ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 7 ชุดนอนตัวป่วน  (อ่าน 1398 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 7 ชุดนอนตัวป่วน
« เมื่อ: มีนาคม 01, 2019, 10:06:07 PM »


ตอนที่ 7 ชุดนอนตัวป่วน



วันคืนล่วงผ่านไปแรมปี พวกเราเริ่มจะรู้สึกคุ้นชินกับวิถีชีวิตชาวเมือง ร้านหนังสือที่ข้าเข้าไปปรับปรุง และเริ่มกิจการการค้าใหม่อีกคราดำเนินไปด้วยดี ข้าจ้างหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งมาทำหน้าที่ดูแลร้านทั้งยังสามารถช่วยดูแลเรื่องการเงินให้เรียบร้อยอีกด้วย

ยามนี้ข้ายังมีสหายมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นแม่บ้านที่เคยพบเจอกันในตลาด เช่นนั้นข้าจึงได้ฟังเรื่องซุบซิบนินทาหลากรส นับแต่เรื่องการแต่งกายกระทั่งเรื่องบาดหมางในรั้ววังหลวง

การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนอารมณ์กันอย่างออกรสโดยมิต้องคอยกังวลยั้งปากนับเป็นความรู้สึกที่แสนวิเศษ เมื่อในแดนสวรรค์ ทุกคนล้วนต้องกลั่นกรองทุกถ้อยคำที่ล่วงพ้นออกจากปาก ด้วยต้องหวั่นเกรงต่อผลพวงที่อาจติดตามมาในภายหลัง ข้ายินดียิ่งที่พวกมนุษย์มิได้ล่วงรู้ว่าตัวข้าคือเทพจำแลง และคงต้องขอบใจพวกเขาที่ทำให้ข้าสามารถทำตัวให้กลมกลืนไปกับวิถีมนุษย์ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้

ครั้งหนึ่ง มีผู้เอ่ยปากถามข้าว่าจินคือบุตรชายของข้ากระนั้นหรือ ? ข้ารีบปั้นหน้าเศร้า โศกสลดอย่างสุดซึ้งราวกับโลกทั้งใบกำลังจะถล่มทลายลงตรงหน้า “สหายรักของข้าคลอดบุตรนอกสมรสจึงมิอาจเลี้ยงดู นางวางใจให้ข้าเป็นผู้ปกป้องดูแลบุตรของนางจนกว่านางจะกลับมา ทว่าจวบจนกระทั่งยามนี้ ข้ากลับมิได้ข่าวคราวของสหายรักอีกเลย” ข้าบีบน้ำตาร่วงเผาะลงผ้าเช็ดหน้า บรรดาแม่ ๆทั้งหลายต่างรีบเข้ามาช่วยกันปลอบใจ นับแต่นั้น ไม่มีผู้ใดปริปากถามถึงความเป็นมาของมันน้อยจินกับข้าอีก ข้าแสนจะยินดีจนแทบจะกระโดดตัวปลิว

ในวันนั้น ขณะที่ข้ากำลังนั่งปลอกผลผิงกั่ว*ให้จินเป็นของว่าง บังเอิญมีดแฉลบปาดนิ้วข้าจนเลือดไหลซึม สิ่งนี้นับว่าเกินความคาดหมาย เพราะข้าได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการงานครัว
*ผิงกั่ว คือแอปเปิ้ล

ทว่าอาจเพราะชั่วขณะนั้นสองตาของข้ากำลังถูกครอบงำโดยซือหลาน ผู้ค่อย ๆกระดึ๊บตัวเข้าใกล้อ่างเลี้ยงปลาทีละน้อยด้วยแววตาหิวกระหาย ข้าเป็นผู้แนะให้เขาเปลี่ยนร่าง เพื่อมิให้ต้องกลายเป็นจุดสะดุดตาจากคนทั่วทั้งเมือง ซือหลานจึงเสกร่างตนเป็นแมวขาวตัวน้อย ข้าไม่นึกฉงนเลย เมื่อสิ่งกระตุ้นความอยากอาหารของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม

“ฉู ! ! ! !”  เพียงหัวมันน้อยจินผู้มีวัยแค่เพียงสองขวบปีเห็นสายโลหิตบางที่ไหลบนมือข้า นัยน์ตาของเขาพลันแดงก่ำ เพียงครู่หยาดน้ำหยดใสก็ไหลร่วงลงข้างแก้มป่อง

