงระดับสี่เลย ...

“ตอนนี้ข้าอยู่ในขั้นที่สองอย่างมีเสถียรภาพ ข้าสงสัยว่า มันจะช่วยประหยัดเวลาได้มากแค่ไหนเมื่อตอนนี้ข้ามีเม็ดวิญญาณอสูรนี่!”

ฝางซิงแอบคิดกับตัวเอง พลันประกายแห่งความหวังก็ถูกจุดขึ้นภายในใจเขา เขารีบไปนั่งสมาธิบนเตียงทันที  พยายามดิ่งเข้าสู่สมาธิ แล้วกระตุ้นพลังลมปราณให้ผันผวน

เม็ดวิญญาณอสูรลอยอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าเขา

หลังจากใช้เวลาในการดูดซับพลังลมปราณจากเม็ดวิญญาณอสูรแล้ว ฝางซิงก็รู้สึกได้ว่าถึงแม้มันจะดูดซับได้เร็วกว่าหินจิตวิญญาณ แต่ก็ยังคงอยู่ในอัตราที่ช้ากว่าที่เคยได้ยินมา ฝางซิงหยุดการฝึกลงชั่วคราว เขานึกถึงน้ำเต้าที่เขาได้มาจากลุงแปด น้ำเต้าที่ยังคงมีเหล้าอยู่ภายในประมาณครึ่งหนึ่ง

ครั้นเอาน้ำเต้าออกมาแล้ว ฝางซิงตัดสินใจที่จะใช้วิธีที่สอง เขาใส่ยาเม็ดลงในน้ำเต้า

หลังจากที่ เขย่าน้ำเต้าเบาๆ สักครู่ ฝางซิงก็เปิดฝา เพื่อดูว่าเม็ดยาเริ่มละลายหรือยัง

ยาเม็ดยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่เหล้านั่นก็กลับมีกลิ่นที่น่าอภิรมย์อย่างเหลือเชื่อ

'เฮ้! นี่เหมือนได้ดื่มเหล้าองุ่นชั้นดีเลยแฮะ...'

ฝางซิงคิดกับตัวเองอย่างเพลิดเพลินใจ ขณะที่ดื่มเหล้าองุ่นไปอึกใหญ่ น้ำอุ่นๆ ไหลลงลำคอ ผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหารของเขา  พลันความอบอุ่นก็แผ่ซ่านทั่วร่าง ฝางซิงรีบเข้ากรรมฐานเพื่อกลั่นพลังลมปราณ ครู่หนึ่งพลังวิญญาณก็ไหลออกมา เขาจับพลังวิญญาณแล้วกลั่นความอบอุ่นนั่นเป็นพลังลมปราณเข้าสู่เส้นลมปราณของตน

เพียงครู่ต่อมา เหล้าหนึ่งอึกนั้นก็ถูกแปลงจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์  ฝางซิงคิดว่าวิธีนี้ใช้ได้ แต่กระบวนการก็ไม่เร็วขึ้นกว่าเดิมมากนัก

ทั้งการดื่มเหล้าอึกเดียวนั่นก็ทำให้ฝางซิงรู้สึกวิงเวียน ทั้งที่ปกติเหล้าเต็มน้ำเต้าสองลูกยังไม่เคยส่งผลอะไรกับเขา

'ลองใช้วิธีที่สามดีกว่า'

เมื่อเปิดฝาน้ำเต้า ด้วยเหตุที่ปากขวดค่อนข้างเล็ก ฝางซิงจึงพยายามใช้ตะเกียบคีบยาเม็ดออกมา จะได้ไม่ต้องเทเหล้าที่เหลือออกจากน้ำเต้า แต่ตะเกียบก็ดูจะใหญ่เกินกว่าที่จะทำเช่นนั้นได้

อึดใจต่อมา ฝางซิงก็เงยหน้าแล้วเทเหล้าลงไปในปากของเขา เวลานั้น เขาพยายามม้วนปลายลิ้นเพื่อเก็บยาเม็ดนั่นไว้ใต้โคนลิ้นของตน แต่มันไม่ง่ายดังใจนึก เพราะเหล้าที่เทเข้าไปในปากไหลรวดเร็วมาก ทำให้ยาเม็ดลื่นตามลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เม็ดวิญญาณอสูรก็เข้าไปอยู่ในท้องของเขาแล้ว  ฝางซิงตกใจจนเผลอโยนน้ำเต้าทิ้ง เขาพยายามจับความรู้สึกที่หน้าท้องของตน

'ข้า...กลืนมันลงไปแล้วหรือ?'

