ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 17 พรรคแสงจันทร์ !  (อ่าน 1210 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 17 พรรคแสงจันทร์ !
« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2019, 09:10:30 PM »


ตอนที่ 17 พรรคแสงจันทร์ !



ทั้งกลุ่มแม่บ้านหรรษาทั้งตัวข้าเริ่มรู้สึกอ่อนล้า เมื่อต้องทะลวงจุดปราณให้แก่ทุกคน ข้าจึงมีความคิดว่าควรให้ทุกคนได้ร่ำเรียนวิธีการเปิดชีพจรปราณ เพื่อช่วยประหยัดเวลาทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ทุกคนอีกด้วย

ข้าเริ่มจัดวางตารางการสอนวรยุทธซึ่งจำต้องใช้เวลาในการถ่ายทอดเคล็ดวิชาต่าง ๆ นานพอควร เรื่องนี้มิจำเป็นต้องเร่งร้อน ทั้งทุกคนต่างมิมีผู้ใดคาดคิดว่าตนจะสามารถเข้าร่วมการประลองบัวเหินหาวที่กำลังจะจัดในปีหน้า เพราะพวกเขาล้วนไร้สิ้นพื้นฐานพลังยุทธ กระนั้นทุกคนก็ยังตื่นเต้นยินดีที่มีโอกาสได้ศึกษาวรยุทธ

ข้าขยับขึ้นไปยืนบนเวทีอีกครา เมื่อต้องเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชาการทะลวงจุดชีพจรปราณของตนให้บรรดาศิษย์ ข้าพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการให้ง่ายดายขึ้น กระนั้นก็ยังคงมีผู้ไม่เข้าใจอีกหลายคน ทันทีที่ข้าประกาศบอกว่าหากผู้ใดมีข้อสงสัยให้เร่งยกมือ  เพียงสิ้นเสียงฝ่ามือน้อยใหญ่จำนวนมากก็ชี้ขึ้นฟ้าในทันที ทว่าแค่เพียงมินาน ทุกคนต่างสามารถเปิดจุดชีพจรที่เคยคิดว่าจะถูกปิดตายตลอดกาล ได้ด้วยพลังความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของตนเอง เมื่อจุดปราณแต่ละจุดถูกทะลวงเปิด ความรู้สึกแห่งการบรรลุผลสำเร็จพลันท่วมท้นขึ้นในใจของทุกคนพร้อมเสียงร่ำร้องที่ดังกึกก้อง หากทว่าเสียงร่ำร้องในครานี้กลับมิใช่การร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด

ข้าภูมิใจยิ่งที่จะประกาศว่าคนเหล่านี้มีความมุมานะอุตสาหะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานวัยกลางคนที่คิดว่าตนมิอาจทำสิ่งใดได้ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ข้าได้เพียงหวังว่าด้วยหนทางที่ข้าปูให้นี้จะสามารถสร้างแรงศรัทธาในตนให้บังเกิดขึ้นแก่พวกเขาได้

เนื่องด้วยบรรดาศิษย์ยานุศิษย์รุ่นใหญ่ของข้าจำต้องไปทำงานในช่วงกลางวัน  เช่นนั้นข้าจึงต้องให้ศิษย์รุ่นเล็กถ่ายทอดสิ่งที่ข้าได้อบรมสั่งสอนไปในช่วงกลางวันที่พวกเขาขาดช่วงการร่ำเรียน วิธีนี้ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิผลในการสอนให้ยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดในการร่ำเรียน เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างตั้งใจจดจำสิ่งที่ข้าถ่ายทอดให้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งท่านอาจารย์ใหญ่เอง ก็ยังแทรกเคล็ดวิชาของข้าเข้าไว้ในหลักสูตรภาคบังคับเช่นกัน

