ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 14 ทะลวงลมปราณ !  (อ่าน 1297 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 14 ทะลวงลมปราณ !
« เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2019, 07:24:29 PM »


ตอนที่ 14 ทะลวงลมปราณ !



ค่ำคืนนั้นเอง ข้าให้จินนั่งขัดสมาธิบนเตียง ส่วนตัวข้านั่งคุกเข่าอยู่ด้านหลัง โดยใช้ฝ่ามือทั้งสองทาบลงกับแผ่นหลังของเขา ข้าเริ่มส่งกระแสจิตสำรวจพลังปราณเพื่อทะลวงจุดชีพจรในร่างให้เขา

“เจ้าอยากให้ข้าช่วยเปิดจุดชีพจรให้กี่จุด ?” ข้าเอ่ยถาม หากทะลวงจุดชีพจรทั่วร่างพร้อมกันในทีเดียว ผู้ถูกทะลวงลมปราณย่อมได้รับความเจ็บปวดทรมานเจียนสิ้นใจ

“ทั้งหมด”

“เจ้าแน่ใจกระนั้นหรือ ?” ข้ายังลังเล

“เชิญ” เขาเอ่ยตอบเบา ๆ “มิต้องห่วง ข้าทนได้”

“ข้าจะหยุด หากข้ารู้สึกว่าเจ้ามิอาจทน ตกลงหรือไม่ ?” ข้ายังเกรงเขาจะกระอักโลหิตระหว่างทะลวงชีพจรปราณ

“ได้”

ข้าปิดเปลือกตา ทาบฝ่ามือลงกับแผ่นหลังของเขา โคจรพลังในร่างถ่ายเทลงสู่ร่างของอีกฝ่าย น่าผิดหวังเสียจริงเมื่อข้าพบว่าชีพจรปราณในร่างของเขาถูกเปิดแค่เพียงสองจุดเท่านั้น ข้ากระดกลิ้น จุ๊ จุ๊ นับว่าชีพจรปราณของมนุษย์สามัญนั้นไร้ค่าอย่างแท้จริง กระทั่งเทพแห่งสงครามก็ยังมิอาจเลี่ยงหนีชะตากรรมอันน่าสมเพชนั้นได้

สายพลังไหลผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างก่อนจะหลอมรวมลงที่จุดชีพจร  ทุกครั้งที่ข้าทะลวงจุดปราณให้เปิดออกทีละจุด ข้าจะได้ยินเสียงดัง ‘ปุ’ พร้อมร่างที่สั่นสะท้านของจินจนข้ารับรู้ได้ ทว่าเขามิปริปากบ่นแม้เพียงคำ ไม่มีกระทั่งเสียงร้องแม้เพียงแอะ  ข้ายังคงเปิดจุดชีพจรอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความอัศจรรย์ใจในความอดทนของจิน

ยามนี้จุดปราณห้าจุดแรกถูกทะลวงเปิดแล้ว หยาดเหงื่อผุดขึ้นพร่างพรายชุ่มโชกแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าของจินจนข้าแทบจะคว้าถังมารองน้ำอาบได้เสียกระมัง

“เจ้าพอจะไหวหรือไม่ ?” ข้าถามไถ่ด้วยความห่วงใย

เขาแสดงท่าทีฮึดฮัดแทนคำตอบ

“จะให้ข้าทะลวงปราณต่อหรือไม่ ? อีกห้าจุดปราณที่เหลือจะยากเย็นยิ่งกว่านี้ รอให้ร่างกายของเจ้าฟื้นตัวก่อนค่อยรับการทะลวงปราณต่อดีหรือไม่ ?”