ฝางซิงนิ่งอึ้ง แม้ว่ายาเม็ดนั่นจะเป็นของดี แต่ก็ไม่มีใครเคยกลืนกินลงไปตรงๆ อา..

ฝางซิงนั่งอยู่บนเตียงของเขาเป็นเวลานาน ฤทธิ์เหล้าทำให้เขามึนๆ จนต้องเอนกายลงนอน

'อย่างน้อยมันอยู่ในกระเพาะอาหารของข้าก็ยังดีกว่าอยู่ในกระเพาะของคนอื่น...'

เขาปลอบตัวเอง เพียงครู่ เขาก็รู้สึกง่วงงุน ฝางซิงนอนขดตัวกลม ไม่นานเขาก็ล่องลอยไปในดินแดนแห่งความฝัน

การแช่เม็ดวิญญาณอสูรในเหล้า จะทำให้ความแรงของแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า รวมทั้งพลังของเม็ดวิญญาณอสูรก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะที่ฝางซิงนอนหลับอยู่ กระแสแห่งพลังแก่นชีวิต ถูกปล่อยออกมาจากยาเม็ดเหมือนคลื่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกาย เติมเต็มความแข็งแกร่งในกระดูกของเขา แล้วค่อยๆ เริ่มไปเติมเต็มพลังลมปราณของเขาให้สมบูรณ์ พร้อมทั้งขับสิ่งสกปรกภายในร่างกายของเขาออกมาทางรูขุมขนบนผิวหนังของเขา จนห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเกินจะทนทานได้

ความเข้มข้นของพลังแก่นชีวิตไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง  มันบังคับให้เส้นลมปราณของฝางซิงยืดเกินกว่าความสามารถสูงสุดที่จะทนทานได้

แม้ว่าเขาจะนอนหลับสนิท แต่ฝางซิงก็อดไม่ได้ที่จะขยับร่างกายของเขาไปมา เพราะรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวจนเกินทน

ฝางซิงไม่รู้ว่า การกลืนยาเม็ดเข้าไปทั้งเม็ด  เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

หนังสือวิวรณ์ได้บรรยายถึงวิธีการต่างๆ ในการใช้ เม็ดวิญญาณอสูรไว้สามวิธี แต่การกลืนยาเม็ดเข้าไปตรงๆ  ลงกระเพาะนั้นไม่มี  มันระบุไว้ถึงปัญหาหากมีคนใช้วิธีนี้ว่า อย่างที่รู้ .. เม็ดวิญญาณอสูรหนึ่งเม็ดมีพลังลมปราณของสัตว์อสูรระดับสามบรรจุอยู่ ขณะที่ตอนนี้ฝางซิงเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นที่สองเท่านั้น เม็ดวิญญาณอสูรมีพลังลมปราณภายในตัวมันมากกว่าที่ฝางซิงมี  อีกทั้งยังมากกว่ามากๆ ด้วย

เปรียบง่ายๆ  ก็เหมือนความแตกต่างระหว่างคนกับช้าง

คนๆ หนึ่งจะสามารถบริโภคช้างทั้งตัวได้หรือไม่?

บางทีอาจทำได้  แต่ถึงกระนั้นก็ต้องใช้เวลานานในการกิน และย่อยได้หมด
สำหรับฝางซิง มันก็เหมือนกับว่า เขาเพิ่งกลืนกินช้างทั้งตัวในครั้งเดียว
สุดท้ายก็ต้องจุกตาย!

