ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 22 โลกทั้งสาม  (อ่าน 1153 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 22 โลกทั้งสาม
« เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2019, 08:49:53 PM »


ตอนที่ 22 โลกทั้งสาม



ทันทีที่กลับคืนสู่โลกใต้พิภพ ข้าก็เริ่มนึกได้ว่าสิ่งที่ตนกระทำลงไปอาจไม่เหมาะควร เพราะหากความตายของข้าเป็นเหตุให้จินสามารถบรรลุภารกิจการลงสู่โลกมนุษได้นั้นย่อมดี ทว่าจะเป็นเช่นไร หากความตายของข้ากลับนำพามาซึ่งหายนะ ? ข้าจินตนาการได้เพียงเจ้าศิษย์ตัวน้อยของข้าจะโมโหเดือดดาลจนสุดฤทธิ์ และพากันลุกฮือขึ้นก่อกบฏล้มราชบัลลังก์ ได้เพียงหวังว่าพวกเขาจะไม่โง่เขลาถึงเพียงนั้น

ขณะกำลังเดินโต๋เต๋เปะปะไปทั่วปรโลก ข้าก็เห็นวังของท่านพ่ออยู่เบื้องหน้าหากแต่ข้ายังมิต้องการเข้าไปกราบคารวะท่านพ่อในยามนี้ ข้ามั่นใจว่าท่านพ่อย่อมรู้ดีว่าข้าเดินทางเยือนแดนมนุษย์เพื่อติดตามจินเล่ยข้าจึงเกรงท่านพ่อจะกักตัวข้าไว้เช่นนั้นแทนที่จะเข้าไปคารวะท่านพ่อ ข้าจึงเลือกมุ่งหน้าไปวังซือมิ่งที่บนสรวงสวรรค์


ซือมิ่งคือเทพชะตา ข้ามั่นใจว่านางจะต้องลิขิตชะตาให้จินเป็นอย่างดี

“ซือมิ่งงงงงงงง” เสียงตะโกนของข้านำไปก่อนบานประตูจะถูกผลักออกด้วยซ้ำ

“อือ...ฮืม”

บานประตูที่ถูกผลักดังปัง สะท้อนก้องสั่นสะเทือนอย่างแรง กระทั่งแว่นตาที่ติดอยู่ปลายจมูกซือมิ่งบิดเบ้

“อันใด” ซือมิ่งหันมาถลึงตาใส่ข้า ขณะยกมือขึ้นปรับสมดุลย์แว่นตา

“อะแฮ่ม ! ข้าตายแล้ว !” ข้ายื่นมือเข้าคว้าชายอาภรณ์ของนางด้วยท่าทีน่าเห็นใจอย่างที่สุด

“รู้แล้ว หาไม่ เจ้าคงมิได้มายืนอยู่ตรงนี้” นางเดินทอดน่องกลับไปเต๊ะท่าขีดเขียนลิขิตชะตาผู้คนต่อ

ซือหลานที่กลับเข้ามาพักในมิติจิตของข้ากระโจนออกมายืดแข้งยืดขา

“นายท่าน เหตุใดท่านจึงตายเล่าขอรับ” ซือหลานมองข้าอย่างตำหนิ

“ซือหลาน มากล่าวเช่นนี้กับเจ้านายได้เช่นไร ! ข้าต้องการคำปลอบใจต่างหากเล่า !” ทันทีที่ข้าทำตาเขียวใส่ เจ้าตัวน้อยก็ร้องเหมียวเสียงหวานพลางเอาหัวเข้ามาไซ้ขาเอาอกเอาใจข้า

“จริงสิ ไยเจ้าไม่คืนร่างเป็นมังกร หรือสุนัขจิ้งจอกแล้ว” ข้ากล่าวพลางช่วยเกาคางให้เจ้าตัวปุกปุย

ซือหลานส่งเสียงฟืดฟาด “อ่า ข้าชักชอบร่างนี้เสียแล้ว นายท่านสามารถอุ้มข้าไปไหนมาไหนได้อย่างสบาย

“เจ้านี่มันแมวขี้เกียจโดยแท้ !” ข้าช่วยเกาพุงให้ ส่วนซือหลานก็หัวสั่นหัวคลอนด้วยความเพลิดเพลินอย่างออกนอกหน้า หากเหล่าสายเลือดมังกรได้มาเห็นซือหลานในยามนี้คงได้กระอักโลหิตกันเป็นแน่ ! สัตว์เทพผู้ศักดิ์สิทธิ์กลับพึงพอใจจะอยู่ในร่างของแมวน้อยอย่างไม่มีกำหนดกระนั้นหรือ ?