“เหตุใดเจ้าจึงหลั่งน้ำตา ?” ข้าเอ่ยถามด้วยความฉงนสงสัย

“ฉูเจ็บ” เขาเริ่มจะโวยวาย

เมื่อใดที่ปรารถนา ข้าย่อมสามารถใช้มนตรารักษาบาดแผลให้ตนเองได้ เพียงข้าไม่อยากให้จินเห็นเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนั้น ข้าไม่ต้องการให้เขารู้ว่า ข้าคือเทพแปลงกาย ข้ายังอยากใช้ชีวิตร่วมกับเขาในฐานะมนุษย์ธรรมดา ผู้ไม่อาจทำสิ่งเหนือธรรมชาติ และแน่นอนว่าที่กล่าวมานั้นเพียงเมื่อก้าวล่วงพ้นประตูเรือนเท่านั้นที่ข้าจะไม่ใช้เวทมนต์ เพราะเมื่อใดที่ข้าอยู่ลับสายตาผู้คน ข้าก็มักใช้คาถาทุกครั้งที่รู้สึกเกียจคร้าน เพียงข้าอาจขี้เกียจบ่อยไปเสียหน่อยก็เท่านั้น

ข้ารีบปาดคราบเลือดบนนิ้วมือข้างซ้ายที่ถูกบาด และเริ่มรู้สึกเจ็บ ในฐานะเทพ ข้าไม่คุ้นชินกับความรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้ ความรู้สึกทางกายของพวกเราเหล่าเทพย่อมเบาบางเป็นธรรมดา

ข้าตื้นตันน้ำตาคลอ เมื่อได้รู้ว่าบาดแผลแค่เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ กลับสามารถทำให้จินตื่นตระหนกเพื่อข้าได้ เช่นนั้นข้าจึงจำต้องเก็บบาดแผลนี้ไว้ใช้มนตรารักษาในภายหลัง

“เห็นไหม ฉูฉู่ไม่เจ็บแล้ว” ข้ากล่าวพลางคุกเข่าลงนั่งข้างจินผู้กำลังนั่งยองอยู่กับพื้น ข้ายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนดวงหน้าน้อย น้ำมูกเริ่มย้อยไหลตามกันมา ด้วยความสัตย์จริง ข้ายังมิอยากให้ชายเสื้อเปรอะเปื้อนคราบน้ำมูก เช่นนั้นจึงรีบคว้าผ้าจากห้องน้ำมาเช็ดปลายจมูกให้พ่อหนูน้อย

“ขอ..ดู…” จินร้องตีโพยตีพายพลางยื้อยุดแขนข้า เมื่อได้เห็นรอยแผลบาดขวางที่กลางนิ้วชี้ของข้า คิ้วน้อย ๆ ทั้งสองพลันจิกเข้าหากันด้วยความห่วงใย “เจ็บ เจ็บ !”

“หากเจ้าประทับจุมพิตลงไป ความเจ็บย่อมจะลบเลือน” ข้าเย้าเล่น “ทว่าจะเป็นเช่นนั้น เฉพาะเมื่อผู้จุมพิตคือหนุ่มน้อยผู้แสนดีเท่านั้น”

“ข้าเป็นเด็กดี !” เขาลนลานรีบตอบ แหม…. เจ้ามันน้อย ข้ามิได้กำลังกล่าวหาเจ้าเสียหน่อยนะนี่

หากแต่ข้ากลับต้องตะลึงงัน เมื่อเขาก้มกดริมฝีปากของตนลงกับขอบปากแผลของข้า !”

“มิใช่เช่นนั้น !” ทั้งที่ยังตื่นตกใจในสิ่งที่เห็น ข้ายังแอบเย้าแหย่ “เจ้าต้องหลับตา ตั้งจิตอธิษฐานให้บาดแผลของข้าหายสนิท”

เขากดเปลือกตาเข้าหากันแน่น คิ้วคมราวภาพวาดทั้งสองจิกเข้าหากันด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ริมฝีปากของเขาห่อเข้าหากันเพื่อยื่นตรงมาที่จุดหมายคือบาดแผล นิ้วอวบอ้วนน้อย ๆ ยังเกาะกุมยึดมือข้าแน่น ข้าพยายามกลั้นหัวเราะแทบแย่ เมื่อคล้ายจะได้ยินเสียงอธิษฐานงึมงำของอีกฝ่าย ข้าไม่อยากให้เขาต้องผิดหวังเมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครา เช่นนั้นจึงจำใช้มนต์รักษาบาดแผล แสร้งทำเสมือนหนึ่งเขาคือผู้ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ข้า

“ลืมตาขึ้นได้แล้ว” ข้าเอ่ยกล่าวอย่างอ่อนโยน

มันน้อยจินค่อย ๆ เผยอเปลือกตาขึ้นช้า ๆ ราวกับกริ่งเกรงว่าแรงอธิษฐานของตนจะไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ เพียงเสี้ยววินาทีที่เขาได้เห็นปลายนิ้วเนียนไร้ตำหนิตรงหน้า ริมฝีปากของพ่อหนูน้อยแทบเปลี่ยนเป็นรูปกลม สองคิ้วเลิกสูงเกือบถึงไรผมด้วยความประหลาดใจ ก็ท่าทางของเขาน่ารักถึงเพียงนี้ ข้าจึงอดมิได้ที่จะก้มลงหอมแก้มยุ้ยพลางส่งเสียงหัวเราะร่วน