ห้าจุดปราณที่เหลือล้วนซุกซ่อนอยู่ภายในส่วนลึกของร่างเขา ประหนึ่งมิต้องการเผยแสดงตัว ทว่าเพียงข้าส่งพลังเข้าทะลวง ข้ากลับได้ยินเสียงแตกปริพร้อมร่างของจินที่โถมไปด้านหน้าด้วยความเจ็บปวดทรมาน

ข้าบอกได้แค่เพียงการทะลวงจุดปราณแต่ละคราย่อมสามารถเลื่อนระดับขั้นวรยุทธให้แก่เขา หากทว่าการเปิดทะลวงปราณจะบดขยี้กระดูก สลายกล้ามเนื้อให้แหลกเหลวก่อนจะงอกฟื้นใหม่เพียงเสี้ยววินาที กระดูก และกล้ามเนื้อที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะแข็งแกร่งหนาแน่นยิ่งกว่าก่อน เช่นนั้นยอดฝีมือระดับสูงจึงมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป

ฝ่ามือของข้าสั่นสะท้านทุกคราที่ได้ยินเสียงกระดูกแตกสะท้านก้อง ทว่าข้าต้องคอยพร่ำบอกตนให้อดทนเข้าไว้ ความเจ็บปวดในใจข้ามิอาจเทียบได้แม้เพียงเปลวแสงเทียนของความเจ็บปวดที่จินกำลังได้รับในยามนี้

เมื่อจุดปราณทั้ง 11 จุดถูกทะลวงเปิด ข้าจึงหยุดพัก หยาดเหงื่อของจินไหลโทรมร่างกระทั่งเปียกท่วมเตียง ด้วยความสัตย์จริง ข้าคันปากยุบยิบอยากสั่งซือหลานให้ไปคว้าถังเข้ามารองน้ำเสียจริง ๆ

“อย่าเพิ่งหยุด...เปิดชีพจรต่อเถิด….” จินกล่าวทั้งยังหอบหายใจหนัก ร่างของเขาโน้มไปข้างหน้าด้วยความเจ็บปวดที่เหนือคำบรรยาย  ทว่าข้าย่อมรับรู้ได้ว่าในยามนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด

“การทะลวงจุดปราณสุดท้ายนับว่ายากเย็นอย่างที่สุด ทั้งยังเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุดเช่นกัน” ข้ากล่าวเช่นนั้นด้วยหมายจะหยุดยั้งเขา ตามความคิดเห็นของข้า ยังมิจำเป็นต้องรีบทะลวงจุดปราณสุดท้ายในตอนนี้ ทว่าหากสามารถเปิดจุดชีพจรทั้งหมดได้ในคราเดียว วรยุทธของคนผู้นั้นย่อมก้าวกระโดดอย่างเหลือแสน

“ได้โปรด….จุดปราณสุดท้าย…..ทะลวงต่อเถิด…”

ข้าถอนหายใจ

ยามนี้ข้ารับรู้ถึงตำแหน่งจุดชีพจรปราณสุดท้ายแล้ว  ข้าส่งกระแสพลังถ่ายเทลงไป ทว่าจุดปราณนี้ช่างขี้อาย ข้าจึงมิอาจสัมผัสด้วยพลังแค่เพียงแผ่วเบา เช่นนั้นจึงจำต้องรวบรวมพลังให้ยิ่งขึ้น ข้าอัศจรรย์ใจเมื่อรับรู้ได้ถึงขอบเขตปราณที่เริ่มปริแตก ข้ารีบรวบรวมพลังให้ยิ่งขึ้น เพื่อแตกสลายจุดปราณที่เริ่มปริให้แหลกละเอียด กระแสพลังค่อย ๆ ถูกส่งผ่านทีละน้อยอย่างไม่หยุดยั้ง กระทั่งจุดปราณสุดท้ายเริ่มยอมจำนนต่อแรงกดดันจากข้า ช่องลมปราณค่อย ๆ เปิดออกทีละน้อยกระทั่งกลายเป็นโพลงกว้างขนาดมหึมา พร้อมกับร่างของจินที่ทรุดล้มลงก่อนจะหมดสติไป ข้ายินดียิ่งเมื่อได้รู้ว่าแค่เพียงช่วงเวลาอันสั้นนี้ เขาสามารถก้าวกระโดดจากขั้นหนึ่งขึ้นสู่ขั้นที่ 6 ของพลังกำเนิด ! เพียงจุดชีพจรปราณทั่วร่างถูกทะลวงจนสิ้น พลังวัตรของเขาก็สามารถยกระดับพลังยุทธข้ามไปได้ถึง 5 ระดับ !