นับเป็นความถดถอยอย่างแท้จริง ข้าเริ่มนึกสงสารเผ่าพันธุ์มังกรที่ให้กำเนิดบุตรชายมังกรจอมขี้เกียจที่ในหัวมีเพียงเรื่องกินกับกิน เขายังมีอีกหนึ่งทางเลือก คือการสวมร่างมนุษย์เพื่อฝึกฝนวรยุทธสู่ขั้นปราณเซียน หากทว่าครั้งล่าสุดที่ข้าเคยเห็นเขาในร่างมนุษย์นั้น คือเมื่อครั้งที่เขาฝึกซ้อมกับอาจารย์ฝึกสัตว์เทพในเทียนกง* ทั้งซือหลานแทบไม่ค่อยคืนกลับสู่ร่างมังกร ก่อนจะแปลงร่างเป็นแมวน้อย ซือหลานก็มักใช้ร่างจิ้งจอกสัญจรไปในที่ต่าง ๆ นี่เขาทิ้งเกียรติภูมิแห่งความเป็นสัตว์เวทศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่ใด ?
*เทียนกงคือพระราชวังสวรรค์

“เช่นนั้น ไยเจ้าจึงมาบุกรุกเรือนน้อยของข้าอีกแล้วล่ะนี่ ?”

ซือมิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม ในวันนี้นางเกล้าผมม้วนกลม หวีสับมากมายถูกเสียบใส่ตามเรือนผมคล้ายหมายจะทำหน้าที่แทนปิ่นปักผมตัวจริง แม้เมื่อครั้งก่อนที่ข้าเข้ามาเยี่ยมเยือน นางจะแลดูอิดโรย ทว่าสีหน้าของนางในวันนี้แจ่มกระจ่างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“ข้ารู้ว่าเจ้าคือผู้แต่งชะตาลิขิตให้จิน !” น้ำเสียงเริ่มแสดงความตำหนิ

“เช่นนั้นรึ ?” เส้นเลือดบนใบหน้าของนางเต้นตุ้บ ๆ

“อืม เช่นนั้นย่อมหมายความว่าเป็นฝีมือเจ้า ! เจ้านี่ล่ะ คือผู้ลงมือสังหารข้าตัวจริง !” ใบหน้าข้าแข็งค้างด้วยความตื่นตะลึงในความจริงที่ประจักษ์ สหายคนสนิทของข้าแท้จริงคือผู้สังหารข้า !

นางยกกระดาษม้วนกลมเขกหัวข้า “เจ้านี่มันหัวทื่อหรือไร ? ชะตาที่ข้าเขียนให้จินหาได้มีเจ้าเข้ามาเป็นตัวแปรไม่ เจ้านี่มันตัวป่วนโดยแท้ ทำให้จินตนาการแสนบรรเจิดของข้ากระเจิดกระเจิงไปหมด รู้ตัวบ้างหรือไม่ ?”

“อ้าว” ข้ายกมือขึ้นเกาหัวแกรก “เช่นนั้นเรื่องที่ควรเกิดขึ้นแท้จริงจะเป็นเช่นไรเล่า ?”

“มันเป็นความลับ” นางขยิบตาทำยักไหล่ ข้ารีบเข้าไปยื้อยุดคว้าชายกระโปรงร่ำร้องโอดครวญ ทว่ากลับถูกเตะกระเด็นอย่างไม่ไยดี

“เจ้าช่างใจร้ายกับข้าเหลือเกิน----” ข้าร้องครวญคราง  “ข้าคิดว่าพวกเราคือสหายคู่สนิทเสียอีก”

“สหายคู่สนิท ? นี่เจ้าพล่ามอันใด ?” นางส่งยิ้มชั่วร้ายมาให้ ขณะข้าเริ่มเร่งเสียงร้องโอดครวญ โดยมีเสียงซือหลานหัวเราะคิกคิกเป็นฉากหลัง เจ้าเหมียวบ้า !

