ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 16 เจ้าสำนัก  (อ่าน 1123 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 16 เจ้าสำนัก
« เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2019, 07:27:17 PM »


ตอนที่ 16 เจ้าสำนัก



ก้าวแรกแห่งการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงที่ข้าจำต้องเริ่มลงมือนั้นคือ แจ้งเรื่องนี้แก่สมาคมแม่บ้านหรรษา เพียงข้าบอกเล่าแผนการพลิกปฏิรูปสังคมออกไป ทุกคนต่างรู้สึกเหลือเชื่อ

“เอ๋ ? เจ้าเป็นวรยุทธด้วยกระนั้นหรือ ?”  คำถามโพล่งออกมาพร้อมนัยน์ตาโตราวไข่ห่านที่ถลึงจ้องข้าประหนึ่งพร้อมจะกระเด็นหลุดออกมาได้ทุกเมื่อ

“ก็ใช่…” ข้ากระแอมไอ “เช่นนั้นข้าจึงต้องการความช่วยเหลือจากพวกเจ้า”

“เหตุใดเจ้าจึงไม่เคยเผยเรื่องสำคัญเพียงนี้กับพวกเราเลย ?” ตันตานเอ่ยถามด้วยสีหน้าเจ็บปวด

ข้ารีบหาข้อแก้ตัวที่ฟังดูมีเหตุผลเพียงพออย่างเร็วรี่ “นั่นเพราะ ข้ามิอยากถูกพวกเจ้าตัดความสัมพันธ์อย่างไรเล่า”

“พวกเราย่อมไม่มีวันละทิ้งเจ้าอย่างแน่นอน” ยิ่งเอ่ยกล่าวสีหน้าของผู้กล่าวก็ยิ่งแลดูเจ็บปวด

“แล้วเจ้ามีวรยุทธขั้นใดแล้วเล่า ?” ครานี้หลินเป็นฝ่ายทักถามด้วยท่าทางตื่นเต้น ความคิดเรื่องที่ข้ากำลังโป้ปดเลือนหายไปจากหัวนางสิ้น

“อันที่จริงข้าก็….” ขั้นไหนดีเล่างานนี้ ? เมื่อตัวข้าคือเทพธิดา ขั้นพลังต่าง ๆทั้งหมดทั้งมวลนั้นข้าย่อมบรรลุสิ้นแล้ว เช่นนั้นข้าจึงเลือกบอกขั้นวรยุทธที่มิได้สูงส่งจนเกินไปนัก  ทว่าย่อมต้องเพียงพอจะสั่นขวัญผู้คน “ระดับสูงสุดในขั้นพลังปราณเซียน”

ความเงียบกริบพลันเข้ามาแทนที่ความวุ่นวาย ข้าจ้องหน้าทุกคนด้วยสีหน้าหวั่นวิตก หากแต่สิ่งที่โต้ตอบกลับมาคืออาการตกตะลึงนิ่งอึ้ง ทุกคนจ้องด้วยสองตาที่เบิกกว้าง ปากอ้ากรามค้าง น่าขันอย่างที่สุด เห็นแล้วมันน่ายัดซาลาเปาหมูสับอุดปากเสียจริง ๆ

ข้าตัดสินใจช่วยปลุกทุกคนขึ้นจากห้วงภวังค์แห่งความตื่นตะลึง “ภารกิจแรกของข้าในฐานะหนึ่งในสมาคมแม่บ้านหรรษา คือการประกาศแจ้งแก่ชาวบ้านทั้งหลายว่าข้ายินดีสอนเคล็ดวิชาลับให้แก่ทุกคนโดยไม่จำกัดวัย และหากผู้ใดมีความประสงค์ ข้าสามารถทะลวงจุดลมปราณในร่างให้ได้สูงสุดทั้งสิ้น 10 จุด ” เปิดจุดชีพจรปราณสิบจุดควรนับได้ว่าเพียงพอแล้ว ข้ายังมิต้องการให้ผู้ฝึกต้องทนทรมานจากการเปิดจุดชีพจรพร้อมกันในคราเดียว มิรู้ว่าพวกเขาจะทนแบกรับความเจ็บปวดได้สักเพียงไร เพราะกระทั่งจินยังหลับใหลมิได้สติไปนานถึง 7 วัน