ข้าเริ่มร่างแผนการสอนซึ่งจะมีขึ้นสัปดาห์ละสามครั้ง โดยในช่วงสามเดือนแรกคือการเริ่มสอนปูพื้นฐานให้แก่ทุกคน จากนั้นเมื่อย่างเข้าเดือนที่สี่ถึงหก ข้าจะเริ่มถ่ายทอดวิชากลั่นปรุงโอสถเสริมพลังอย่างง่าย โดยแท้จริงโอสถชนิดนี้นับเป็นของฟุ่มเฟือยที่คงมีเพียงเหล่าขุนนาง และชนชั้นสูงจึงสามารถจัดซื้อแสวงหามาปรุงได้ ทว่าข้าได้ปรับเปลี่ยนสูตรโอสถให้ปรุงขึ้นจากสมุนไพรที่สามารถหาซื้อได้ในท้องถิ่น ทั้งยังปรับเปลี่ยนขั้นตอนการปรุงโอสถให้แตกต่างออกไป หากทว่ากลับให้ผลที่ล้ำเลิศยิ่งกว่าเดิม ส่วนในเดือนที่ 7 ข้าจะให้ทุกคนคัดลอกตำราเคล็ดวิชาที่ข้าปรับแต่งจากตำราวิชาขององค์ประมุขสวรรค์

“ข้ายินดีแบ่งปันเคล็ดวิชาขั้นสูงชุดนี้ให้พวกเจ้าทุกคน ทว่าเพียงสำหรับผู้ที่อยู่ในสำนักของข้าเท่านั้น จงอย่าได้เผยเคล็ดวิชานี้ให้แก่พรรคอื่นใดทั้งสิ้น !” ข้าประกาศกร้าวอย่างชัดเจน ทุกคนตั้งใจรับฟังพร้อมสั่นศีรษะอย่างหนักแน่น !

เสียงร้องตะโกนก้อง “ไม่มีทาง ท่านเจ้าสำนัก !” “พวกเราจะไม่มีวันแพร่งพรายเคล็ดวิชาลับนี้แก่พรรคใดขอรับ !” “ไม่มีทาง ! อย่างเด็ดขาด !”

เอาล่ะ ๆ ดี ๆ

เมื่อสิ้นสุดคำปราศรัย กลุ่มเด็กน้อยก็กรูกันเข้ามาจ้องหน้าข้าด้วยนัยน์ตาที่เปล่งประกายแวววาว

“ท่านอาจารย์เทพธิดาของพวกเรา ท่านยังมิได้ตั้งขนานนามให้แก่พรรคของพวกเราเลยนะขอรับ” มันน้อยหัวหนึ่งเอ่ยถามข้าด้วยน้ำเสียงสดใส อ้า… ทว่าไอ้ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ อันใดคือ ‘ท่านอาจารย์เทพธิดาเ ? !’

“เจ้าอยากให้ข้าตั้งชื่อสำนักกระนั้นหรือ ? ต้องเลือกสักชื่อแล้วใช่หรือไม่ ?” ข้าพยายามข่มน้ำเสียงสะอื้น

“แน่นอนท่านเจ้าสำนัก ! พรรคของเราป็นพรรคแรกในแคว้นที่มีเพียงสามัญชนทั้งสิ้นนะขอรับ !”

“นี่คือพรรคที่พวกเราภาคภูมิใจ !”

“คือพรรคที่ทำให้ความฝันของพวกเราทุกคนเป็นจริง !”

พวกเด็ก ๆ ตื่นเต้นกุลีกุจอแย่งกันกล่าว

“พวกเรารักท่านอาจารย์ !”

“พวกเราพร้อมยอมตายเพื่อท่าน !”

เฮ้ ๆ ! พูดไปพูดมาชักจะเริ่มน่ากลัวไปกันใหญ่ !

“ท่านอาจารย์ โปรดตั้งชื่อพรรคให้ด้วยขอรับ !”

ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตายื่นหน้ารอฟังคำตอบจากข้าด้วยสายตาจดจ่อที่ทอประกาย กระทั่งข้ายังรู้สึกถูกกดดันด้วยความคาดหวังในการมอบนามให้เรียกขาน

“นึกออกแล้ว” ข้ารีบโพล่งออกไปทั้งที่ในหัวยังว่างเปล่า

ทุกสายตายังคงจับจ้องมาที่ข้าอย่างลุ้นระทึก ท่ามกลางใบหน้าที่เจิดจรัสสดใสกระทั่งข้ากลืนน้ำลาย ‘เอื๊อก’ ฉับพลันข้าก็นึกถึงสีผมที่แท้จริงของข้า นึกถึงสิ่งที่ผู้คนเอ่ยกล่าวถึงเรือนผมของข้าขึ้นมาได้

“พรรคแสงจันทร์” ข้ากล่าวออกไปอย่างหนักแน่นเด็ดขาด “พรรคซึ่ง….ความอัศจรรย์ทั้งหลายเริ่มเป็นไปเมื่อราตรีมาเยี่ยมเยือน” ข้ากระอ้อมกระแอ้มไถเถือกไปเรื่อย ยามนี้ข้าเริ่มรู้สึกต้องการกระตุ้นต่อมสร้างสรรของตนให้ทำงานบรรเจิดกว่านี้อีกสักนิดคงจะดีมิน้อย !

“ถูกแล้ว ! พรรคของเราคือพรรคแห่งความงดงามไร้ที่ติ แม้ในท่ามกลางความมืดมิด !” เด็กสาวตัวน้อยผู้หนึ่งร้องเสียงแหลมออกมาพร้อมลักยิ้มแสนน่ารัก

“ถูกต้องที่สุด !” ข้ากล่าวอย่างย่ามใจ ในใจยังนึกขอบใจแม่หนูน้อยที่ช่วยแต่งแต้มคำพูดของข้าเสียงดงามสวยหรู

“พรรคแสงจันทร์จงเจริญ !”

หัวมันน้อยใหญ่มากมายพากันวิ่งวุ่นช่วยกระจายข่าวนามสำนักให้ทุกคนได้รับรู้ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี กระทั่งความกระวนกระวายร้อนใจของข้าผ่อนคลายลง

และด้วยเหตุนี้ซือหลานจึงกลายมาเป็นเอกลักษณ์เครื่องประดับสำนักไปโดยปริยาย แม้แท้จริงซือหลานจะเป็นสัตว์เทพ ทว่าพวกเด็ก ๆ กลับชอบยื่นปลาเข้ามาแหย่เล่นตรงหน้า ไม่เว้นกระทั่งแม้ในยามที่เขากำลังนอนเล่นอยู่บนต้นไม้ ครั้นเมื่อซือหลานขึ้นมานอนบนลำคอของข้า พวกเด็ก ๆ ก็มักจะคอยจด ๆ จ้อง ๆ ข้าด้วยท่าทีเขินอายทว่ากลับคอยกระดิกนิ้วส่งให้ซือหลาน ข้าย่อมเข้าใจความในใจของพวกเขาจึงส่งซือหลานไปให้เล่น บางครั้งที่ซือหลานเล่นกับพวกเด็ก ๆ จนรู้สึกเบื่อ เขาก็มักชอบกระโดดขึ้นไปนั่งเล่นบนไหล่ของพวกเด็ก ๆ  และวางตนราวกับฮ่องเต้ผู้องอาจ

ยามนี้ซือหลานตัวอ้วนกลมขึ้นมาก กระทั่งมิอาจขึ้นไปนั่งแปะอยู่กับไหล่น้อย ๆ ของเด็ก ๆ ได้ จึงจำต้องกลับมาขดตัวห้อยอยู่บนลำคอข้าคล้ายผ้าพันคอขนสัตว์ดังเดิม หากทว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหาได้มีผลต่อสุขภาพของซือหลานไม่ ด้วยเผ่าพันธุ์เทพมังกรล้วนมีภูมิคุ้มกันโรคภัยทั้งหลายเป็นอย่างดี กระนั้นข้าก็จะรู้สึกว่าตนเป็นเจ้านายที่ย่ำแย่มาก หากยอมปล่อยให้ซือหลานเติบใหญ่เจริญวัยตามแนวขนานเช่นนี้โดยไม่ใส่ใจ เมื่อข้าย้ำเตือนเขาให้ลดน้ำหนัก เจ้าตัวน้อยกลับส่งเสียงร้องเสียน่าสงสารทั้งยังทำท่าออดอ้อนได้น่ารักขาดใจจนข้าใจอ่อน