“อ้า นี่เจ้าคิดติดตามเขาไปตลอดทั้งสามภพชาติเลยกระนั้นหรือ ?” ซือมิ่งก้มลงกวาดตามองในลิ้นชักก่อนจะคว้ากระดาษขึ้นมาปึกหนึ่ง “ข้ามิอาจแจกแจงรายละเอียดแก่เจ้า หากแต่ย่อมสามารถชี้ตำแหน่งที่อยู่ของเขาได้”

ข้าลุกขึ้นมายืนด้านข้างด้วยความอยากรู้ ทว่านางกลับรีบยกมือปิดปึกกระดาษชุดนั้นราวกับนั่นคือกับระเบิดลับ

“ฝ่าบาทกับข้ากำลังร่วมกันทดลองเปลี่ยนแปลงการรับเคราะห์สวรรค์กันอยู่”     ซือมิ่งใช้ฝ่ามือสำรวจผ่านแผ่นกระดาษหลังจากส่งเสียง ‘ชู่’ ไล่ให้ข้าถอยออกให้ห่าง “เคราะห์คราต่อไปจะเกิดขึ้นในโลกอื่น คราที่สองนี้จะเป็นบนโลกที่มีชื่อว่าโลกแผ่นดินมนุษย์ ส่วนชะตาเคราะห์คราที่สามจะเกิด” นางหยุดชะงัก ขณะหันไปมองกระดาษอีกแผ่นในมืออีกข้าง “ในโลกที่มีนามว่า อมรา”

“โลกอื่น ?” เสียงข้าดังขึ้นราวเสียงสะท้อน ข้ารู้ดีว่ายังมีโลกอื่น ทว่าเทพเจ้าจากโลกอื่นเหล่านั้นแทบมิเคยปรากฏกายมาพบเจอกับพวกเรา ทั้งเราก็มิเคยคิดจะสร้างสัมพันธ์ทำความรู้จักกับพวกเขาเช่นกัน นี่นับเป็นครั้งแรก

“เจ้าได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนี้ด้วยกระนั้นหรือ ?” ข้าตื่นตกใจ ท่านลุงกับองค์ประมุชสวรรค์ในโลกอื่นพบปะทำความตกลงกันเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน ?

“เป็นสิ่งที่ฝ่าบาท และข้าคิดนึกขึ้นมาช่วงระยะที่เจ้าลงไปเยือนโลกมนุษย์อย่างไรเล่า นับเป็นความคิดที่น่าขบขัน เช่นนั้นฝ่าบาทจึงทรงส่งพระราชสาส์นไปยังอีกโลกหนึ่งเพื่อทำความตกลงกัน” ซือมิ่งทำราวกับเรื่องรายละเอียดยิบย่อยล้วนมิได้สลักสำคัญ หากทว่านั่นคือความประหลาดใจครั้งใหญ่ของข้า น่าตื่นเต้นยิ่งนัก  โลกอื่น ! จะน่าอัศจรรย์เพียงใด ?

“ทว่า” ซือมิ่งยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “มีกฎเพียงข้อเดียวที่จำต้องพึงปฏิบัติ”

“กฎนั้นว่าอย่างไร ?” เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาตะหงิด ๆ เสียแล้ว

“บนโลกที่มีนามว่า โลกแผ่นดินมนุษย์ องค์ประมุขสวรรค์แห่งโลกนั้นได้ตรัสแจ้งว่าเหล่าเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายที่ก้าวลงสู่วัฏฏะจักต้องไม่ใช้อำนาจวิเศษ มิว่าเพื่อเหตุผลใดทั้งสิ้น” ซือมิ่งอ่านกระดาษในมือ “ทั้งธำมรงค์เวทก็มิได้รับอนุญาตให้นำติดตัวเพื่อการใช้สอย รวมถึงบรรดาสัตว์เทพก็เช่นกัน สิ่งติดกายใด ๆ ล้วนมิจำเป็น ตัวเจ้าเท่านั้นย่อมเพียงพอ และหากเทพใดขัดขืนกฎเกณฑ์ดังกล่าว เทพผู้นั้นจะถูกส่งตัวไปยังขุมนรกโลกันตร์ตราบชั่วกาลนาน โอ ! ช่างน่ากลัวเสียจริง  การประหารชีวิตเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน อืม….ตรงนี้มีบัญญัติเพิ่มเติมอีก 10 ประการ มนุษย์ทุกคนล้วนต้องปฏิบัติตามกฏบัญญัตินี้ แม้อาจสามารถได้รับการงดเว้นในบางเหตุบางกรณีก็ตาม”

นางเริ่มอ่านกระดาษแผ่นต่อไปที่อยู่ในมือ “สำหรับโลกที่มีนามว่าอมรา ได้กำหนดบทบัญญัติไว้ว่า เหล่าเทพทั้งปวงล้วนจำ ‘ต้อง’ ดื่มน้ำแกงเบญจรสแห่งความลืมเลือน ธำมรงค์เวท คือสิ่งต้องห้าม ทั้งไม่อนุญาตให้นำของวิเศษใดติดกาย ห้ามการประหัตถ์ประหาร เว้นเสียแต่เมื่อเกิดเหตุจำเป็นอย่างแท้จริงเท่านั้น….เอ้า...ก็เมื่อดื่มน้ำแกงเบญจรสแห่งความลืมเลือนไปแล้ว จะไปจำกฏบัญญัติต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างไรกันเล่า !” นางหัวเราะร่วน