“เจ้าทะลวงจุดปราณได้ด้วยกระนั้นหรือ ?” ทุกคนรีบมุงกันเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้นตกใจ และข้าคาดว่าปากกว้าง ๆ ที่อ้าค้างนั่นคงมิอาจขยายได้มากกว่านี้อีกแล้ว

“แน่นอน ทั้งข้ายังสามารถสอนให้แก่พวกเจ้าได้ด้วย เจ้าอยากเป็นกองทัพทะลวงปราณให้หมู่มวลมหาชนบ้างไหมเล่า ?” ข้าขยิบตาส่งให้

ทุกคนกำหมัดผงกศีรษะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ข้ารู้ว่าพวกนางก็ต้องการมีวรยุทธเช่นกัน ในหมู่มนุษย์ จะมีผู้ใดมิต้องการสิ่งนี้บ้างเล่า ? ทุกคนต่างตระหนักแน่แก่ใจยิ่งกว่าผู้ใดว่าพวกเขาล้วนถูกบรรดาผู้คนจากตระกูลผู้ทรงเกียรติหมิ่นหยามมากมายสักเพียงไร  ทุกคนต่างปรารถนาจะได้โต้ตอบกลับคืน ย่อมมิมีผู้ใดชอบใจที่ต้องถูกขนานนามว่า ‘ตัวไร้ค่า’ เช่นนี้

และนี่คือแรงผลักดันก้าวแรกแห่งการปฏิวัติที่อยู่ในหัวข้า

ส่วนก้าวต่อไปนั้นคือ การเดินทางไปยังสถานศึกษาของจิน ข้าได้แจ้งแก่กลุ่มแม่บ้านหรรษาว่า ข้าจะนัดพบปะว่าที่ยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่ลานกว้างด้านหลังสถานศึกษาหน้าราวป่า ซึ่งนับเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมในการฝึกสอน

ทั้งการได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชา ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกชื่นมื่นหัวใจ เพราะบนแดนสวรรค์ ข้าไร้ศิษย์ผู้รับการถ่ายทอด ส่วนผู้ฝึกฝีมือร่วมกับข้าก็มีแค่เพียงเหล่าภูตผี และยมฑูตในขุมนรก ซึ่งมิอาจรับแม้แค่เพียงหมัดเดียวจากข้าได้ การเปิดสอนวรยุทธในครานี้จึงนับเป็นหนทางที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดเคล็ดวิชาทั้งหมดที่ข้าได้ร่ำเรียนฝึกฝนมา และหากข้าสามารถหล่อหลอมผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือผู้ใด มีพลังฝีมือสูงส่งกว่าพวกผู้รากมากดี เหล่าราชนิกูลทั้งหลายจากทั่วแคว้น ข้าย่อมจะเป็นอาจารย์ที่สามารถภาคภูมิใจในตนได้ผู้หนึ่งเลยทีเดียว

“แม่นางฉูฉู่” ท่านหลู่ อาจารย์ใหญ่ประจำสถานศึกษาของจิน ยืนกระแอมในลำคออยู่ด้านข้าง “ข้านำพวกเด็ก ๆ ที่มีใจมุ่งหมายปรารถนาจะฝึกฝนวรยุทธมาแล้ว”

ข้าส่งสายตาตามไปด้านหลังจึงเห็นกลุ่มเด็ก ๆ ราวสองร้อยกว่าคน ซึ่งมีวัยคละเคล้ากันในช่วงตั้งแต่ 5 ปี ถึง 17 ปี