“น้ำหนักของเจ้ามากกระทั่งคอข้าแทบเคล็ดแล้ว ลดน้ำหนักลงเสียหน่อย หาไม่แล้วข้าจะไม่อุ้มเจ้าอีก”

เอ่อ มิคิดว่าคำขู่จะสัมฤทธิ์ผลนะ

วันคืนล่วงเลยไป สำนักของข้าเติบใหญ่ จำนวนศิษย์ในสำนักเพิ่มมากขึ้น เคล็ดวิชาของข้าถูกถ่ายทอดให้แก่บรรดาศิษย์รุ่นใหม่ราวกับความลับสวรรค์ที่อาจล่มสลายแคว้นทั้งแคว้นให้พินาศลงได้ มิคิดเลยว่าเคล็ดวิชาของข้าจะน่าอัศจรรย์ถึงเพียงนั้น สิ่งที่ข้าร่างเขียนลงไปเป็นแค่เพียงเศษเสี้ยวเคล็ดวิชาที่แสนสามัญในแดนสวรรค์ หากแต่ทุกครั้งที่เหล่าศิษย์หน้าใหม่ได้รับตำราเคล็ดวิชา ‘ลับ’ พวกนั้น พวกเขาจะจ้องมองข้าด้วยแววตาอันเปี่ยมล้นไปด้วยความศรัทธาอย่างเหลือแสน ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ

หากทว่าเรื่องเช่นนั้นข้าหาได้ใส่ใจไม่ สิ่งที่ทำให้ข้ามีความสุขนั้นคือ ยามนี้ทุกคนรู้วรยุทธแล้ว ข้ามีความสุขที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพวกเขา ผิวพรรณทุกคนเริ่มเปล่งปลั่งแจ่มกระจ่าง กระทั่งทำให้ผู้คนต้องเหลียวหลัง ลำกายที่ตั้งตรงสง่าบ่งให้เห็นชัดถึงความมาดมั่นที่เพิ่มขึ้นมากของทุกคน

ข้าฝึกฝนวรยุทธให้ทุกคน โดยจัดแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มจำแนกกันตามวัย ในเรื่องนี้ข้ามีกลุ่มแม่บ้านหรรษาที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการหมู่คณะเป็นอย่างดีมาเป็นผู้ช่วย เช่นนั้นการฝึกสอนจึงเป็นไปอย่างลื่นไหล    ข้ามอบตำรายุทธให้แต่ละคนแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมที่ข้าพิเคราะห์ โดยพิจารณาจากข้อเด่นข้อด้อย กำลังภายใน ตลอดถึงชั้นเชิงการเคลื่อนไหว ทั้งหมดทั้งสิ้นทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ยอดเยี่ยมเกินกว่าที่ข้าคาดคิดไว้

 อีกสิ่งที่เกินความคาดหมายของข้านั้นคือ พวกชาวบ้านต่างพากันรวบรวมเม็ดเงินสร้างตึกใหญ่ เพื่อจัดตั้งสำนักอย่างเต็มรูปแบบ แต่แรกข้าย่อมไม่เห็นด้วย ข้าบอกทุกคนว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องสร้างอาคารใหญ่โตถึงเพียงนั้น ทว่าพวกเขากลับยืนกรานด้วยความตั้งใจ กระทั่งข้ามิอาจปฏิเสธแววตาที่เปล่งประกายเหล่านั้นได้ แม้พวกชาวบ้านโดยส่วนใหญ่จะมีรายได้แค่เพียงหยิบมือ ทว่าในพรรคของข้ายังพอมีพ่อค้าที่ร่ำรวยรวมอยู่ด้วยเช่นกัน และพวกเขาเหล่านั้นก็ร่วมกันบริจาคเม็ดเงินเข้าร่วมสร้างตึกสำนักเช่นกัน