ข้าหาได้ใส่ใจไม่ว่าเมื่อข้าก้าวลงสู่โลกอมรา ข้าจะหลงลืมความทรงจำทั้งสิ้น ที่กลัวนั้นเพียงเกรงว่าอุปนิสัยใจคอของข้าจะกลับกลายเป็นเช่นไร หากต้องถูกบีบให้อยู่ในข้อจำกัดมากมายเช่นนี้ ข้าพร้อมจะยอมเปลี่ยนแปลงความเป็นตนเองแล้วกระนั้นหรือ ? ความยึดถือในทิฐิของตนสร้างความหวาดหวั่นในใจข้า

ซือมิ่งกับข้าสนทนากันอยู่พักใหญ่ นางมีความรู้มากมายเกี่ยวกับเรื่องโลกแผ่นดินมนุษย์ และโลกอมรา นางช่วยเติมเต็มความเข้าใจในความแตกต่างกันระหว่างโลกทั้งสองให้แก่ข้า ดูคล้ายโลกแผ่นดินมนุษย์จะเป็นดินแดนที่ไร้พลังเวท หมู่มนุษย์ในโลกแห่งนั้นไม่มีพลังเหนือมนุษย์ และเพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดไปในโลกแห่งนั้นจึงมีความเจริญก้าวหน้าอย่างเหลือเชื่อที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘เทคโนโลยี’ วิทยาศาสตร์ คือสิ่งที่ผู้คนในโลกนั้นใช้อธิบายเวทมนตร์  ทั้งเทคโนโลยียังเป็นสิ่งที่ใช้เลียนแบบเวทมนตร์อีกด้วย

ขณะที่โลกอมรานั้นต่างกันราวหน้ามือกับหลังมือ โลกอมรา คือดินแดนในฝันยุคโบราณสถานที่ซึ่งเวทมนตร์อาคมทั้งหลายถูกจำกัดไว้เพียงในจินตนาการของผู้คน ความสามารถในการใช้เวทมนตร์ขึ้นอยู่กับความมุมานะของคนผู้นั้น เขาจะได้สมใจในปรารถนา หากเขามีจินตนาการที่จะเชื่อมั่นว่าเวทมนตร์มีอยู่จริง แม้ความทรงจำทั้งหมดของข้าจะถูกลบเลือนไปสิ้น ทว่าข้ายังหวังว่าข้าจะมีความคิดโลดโผนเพียงพอจะเปิดรับความเชื่อในเวทมนตร์ เมื่อต้องดำรงอยู่ในโลกอมรา ด้วยความบรรเจิดในการวาดฝันที่แสนฝืดของข้า ข้าคงได้เพียงหวังให้ตนเองโชคดีในโลกอมรา

ซือหลานขดกายพันรอบลำคอของข้า เสียงกรนของเขาดังสั่นสะเทือนเนื้อหนังข้า  ข้าคาดว่าคงสมควรแก่เวลาแล้ว ข้าจึงกล่าวคำอำลาซือมิ่ง หลังจากที่นำซือหลานกลับไปส่งท่านอาจารย์สัตว์เทพในเทียนกง* ข้าก็กลับคืนสู่โลกใต้พิภพ
*เทียนกงคือ พระราชวังสวรรค์

ด้วยยังหวั่นเกรง ข้าจึงมิได้กลับวังของท่านพ่อ คงได้เพียงเดินเตร็ดเตร่อยู่กับเหล่ายมทูตกับพวกวิญญาณทั้งหลายที่ส่งเสียงทักทายการกลับมาของข้า

“องค์หญิง ! การเสด็จเยือนโลกมนุษย์เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ ?”

“องค์หญิง วันนี้พระองค์ทรงดูยอดเยี่ยมยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ !” เอ้า ! เอาเข้าไป ! เยินยอกันเข้าไป !

“องค์หญิง ! แล้วพระองค์จะเสด็จอีกคราเมื่อไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”

พวกยมทูตบ้า ! เพิ่งมาถึงก็อยากถีบหัวส่งกันแล้วกระนั้นรึ ? ประเดี๋ยวก็ริบทองที่ให้ไปคืนเสียหรอก ! ฮึ่ม !




***จบตอน โลกทั้งสาม***

 

SMF spam blocked by CleanTalk