ขั้นตอนการทะลวงชีพจรปราณสูญสิ้นเวลาไปหลายชั่วยาม กระทั่งข้าเริ่มเห็นแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสาดทอแสงผ่านม่านหน้าต่าง ยามนี้แสงเงินแสงทองที่ทอประกายสีส้มอมแดงกำลังเอิบอาบลูบไล้ไปทั่วทั้งห้อง

ซือหลานผู้นอนหวดอยู่ที่มุมห้องมาโดยตลอดพลันกระโจนขึ้นเตียงมานั่งจุ้มปุ๊กกระดิกหางไปมาบนแผ่นหลังของจิน

“นายท่าน นี่ข้ากำลังล่องแพอยู่นะนายท่าน”  ซือหลานทำท่าราวกับกำลังใช้แผ่นหลังของจินแทนแพล่องลำน้ำแห่งหยาดเหงื่อที่ไหลท่วมร่างของจิน

“ซือหลานเจ้านี่มันร้ายจริง !” ข้าหัวเราะร่วน

ข้าเคยอ่านเรื่องเช่นนี้ผ่านตาจากตำรายุทธที่เก็บไว้ในธำมรงค์เวท ทั้งยังเป็นชุดตำรายุทธที่ข้าลอบ ‘หยิบยืม’ มาจากองค์ประมุขสวรรค์เสียด้วย ยามนี้มันมีประโยชน์แล้ว ข้านำจินกลับมาที่ห้องของข้า ด้วยในยามนี้ห้องของเขาเปียกโชกไปหมด ทั้งข้าย่อมรู้ดีว่าเขาจะอยู่ในสภาพที่มิรู้สึกตัวอีกกว่าหนึ่งสัปดาห์

เช้านี้ข้าต้องไปสถานศึกษาของจิน เพื่อแจ้งท่านอาจารย์เรื่องการหยุดเรียน เหตุเพราะเขาฝึกตนหนักจนเกินไป ทว่าข้ามิได้บ่งชี้รายละเอียดในการฝึกฝน ท่านอาจารย์ดูจะเข้าใจดี หรือเขาจะรับรู้เรื่องนี้นับแต่แรกแล้วก็เป็นได้ ?

ขณะที่ข้านั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นกับซือหลาน ข้าก็เหลือบเห็นอุ้งเท้าของซือหลานกำลังเหยียบอยู่บนกองม้วนตำราชุดใหญ่ สายตาของข้ากวาดมองรายชื่อตำราที่ด้านบนในทันที ชื่อตำราทั้งหมดเป็นอักษรที่ถูกเขียนด้วยลายมือ ลายอักษรที่เห็นอยู่นี้ช่างคุ้นตา ทว่าสิ่งที่ทำให้ข้านึกฉงนนั้นคือ รายชื่อตำราทั้งหมดเหล่านั้น ล้วนมิใช่ตำราที่เคยบรรจุอยู่ในธำมรงค์เวทของข้า !

รายชื่อตำราที่ปรากฏ:
[บทร่ายรำแแห่งประมุขสวรรค์], [ทัณฑ์สวรรค์บัญชาองค์ประมุขสวรรค์] , [บทร่ายรำบุปผาแห่งประมุขสวรรค์] , [องค์ประมุขสวรรค์คือบุรุษผู้หล่อเหลา]
…..

ท่านลุง นี่ท่านไม่หลงตนเองมากไปหน่อยหรือ ?

ชื่อตำรา:
[หลานสาวองค์ประมุขสวรรค์]

ข้าตาโตขึ้นทันที
….. เดี๋ยวนะ นี่ข้าอ่านผิดไปกระนั้นหรือ ?