แม้การเงินจะมินับเป็นปัญหา กระนั้นข้ายังคงลังเลข้อเสนอของทุกคน เพราะจะอย่างไรเสีย การก่อตั้งพรรคย่อมเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งกับบรรดาขุนนางตลอดถึงราชสำนักในวันหน้า แม้บรรดาศิษย์ของข้าจะแอบฝึกฝนวิชาอย่างมิอวดตน ทว่าข้ามั่นใจว่าเรื่องคงล่วงรู้ไปถึงหูพวกกลุ่มขุนนางเรียบร้อยแล้ว ทว่าดูคล้ายพวกเขาจะไม่ใส่ใจขุดคุ้ยเรื่องราวข่าวลือพวกนั้น อาจเพราะพวกเขายังคงติดอยู่กับความคิดที่ว่าพวกชาวบ้านเป็นพวกด้อยพลังฝีมือ ไม่ว่าจะอย่างไร ย่อมมิอาจก้าวหน้าในการฝึกพลังยุทธได้ ทว่าเมื่อไรที่มีการก่อตั้งตึกพรรคแสงจันทร์ ย่อมเป็นการประกาศศักดาของพรรคให้ทั่วหล้าล่วงรู้อย่างฉับพลันโดยปริยาย

ข้าหวังแค่เพียงองค์ฮ่องเต้จะมิคิดว่านี่คือการเริ่มปูทางให้ชาวประชาลุกขึ้นก่อกบฏ เพราะย่อมอาจเป็นเช่นนั้นได้ หากพวกชาวบ้านซึ่งนับเป็นคนกลุ่มใหญ่กลายเป็นยอดฝีมือ ย่อมอาจร่วมมือกันก่อเหตุให้เกิดการนองเลือดบนผืนแผ่นดินได้โดยง่าย

ข้าพร่ำบอกตนเองเสมอว่าสิ่งที่ข้ากำลังกระทำคือการช่วยให้พวกเขาบรรลุความฝันในการฝีกฝนวรยุทธ ด้วยความสัตย์จริง ข้าหวังว่าพวกเขาจะไม่คิดการกบฏ เมื่อราชวงศ์ผู้ปกครองในยามนี้หาใช่มารร้ายในคราบสุภาพชนไม่  ทว่าข้าย่อมตระหนักดีว่า ยามนี้ยังคงมีขุนนางบางกลุ่มที่ดึงเอากฎเกณฑ์ชั่วร้ายออกประกาศใช้ ทั้งชาวเมืองส่วนใหญ่ล้วนไม่พอใจสิ่งที่กำลังดำเนินไปในยามนี้ ทุกคราที่ข้านึกถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทั้งมวลนั้น ข้าก็เริ่มจะปวดหัว เช่นนั้นข้าจึงต้องปัดทิ้งความวิตกพะวงทั้งหลาย และใส่ใจเพียงเฉพาะเรื่องบรรดาศิษย์เท่านั้น เฮ้ ! อย่างน้อยยามนี้พวกเขาก็มีห้องเรียนที่เหมาะสมแตกต่างจากทุ่งโคลนที่เคยใช้ร่ำเรียนกันแต่ก่อนลิบลับ

จินเก็บตัวฝึกอยู่แต่ในห้องเป็นเวลาหลายเดือน เขาจะออกมาเพียงเมื่อเลื่อนขั้นวรยุทธได้แล้วเท่านั้น เขาเป็นคนมุมานะอย่างยิ่ง กระทั่งข้ามิกล้าก้าวก่ายการตัดสินใจของหนุ่มน้อยผู้นี้ เมื่อจินรับรู้เรื่องการเปิดสำนักของข้า เขากลับหัวเราะเสียงลั่น

“ข้าเคยกล่าวไว้มิมีผิดใช่หรือไม่ ?” เขายื่นมือมาหยิกแก้มหยอกข้า

“ยินดีกับเจ้าด้วย ท่านเจ้าสำนัก” ริมฝีปากของเขาสั่นเครือด้วยเพียรพยายามฝืนกลั้นหัวร่อไว้อย่างเต็มที่
 
“อย่ามาล้อข้านะ เจ้าตัวร้าย !” ข้าปัดมืออีกฝ่ายออกจากใบหน้า พลางส่งเสียง ‘ฮึ่ม’ ในลำคอ “เจ้าเหลือเวลาแค่อีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันประลองแล้ว พร้อมหรือยัง ?”