แต่ตอนนี้ ฝางซิงนอนหลับสนิทด้วยฤทธิ์เหล้าไปแล้ว เขาจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตน

เริ่มจาก เส้นลมปราณของฝางซิงค่อยๆ  ขยายขึ้น ในขณะที่ใบหน้าเล็กๆ ของเขาแดงก่ำผิดธรรมชาติ

ในขณะที่ฝางซิงกำลังนอนพลิกตัวไปมาด้วยความรู้สึกอึดอัด ในความฝัน เขามองเห็นตัวเขาเองเมื่อครั้งที่เป็นเด็กชายวัย 8 ขวบ กลุ่มต่อต้านกองโจรแห่งหุบเขากุ๋ยหยานจับตัวเขาไว้ได้  พวกมันมัดเขาแขวนห้อยหัว และพยายามที่จะกดเขาให้จมน้ำตายภายใต้ทะเลสาบ

"ข้า...ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด!"

ฝางซิงชูหมัดชกไปมาในอากาศอย่างดุเดือดด้วยแรงทั้งหมดที่เขามี

ในอากาศมีเพียงความว่างเปล่า แต่ในฝันของเขามีใบหน้าของชายดุร้ายนับจำนวนไม่ถ้วนกำลังหัวเราะอย่างดุดันใส่เขา

ในเวลาเดียวกันนั้น พลังแก่นชีวิต  และพลังลมปราณก็ขึ้นถึงขีดสูงสุดเกินกว่าที่ร่างกายของฝางซิงจะสามารถรับได้  พลันหนังสือวิวรณ์ก็เปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ ข้อมูลนับไม่ถ้วนผ่านเข้าสู่สมองโดยเขาไม่รู้ความหมาย หนังสือวิวรณ์ดูดซับพลังลมปราณที่ล้นทะลัก และช่วยปลดเปลื้องความเจ็บปวดที่ฝางซิงกำลังประสบอยู่  ขณะที่พลังแก่นชีวิตยังคงปลดปล่อยออกมาไม่หยุด สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ

หนังสือวิวรณ์เป็นเสมือนห้องสมุดข้อมูลขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยอาวุธเวทที่แตกต่างกัน อุปกรณ์เวท สมบัติเวท และอื่น ๆ อีกมากมาย มันเหมือนกับหน่วยความจำของนักฝึกฝนที่มีพลังอย่างมาก และเป็นเหตุให้ฝางซิงสามารถประเมินคุณค่าสิ่งต่างๆ ได้ รวมถึงระดับการฝึกฝนของคนได้ด้วย ทั้งหมดนี่ก็มาจากหน่วยความจำขนาดใหญ่ราวกับมหาสมุทรของมันนี่เอง

ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่เส้นลมปราณของเขาจะระเบิด หนังสือวิวรณ์ก็กระตุ้นตัวเองให้มีศักยภาพสูงสุด และจู่ ๆ มันก็ดูดซับพลังงานก้อนใหญ่ทั้งของพลังแก่นชีวิต และพลังลมปราณ เพียงชั่วพริบตา แสงแปลบปลาบถูกยิงออกจากศีรษะของฝางซิงพวยพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า ชั่วขณะต่อมา แสงไฟสว่างไสวแพรวพราวก็ส่องสว่างออกมาจากกะโหลกศีรษะของฝางซิง แสงนั่นเป็นอิสระจากโลก ถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล

ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ภายในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด

ภายในอาณาจักรที่เต็มไปด้วยดาวฤกษ์นี้มีโลงศพสีดำขนาดใหญ่ ลอยนิ่งไม่ไหวติงอยู่ท่ามกลางหมู่ดวงดาว ราวกับมันถูกผนึกประทับไว้ที่นั่นนิรันดร

ประกายแสงพุ่งขึ้นตรงไปยังโลงศพ แต่ก่อนที่จะถึงโลงศพที่ไม่เคยเคลื่อนไหวใดๆ มาเป็นเวลานาน ทันใดนั้นฝาโลงศพก็ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ จากนั้นก็เปล่งแสงงดงามออกมา