รายชื่อตำรา:
[หลานสาวองค์ประมุขสวรรค์ผู้ชอบทำตัวเป็นหัวขโมย] , [เจ้าได้รับอนุญาตจากข้า] , [เทพมังกรแห่งองค์ประมุขสวรรค์] [เอ้า เอานี่ไป], [นี่ด้วย], [จงตั้งใจฝึกฝน] , [หลานรักของข้า] , [ฝึกร่ำเรียนบทร่ายรำนี้ไว้] , [ทั้งอย่าลืมเอากลับมาคืนข้าด้วย] , [พวกเรารัก และคิดถึงเจ้าเสมอ]

ข้าแทบลมใส่ด้วยความตกใจ นี่มันลายมืออักษรของท่านลุงอย่างแน่ชัด ทว่าเหตุใดเขาจึงตั้งชื่อตำราพวกนี้ราวกับกำลังเขียนสาส์นกระชับสั้นถึงข้า ! อีกทั้งตำราทั้งหมดล้วนเป็นตำรายุทธระดับสวรรค์* ! ซึ่งนับเป็นตำรายุทธระดับสูงสุด…..(เอ่อ... ก็แน่ล่ะ เมื่อท่านลุง คือประมุขผู้ครองสวรรค์ย่อมมีตำราเหล่านี้ไว้ในครอบครองเป็นธรรมดา) ทว่าหากแยกตำราออกมาเพียงเล่มเดียว ชื่อตำราย่อมนับว่าไร้สาระอย่างที่สุด พาให้ข้านึกจินตนาการไปถึงผู้ฝึกยุทธที่ได้รับตำราจากข้าไปฝึกฝน และจะต้องนำกลับมาคืน เขาคงรู้สึกถูกกดดันมิใช่น้อยที่ต้องเร่งฝึกฝนยุทธให้สำเร็จ เพียงเพื่อจะนำตำรากลับคืนมาให้ข้า …..
*ตำราฝึกวรยุทธมี 5 ประเภท นั่นคือ ระดับต่ำ,ระดับกลาง,ระดับสูง, ระดับตำนาน, ระดับสวรรค์


ข้าไม่ประหลาดใจเลยที่ท่านลุงล่วงรู้เท่าทันเรื่องที่ข้าคือผู้ทรยศหักหลัง เพราะเหตุนั้นนี่เองข้าจึงย่องเข้าวังสวรรค์ได้อย่างง่ายดายไร้อุปสรรคถึงเพียงนั้น บางทีท่านลุงอาจล่วงรู้แผนของข้านับแต่แรกแล้ว จึงปล่อยให้ข้าย่องเข้าไปฉกสมบัติออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนั้น ทว่าที่ยังคงเป็นข้อกังขาในใจข้านั้นคือ ท่านลุงยัดตำราฝึกวรยุทธพวกนี้เข้ามาในธำมรงค์เวทของข้าได้อย่างไรกัน ? อ้อ ! จริงสิ ก็อีกนั่นล่ะ ก็เขาคือองค์ประมุขสวรรค์อย่างไรเล่า เขาย่อมกระทำได้ทุกสิ่ง….. กระทั่งตั้งชื่อตำราบ้าบอน่าขันเช่นนี้ก็ยังทำมาแล้ว

ข้าถอนหายใจคราหนึ่งก่อนจะเลือกตำราฝึกยุทธระดับสวรรค์ สองสามเล่มที่มีชื่อไม่ประหลาดอัศจรรย์จนเกินไปนักขึ้นมา  ตำราที่ข้าเลือกขึ้นมานั้นคือ [เทพมังกรแห่งองค์ประมุขสวรรค์] เพียงเพราะข้ามีมังกรจำแลงร่างอยู่ข้างกาย เมื่อเจ้าเหมียวรับรู้ในสิ่งที่คิด เขาก็ขยับหัวเข้ามาไซ้แขนข้า ส่วนข้าก็ยกมือขึ้นเกาคางจนเจ้าตัวน้อยส่งเสียงร้องครางลั่น ลั่นพอจะดังรบกวนข้างบ้านกันเลยทีเดียว ข้าคิดว่าเขาน่าจะชอบร่างแมวเหมียวตัวน้อยนี้…..มากจนออกนอกหน้าเกินไปเสียด้วยซ้ำ




***จบตอน ทะลวงลมปราณ !***

 

SMF spam blocked by CleanTalk