ฝ่ามือจ้ำม้ำจับแขนซ้ายของข้าพลิกกลับไปมา ด้วยแทบไม่เชื่อสายตา ก่อนจะหันมาคว้ามือข้างขวาของข้าพลิกกลับไปมาเช่นกัน ดั่งว่าบาดแผลอาจถูกเวทมนต์เคลื่อนย้ายเปลี่ยนมาที่แขนอีกข้าง

“เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นเด็กดีมิใช่หรือ ?” ข้าใช้สองมือช้อนประคองใบหน้ากลม ๆ ของหัวมันน้อย เขาพยักหน้าหงึกหงักอย่างเอาเป็นเอาตาย จนพวงแก้มยุ้ยทั้งสองกระเพื่อมอยู่ในมือข้า อา……. ซาลาเปาน้อยสองชิ้นอวบอั๋นกำลังเด้งดึ๋งอยู่ในมือข้า…….

จากนี้ข้าคงต้องพยายามระวังให้ยิ่งขึ้น อย่าให้ตนได้รับบาดเจ็บต่อหน้าเขาอีก เพื่อเลี่ยงมิให้เขามาช่วยจุมพิตบาดแผลเช่นนี้อีก (ดูจะไม่ใคร่ถูกสุขลักษณะสักเท่าไรสำหรับข้า) หากทว่า อาจด้วยเหตุบางประการทำให้ทุกครั้งที่ข้าเริ่มปรุงอาหาร จินจะมานั่งเก้าอี้ตัวน้อยคอยเกาะอยู่ข้างโต๊ะเตรียมอาหาร และส่งสายตาจับจ้องข้าอย่างตั้งอกตั้งใจ นี่เขากำลังรอให้ข้าพลั้งเผลอเฉือนเนื้อตนเองอีกกระนั้นหรือ ?

ตลอดช่วงสองปีมานี้ข้ายังได้กลับมาเคาะสนิมวิชาเย็บปักถักร้อยที่ร้างราไปนานอีกครา ข้าลงมือเย็บเสื้อผ้าทั้งสำหรับจิน และตัวข้าเอง หากแต่ค่อนข้างจะดูล้าสมัยไปบ้าง เพราะข้าเลือกเย็บตามแบบเสื้อผ้าที่พวกชาวบ้านสวมใส่ บอกได้เพียงคำเดียวว่าล้าสมัยสุด ๆ ! ในเรื่องนี้ข้าจำต้องยอมรับ แม้สามัญชนทั่วไปจะไม่นิยมใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายก็ตามที ขณะที่ข้ายังต้องการสุนทรียภาพเพื่อความสุขทางสายตาอยู่บ้าง

เนื้อผ้าที่ชาวเมืองสวมใส่กันคือผ้าฝ้าย ข้าย่อมไม่ต้องการแหวกแแนวจนทำให้ผู้อื่นเริ่มรู้สึกระแวงสงสัย การที่จินกับข้าเป็นเจ้าของเรือนหลังใหญ่ใจกลางเมืองนับเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจมากพอแล้ว ข้าย่อมไม่ต้องการแต่งกายให้หรูหราจนเกินเหตุ กระทั่งกลายเป็นจุดสะดุดตายิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

ช่วงบ่ายวันหนึ่ง ข้าผ่านไปทางร้านลูกไม้ได้เจอผ้าที่ต้องตา ไม่ง่ายเลยที่จะพบเจอสิ่งที่สามารถทำให้ข้ารู้สึกพึงพอใจ (เนื่องจากมาตราฐานของข้านับว่าสูงลิ่ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแดนสวรรค์) ผ้าผืนนี้ทำให้ข้ารู้สึกฉงนสนเท่ห์ ด้วยมันคือผ้าสายรุ้งที่จะเปลี่ยนสีทุกครั้งเมื่อขยับ ข้าจึงซื้อกลับมาอย่างไม่นึกเสียดาย

อีกสองสัปดาห์จะถึงวันคล้ายวันครบรอบวันเกิดสี่ปีของจิน (วันที่ข้าพบเขาคือวันที่ข้ายกให้เป็นวันเกิดของเขา) ข้าอยากเย็บชุดนอนเป็นของขวัญให้เขาประหลาดใจ ทว่าการจะหลบซ่อนสายตาของจินมิให้รู้เห็น ยามเมื่อข้าลงมือเย็บชุดนั้นช่างยากเย็น จำต้องให้ซือหลานเข้าไปเล่นกับจินเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ข้าส่งไหมพรมไจหนึ่งให้ พร้อมหลอกล่อว่าซือหลานชอบเล่นไล่จับไหมพรม