“นี่ท่านโกยนักเรียนมาหมดสถานศึกษาเลยกระนั้นหรือ ?” ข้างงงัน เดิมทียังคิดว่าทุกคนคงขบขันถ้อยคำของข้า มิคิดเลยว่าพวกเขาจะเชื่อถือเป็นจริงเป็นจัง นี่หากข้าเป็นสามัญชนผู้หนึ่งดังเช่นทุกคน ข้าคงไม่มีทางเชื่อเลยว่าจะมีผู้พร้อมถ่ายทอดเคล็ดวิชา รวมกระทั่งเปิดจุดชีพจรปราณเช่นนี้ ช่างดีงามเกินกว่าจะเป็นความจริงไปได้

“นี้ยังมิใช่ทั้งหมด ที่เหลือต้องกลับไปขอคำอนุญาตจากบิดามารดาเสียก่อน” อาจารย์ใหญ่หลู่ส่งยิ้มให้ข้าก่อนเอ่ยกล่าวต่อ “แม่นางฉูฉู่ มิทราบ เยี่ยงตัวข้านี้พอจะสามารถร่วมศึกษาวรยุทธด้วยได้หรือไม่ ? ข้าเองก็อยากรู้วรยุทธเช่นกัน แม้นข้าจะเป็นเพียงชายชราที่อ่อนแอ ทว่าเจ้าพอจะช่วยชี้แนะให้ข้าบ้างได้หรือไม่ ?” นอกจากร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำยิ่งขึ้นแล้ว ผู้ฝึกวรรยุทธล้วนสามารถยืดอายุขัยของตนได้ รอยยิ้มกว้างขวางจนเห็นไรฟันขาวสะอาดของเขาทำให้หัวใจข้าอ่อนยวบ

“แน่นอน ท่านอาจารย์ ! ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้เยาว์หรือสูงวัย ข้าย่อมยินดีช่วยเหลือทุกคน !” ข้าประกาศกร้าวด้วยความอิ่มเอมใจพร้อมเสียงร้องเชียร์ที่ดังกึกก้องจากแก๊งหนูน้อย

ขณะกำลังรอกลุ่มผู้สมัครเรียนวรยุทธชุดใหม่จากสมาคมแม่บ้านหรรษา ข้าก็เริ่มเปิดจุดชีพจรปราณให้แก่ทุกคน โดยข้าจะเปิดจุดปราณให้ตามกำลังความสามารถในการทนรับความเจ็บปวดของแต่ละคน เพียงต่ำสุดที่ข้าจะทะลวงปราณให้นั้นคือ 5 จุด และนั่นย่อมเพียงพอจะยกระดับสถานภาพให้แก่ทุกคนในที่นี้

ด้วยฐานะเทพ ข้าไม่เคยมีประสบการณ์ความเหน็ดเหนื่อยทางกาย หรือจิตแต่ประการใด ทว่ายามนี้ ขณะที่ข้ากำลังช่วยทุกคนทะลวงชีพจรปราณ ข้ากลับรับรู้ได้ถึงความอ่อนล้าทางจิตเป็นครั้งแรก สภาพร่างกายข้ายังคงสมบูรณ์พร้อม ทว่าสภาพจิตในยามนี้กลับบีบคั้นให้ข้าอึดอัดราวศีรษะจะระเบิด

สมาคมแม่บ้าหรรษานำกลุ่มคนที่ถูกรวบรวมมาจากจตุรัสเข้ามาสมทบ ซึ่งมีจำนวนราวกว่า 800 คน ! ข้าแทบลมใส่ เมื่อได้เห็นฝูงชนที่แห่กรูกันเข้ามาจนเต็มสองลูกตา

“เรานำผู้ที่ต้องการสมัครเรียนวรยุทธมาให้เจ้าแล้ว !” เหม่ยเฟินประกาศก้องพร้อมเดินนำกลุ่มบุรุษวัยกลางคนที่ก้าวตามมาติด ๆ ทางด้านหลัง