เขายักไหล่ ยกยิ้มเล็กน้อย “ข้ามั่นใจว่าสามารถคว้าที่หนึ่งมาครอบครอง อยากรู้ยิ่งนักว่ารางวัลในปีนี้คือสิ่งไร ?” เขาทำท่าขบคิดถึงของรางวัล ช่างมั่นอกมั่นใจในตนยิ่งนัก !

“รอให้เจ้าได้ชัยเสียก่อนค่อยกล่าวเช่นนี้เถิด” ข้าทำตาประหลับประเหลือก “อ้อ ศิษย์ข้าอีกสองคนก็ประสงค์จะเข้าร่วมการประลองเช่นกัน ทั้งวรยุทธของพวกเขาก็รุดหน้ารวดเร็วโดดเด่นกว่าผู้ใด เช่นนั้นเจ้าจงอย่าได้มั่นใจในความสามารถของตนมากจนเกินไป ผู้ใดจะรู้เล่า บางทีลูกศิษย์ของข้าอาจทำให้เจ้าต้องแพ้พ่ายก็เป็นได้” ข้ามิได้ห่วงกังวลถึงวรยุทธของพวกขุนนางชั้นสูงสักเท่าไร เพราะแม้เพียงวรยุทธขั้นต่ำของลูกศิษย์ข้าผู้ได้ร่ำเรียนวรยุทธจากตำราชั้นสูงก็มิอาจเทียบเคียงกับวรยุทธขั้นเดียวกันได้แล้ว

“อ้อ ? เช่นนั้นเราจะมาลองพนันกันหรือไม่ ?” เขาเลิกคิ้วสูงมุมปากยกขึ้น นับแต่ย่างเข้าวัย 15 ปี สองไหล่ของเขาก็เริ่มผึ่งผายกว้างขวาง กล้ามเนื้อแกร่งแน่น อันเป็นผลจากการข้ามเข้าสู่ขั้นต้นแห่งพลังปราณเซียน ข้ายังเห็นหนวดตอที่เริ่มแทงขึ้นรอบกรามแกร่งที่ทำให้ข้ารู้สึกคันมือยุบยิบอยากยื่นแขนไปช่วยแกะเกาเสียจริง ทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเพราะเขากำลังแปรปลี่ยนเข้าสู่ความเป็นหัวมัน…...หนุ่ม …..หัวมันย่อมต้องเป็นหัวมันอยู่วันยังค่ำ

“ข้าจะลงเดิมพันสิ่งใดที่เจ้ายังขาดไปได้เล่า ? เมื่อเจ้ามีข้าอยู่ ย่อมมิขาดเหลือสิ่งใดอีก” ข้าโปรยคำเกี้ยวชนิดที่ทำให้ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นมะเขือเทศสุกได้ในพริบตา ศิษย์ของข้าแท้จริงยังอยู่เพียงระดับกลางของพลังปราณกำเนิด เช่นนั้นหากจะเทียบกันด้วยเชิงยุทธ ศิษย์ของข้าย่อมหาใช่คู่ต่อสู้ของจินไม่

“มิเป็นไร” เขาบ่ายหน้าหลบดวงหน้าแดงฉาน “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าข้าอยากชนะการประลองครั้งนี้ก็เพื่อเจ้า เช่นนั้นข้าย่อมต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ย่อมมิมีทางจะออมกำลังอย่างแน่นอน” เมื่อสีหน้าที่แดงก่ำเริ่มจางคลายลงแล้ว เขาจึงค่อย ๆ หันกลับมากล่าวเสริมกับข้า “ศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองของเจ้าย่อมสร้างความเดือดร้อนใจให้แก่บรรดาขุนนาง และชนชั้นสูงทั้งหลาย” เขาฉีกยิ้มกว้าง “นับแต่นี้ไปพวกเราจะขอกล่าวคำอำลากับการถูกขนานนามว่า ‘เศษสวะ’ ไปตลอดกาล”




***จบตอน พรรคแสงจันทร์ !***

 

SMF spam blocked by CleanTalk