ภายในบ้านจึงมักเห็นซือหลานกระโจนตะครุบจับปลายไหมพรม ทีคดเคี้ยวเลี้ยวหลบอุ้งเท้าของเขาอย่างคล่องแคล่วว่องไว บางคราวเส้นไหมพรมก็กลิ้งอยู่บนเก้าอี้ บางครั้งกลับไปโผล่ในสวน ประเดี๋ยวก็ขึ้นไปเกาะอยู่กับต้นไม้ แล้วกลับมาซุกที่ใต้โต๊ะ (มันผลุบโผล่ทางโน้นทีทางนี้ทีไม่หยุดหย่อน หัวมันน้อยช่างซุกซนเสียจริง !)  ซือหลานดูจะมิได้ใส่ใจว่าตนกำลังตกเป็นเหยื่อล่อ หากแต่กลับดูคล้ายจะสนุกกับการวิ่งไล่จับก้อนไหมพรมยิ่งกว่าที่ข้าคาดไว้เสียด้วยซ้ำ เสียงหัวเราะของหนูน้อยจินเติมเต็มความเงียบสงัดภายในเรือน ทั้งยังหลั่งล้นเข้ามาถึงในใจข้า เมื่อไร้เครื่องกังวลใจ ข้าจึงตั้งหน้าตั้งตาเย็บชุดนอนให้เขาอย่างขะมักเขม้น

กระทั่งถึงวันคล้ายวันเกิดของเขา จินก็ยังคงเล่นสนุกจนลงไปนอนแผ่กับพื้นในสภาพที่สิ้นแรงโดยมีซือหลานนอนตวัดหางขาว ๆ งีบหลับไปด้วยกันอยู่ที่ซอกแขน ข้านำชุดนอนเข้าไปห่อของขวัญในห้อง เมื่อกลับออกมาจึงได้เห็นภาพนั้น  ทั้งคู่กำลังหลับสนิทจนข้ามิกล้าปลุกให้ตื่น เช่นนั้นข้าจึงหันไปคว้านิยายรักแสนหวานชุดใหม่ไปนั่งอ่านกระทั่งกลางดึก

“ฉู….” เสียงหัวมันน้อยร้องขึ้นเบา ๆ

“ว่าอย่างไร ?” ข้าหันมาหา ทว่ากลับพบเขายังคงหลับใหล เห็นแต่เพียงหัวมันน้อยยกริมฝีปากขึ้นขยักยิ้ม เจ้าตัวน้อยกำลังฝันหวานเรื่องใดกัน ?

“อือ ฉู..” เสียงถอนใจเล็กน้อย ก่อนหัวมันน้อยจะขยับพลิกตัว ซือหลานที่หนุนนอนอยู่ด้วยกันแทบถูกทับจนแบนแต๋ติดพื้น เสียงร้องดังของซือหลานช่วยปลุกจินให้รู้สึกตัวตื่นขึ้น ส่วนซือหลานก็วิ่งหนีพรวดพราดขึ้นไปหาเตียงนอนของข้าที่ชั้นสอง ยังเห็นหางขาว ๆ สะบัดปัดไปมาด้วยกิริยาบึ้งตึง ขณะกำลังปีนขึ้นชั้นสอง

“สุขสันต์วันเกิดนะ หัวมันน้อย” ข้าเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นบาน พลางอุ้มเขาขึ้นจากพื้น จินขยี้ตาปรือ ๆ และส่งยิ้มมาให้ข้า

“ตอนนี้ข้าก็สี่ขวบแล้ว” ปลายนิ้วทั้งสี่ถูกกางยื่นเข้ามาจนเกือบทิ่มหน้าข้า

“เจ้าเด็กฉลาด” ข้ากล่าวพลางก้มลงหอมแก้มเด็กน้อยในอ้อมแขน “ข้าเตรียมของขวัญไว้ให้เจ้าด้วย”

“ไหน ไหน” นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายวาววับ สองมือรวบเข้ามาเกาะกุมกันด้วยท่าทีตื่นเต้น ข้าจะยอมตามใจเขาเช่นนี้ทุกวัน หากจะได้เห็นท่าทางน่ารักเช่นนี้ทุกครั้งไป

ข้าวางหัวมันน้อยลงกับพื้น ส่งกล่องของขวัญให้ถึงมือ เจ้าหนูน้อยแหงะหน้ามองข้า พร้อมส่งยิ้มท่าทางป้ำเป๋อคล้ายจะขอคำอนุญาตก่อนเปิดดู

“เปิดสิ”




***จบตอน ชุดนอนตัวป่วน***


 

SMF spam blocked by CleanTalk