หลายคนที่เข้ามารวมตัวกันในที่นี้มีท่าทีฉงนสงสัย กลุ่มท่านผู้สูงวัยแลดูจะอึดอัด ขณะพวกเด็ก ๆ กลับมีท่าทีร้อนใจจนเนื้อเต้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยามนี้ฝูงชนเริ่มจะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอึกทึกวุ่นวาย เห็นทีคงต้องเรียกความสนใจด้วยการทำให้ทุกคนเชื่อมั่นในความสามารถของข้าเสียแล้ว

“เชิญทุกท่านฟังทางนี้ !” ข้ายกมือขึ้นป้องปาก ส่งเสียงออกไปด้วยพลังเวท เช่นนั้นพลังเสียงของข้าจึงดังกึกก้องไปทั่วอาณาบริเวณ กระแทกโสตประสาทของทุกคนอย่างแจ่มชัด ทุกเสียงเงียบกริบ ทุกสายตาหันมาจับจ้องข้าด้วยใจลุ้นระทึก

เพื่อให้ทุกคนได้ทัศนากันถ้วนทั่วอย่างแจ่มชัด ข้าจึงทำเวทียกสูงขึ้นเหนือผืนดินประมาณหนึ่งผิงครึ่ง*
*หนึ่งผิงคือ 3.3 เมตร ผิงครึ่งคือประมาณ 5 เมตร

ข้ากวาดตามองใบหน้าบิดเบี้ยวประหนึ่งกำลังปวดท้องของแต่ละคนด้วยความอิ่มเอมใจ ไม่พอ ! แค่เพียงนี้ยังมิหนำใจ

“คาดว่าหลายท่านกำลังคิดว่าจะถูกข้าหลอกลวงต้มตุ๋นหรือไม่ ผู้ใดกันเล่าจะคาดคิดว่าคนเยี่ยงข้านี้ จู่ ๆ จะกลับกลายเป็นจอมยุทธขึ้นมาโดยมิมีผู้ใดล่วงรู้ ?”

เสียงปรึกษากันพึมพัมแทรกขึ้นจากกลุ่มฝูงชน ทว่าข้ายกมือขึ้นระงับเสียงอื้ออึงเหล่านั้น ข้าเป็นผู้มากประสบการณ์ในการออกคำสั่งกับเหล่าภูตผีตลอดถึงยมฑูตทั้งหลายในปรโลกมาอย่างโชกโชน สำหรับข้าการควบคุมมวลมหาชนในยามนี้ล้วนมิมีอันใดแตกต่างจากการควบคุมภูตผีในปรโลก

“ที่ข้าเรียกพวกท่านทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้ก็เพราะอยากให้ทุกท่านเชื่อมั่นในตัวข้า ในฐานะสามัญชนผู้หนึ่ง พวกท่านเคยรู้สึกถึงการถูกกดขี่เหยียบย่ำบ้างหรือไม่ ?” บางคนเริ่มขยับฝ่าเท้าก้าวเข้ามาให้ใกล้ขึ้นด้วยความสนใจ บ้างก็จับจ้องข้าด้วยสายตาที่หนักแน่น

“นั่นเป็นเพราะพวกท่านอ่อนแอเกินกว่าจะยอมลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ ? หรืออ่อนแอเกินกว่าจะลุกขึ้นตอบโต้ ? หรืออ่อนแอเกินกว่าจะลุกขึ้นเปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นผู้ที่สามารถทรงความภาคภูมิในตนเองได้ ?”

ขณะที่ข้ากำลังตั้งอกตั้งใจกล่าวสุนทรพจน์โน้มน้าวจิตใจทุกคน มวลชนเริ่มหันมาปรึกษาพูดคุยกันอย่างออกรส ข้าสามารถรับรู้ได้ถึงกรุ่นอายแห่งความตื่นเต้นจากคลื่นมหาชน ทว่าย่อมยังมีผู้เข้าใจว่า ข้าเป็นแค่เพียงพวกฝีปากดีที่ไร้สิ้นความสามารถดังวาจาที่วาดฝัน