นี่เป็นครั้งแรกนับเนื่องจากเวลานับพันๆ ปี ที่โลงศพลึกลับเริ่มเคลื่อนไหว

ลำแสงเคลื่อนที่ตรงไปยังดาวเคราะห์ต่างๆ ด้วยพลังเต็มเปี่ยม  ทะลุผ่านสนามแม่เหล็ก และกำแพงของชั้นบรรยากาศ ขณะที่มุ่งหน้าไปทางตอนใต้ของทวีป สู่อาณาจักรฉู่เฟิ่ง จนในที่สุดก็มาถึงสำนักชิงหยุน  ณ ดินแดนแห่งนี้ มีสุดยอดฝีมือมากมาย แต่ก็ไม่มีใครระแคะระคายเรื่องนี้ เว้นแต่ผู้อาวุโสสองสามคนที่ฝึกฝนมานานหลายปี ในนาทีนั้น พวกเขาต่างเปิดตาขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่นขณะจ้องมองไปยังท้องฟ้า

บนท้องฟ้ากว้างใหญ่เต็มไปด้วยหมู่ดาวนี้ พวกเขารู้ว่ามีเก้าจุดในโลกนี้ ที่มีโลงศพทั้งเก้าถูกผนึกไว้มานานนับหมื่นๆ  ปี

แต่ครั้นมองไปตามทิศทางที่โลงศพลึกลับถูกผนึกไว้อีกครั้ง โลงศพลึกลับนั่นก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบนิ่งสนิทเช่นเดิม

มันนิ่งสนิท ราวกับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ในตอนนี้ ข้อความกำกวมก็ปรากฏขึ้นในความคิดของฝางซิง แต่ด้วยวิธีใดไม่อาจรู้ได้ ข้อความนั้นก็กลายเป็นคำที่ง่ายต่อการเข้าใจ ราวกับว่าข้อความดังกล่าวถูกสร้างขึ้นสำหรับเขาเพียงคนเดียว มันหลั่งไหลลงสู่หัวใจของเขา และเข้าไปจัดการพลังลมปราณในร่างกายเขา

"ท่านแม่..."

ฝางซิงที่ยังหลับอยู่ ละเมอเรียกคำที่ไม่คุ้นเคยเบาๆ  คำๆ นี้เขาไม่เคยใช้มาก่อนในชีวิต

ฝางซิงยังคงติดอยู่ในความฝันของตน แต่มันไม่ใช่ฝันร้ายอีกต่อไปแล้ว  มันกลายเป็นความอบอุ่น และสงบของฝันหวาน

ในสวนดอกไม้ ฝางซิงวางศีรษะซบบนขาของหญิงสาวผิวขาว ใบหน้าของนางแลเห็นไม่ชัด นางค่อยๆ ลูบไล้ร่างเล็ก ๆ ของเขา ที่กำลังเจ็บปวด เสียงของนางหวานไพเราะขณะที่นางร้องเพลงในบทประพันธ์โบราณ

"ผมสีขาวทอดยาวสามพันหลา
ยิ่งมากยิ่งเพิ่มพลัง
วิญญาณคืนกลับ
วิญญาณจากอเวจีพวยพุ่ง
กวาดกินสิ้นโลก และหมดสวรรค์ "

"ท่านแม่!"

ฝางซิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน  เขารีบไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า... แต่ไม่มีอะไรนอกจากความมืดมิด

ในช่วงท้ายของการนอนหลับ เขาพยายามมองหน้าของสาวผิวขาวผู้นั้น แต่ภาพที่เห็นก็ดูไม่ชัดเจน

หลังจากนั้นนานพอควร ฝางซิงก็รู้สึกตัวจากพลังผลักดันที่รุนแรงภายในกาย เขานึกถึงบทประพันธ์โบราณจากความฝันเมื่อครู่

""ผมสีขาวทอดยาวสามพันหลา
ยิ่งมากยิ่งเพิ่มพลัง
วิญญาณคืนกลับ
วิญญาณจากอเวจีพวยพุ่ง
กวาดกินสิ้นโลก และหมดสวรรค์ " 

ฝางซิงย้ำกับตัวเองขณะนั่งขัดสมาธิ เริ่มต้นหมุนเวียนพลังลมปราณของตน




***จบบท โลงศพลึกลับ***

 

SMF spam blocked by CleanTalk