“แล้วเหตุใดข้าจึงมายืนอยู่ในที่นี้ ?” ข้าส่งเสียงเอ่ยถามดังชัดถ้อยชัดคำ กลุ่มชนพากันส่งเสียงฮือด้วยความตื่นเต้น “ก็เพื่อช่วยนำความเปลี่ยนแปลงมาให้แก่พวกท่านทุกคน หากพวกท่านไร้สิ้นความเชื่อถือในฝีมือของข้า เช่นนั้นก็จงไปจากที่นี่เสียมิต้องเกรงใจ”

สิ้นคำ ข้ายกมือขึ้นรวบรวมกำลังภายในหล่อหลอมด้ามกระบี่โดยจำกัดขอบเขตความสามารถของพลังปราณไว้เพียงขั้นปราณเซียนเท่านั้น ด้วยขอบเขตพลังปราณนี้ย่อมสามารถกลั่นสร้างวัตถุขึ้นใช้สร้างอาวุธ และเมื่อแท้จริงพลังในร่างของข้านั้นคือพลังเทพ เช่นนั้นกระบี่ในมือข้าจึงทอประกายสีทองเรืองรองทุกคราที่ข้าขยับเคลื่อน ทั้งรอบตัวกระบี่ยังเอิบอาบท่วมท้นไปด้วยขุมพลังอันร้อนแรงโชติช่วง

ฝูงชนพลันนิ่งเงียบสงัด มิมีผู้ใดกล้าเคลื่อนขยับ ยามเมื่อข้ากวัดแกว่งกระบี่ที่เกาะกุมอยู่ในมือ ทุกสายตาต่างตกตะลึงนิ่งค้างด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง

ข้าหลอมสลายกระบี่ในมืออย่างฉับพลัน ก่อนจะหันกลับมาส่งสายพลังสีทองตรงไปยังต้นไม้ที่อยู่ด้านหลัง ลำไม้ขนาดมหึมาพลันแตกแยกออกเป็นสองเสี่ยง ให้ข้าได้ส่งสายตามองตามด้วยความพึงพอใจ

ก่อนจะหันกลับมาหาคลื่นมหาชนพร้อมรอยยิ้มที่เปื้อนหน้า ครานี้พวกเขาน่าจะพอมีความเชื่อถือในตัวข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ ?

“เอาล่ะ ผู้ใดหมายจะร่ำเรียนเคล็ดวิชาภายใต้การถ่ายทอดจากข้าบ้าง ?” ข้ายกมือขึ้นท้าวสะเอวทำวางมาด

ประชุมชนอันประกอบด้วยเหล่าชาวบ้านนับพัน ก้มลงคุกเข่าหมอบกราบกรานข้าไล่เรียงกันเป็นแนวแทบจะพร้อมเพรียง

“คารวะท่านเจ้าสำนัก !” เอ๋ ? นี่ข้าตั้งพรรคตั้งแต่เมื่อไรกัน…. ?

ข้าชักเริ่มกังวลใจ ไยยามนี้กลับกลายดูคล้ายข้ากำลังตั้งกองกำลังบางอย่างขึ้นมาเสียแล้ว ? แล้วเหตุใดยามนี้ข้ากลับชักเริ่มรู้สึกไม่ไคร่ดีขึ้นมาตะหงิด ๆ เสียแล้ว ?

กลุ่มชาวบ้านนับพันพากันคุกเข่าโขกศีรษะแสดงความคาวะด้วยความเคารพในตัวข้าอย่างสุดซึ้ง บ้างเริ่มบ่อน้ำตาแตก หยาดน้ำหลั่งไหลร่วงริน ซึ่งนั่นได้รวมเอาท่านอาจารย์ใหญ่หลู่เข้าไปด้วย

เอาล่ะ เอาะล่ะ พอได้แล้ว ๆ

คาดว่าข้าสามารถสลายความคลางแคลงสงสัยที่ทุกคนเคยมีในใจได้จนสิ้น




***จบตอน เจ้าสำนัก***

 

SMF spam blocked by CleanTalk