ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 6 นายท่านตามไล่ล่าบุรุษ  (อ่าน 1342 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 6 นายท่านตามไล่ล่าบุรุษ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2019, 08:33:41 PM »


ตอนที่ 6 นายท่านตามไล่ล่าบุรุษ



ถ้อยคำแรกที่ซือหลานเอ่ยปาก เมื่อปลายเท้าของพวกเราเหยียบลงเหนือยอดเขาบนโลกมนุษย์นั้นคือ “นายท่านจะเหยียบเมืองมนุษย์ เพื่อไล่ล่าบุรุษจริงหรือขอรับ ?” น้ำเสียงพึมพัมในลำคอ ทั้งยังจะติดเยาะหยันกันเล็กน้อย ซือหลานซุกซ่อนอยู่ในมิติจิตของข้า เพียงล่วงถึงแดนมนุษย์ เขาก็กระโจนออกจากมิติจิตข้าย่างอุ้งเท้าเหยียดยาวไปตามทุ่งหญ้าที่เขียวขจี

“อย่ามาทำสุ้มเสียงเช่นนั้นกับข้านะ อย่าบอกนะว่าเจ้ามิอยากให้นายของเจ้าเป็นฝั่งเป็นฝาเช่นผู้อื่นเขาบ้างน่ะ” จำต้องอบรมกันเสียบ้าง

“นายท่านจะตบแต่งออกเรือน หรือจะแก่ตายคาเรือนจะต่างอันใดเล่าขอรับ ? จะอย่างไร นายท่านย่อมยังคงเป็นนายท่านของข้าเสมอ”

เขาใช้ร่างสุนัขจิ้งจอกถูไถขนเคล้าคลอท่อนขาของข้า ซือหลานมักรู้หนทางออดอ้อนที่ทำให้ข้าโกรธไม่ลงเสียจริง ๆ ข้าก้มลงเกาคางให้ ขาหลังเจ้าตัวน้อยกระดิกดิ๊กด้วยท่าทางเริงร่า

“ข้าเดินทางมาถึงนี่ก็เพื่อจะไล่ติดตามสามีของข้า นั่นมิใช่หน้าที่ของภรรยาที่ดีกระนั้นหรือ ?”

“ทว่านายท่าน……. เขาไม่ แม้กระทั่งจะรู้จักท่าน……”
แทบอยากเตะเจ้าสุนัขนี่ให้หัวทิ่ม

“เจ้าจะหยุดทำลายฝันหวานของข้าสักทีได้หรือไม่ ?” ข้ากำหมัดชกหัวน้อย ๆ นั้นเบา ๆ

ตราประทับบนข้อมือเต้นรัวเป็นการส่งสัญญาณ ข้ากับซือหลานพากันเดินหาจนทั่วเขา

“นายท่าน จินเล่ยจะถือกำเนิดบนเขาลูกนี้กระนั้นหรือขอรับ ?” เขาเอ่ยถามด้วยความฉงนสงสัย

“คาดว่าเป็นเช่นนั้น ยิ่งข้าก้าวเดิน ตราประทับบนข้อมือข้าก็ยิ่งสว่างเรืองรอง คาดว่าเขาน่าจะอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนี้ บางทีเขาอาจมาเกิดกับครอบครัวมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนเทือกเขานี้ก็เป็นได้มิใช่หรือ ?”

แสงสว่างไสวของตราประทับบนข้อมือพลันดับวูบลง ข้าตื่นตระหนกชั่วครู่ กระทั่งเหลือบไปเห็นวัตถุสีขาวซึ่งถูกวางพาดไว้กับรากไม้ใหญ่ ของสิ่งนั้นถูกห่อหุ้มไว้อย่างลวก ๆ คล้ายถูกทอดทิ้ง

“นายท่าน น่าจะเป็นทารกนะขอรับ” คำกล่าวของซือหลานนั้นชัดเจน

“น่าจะเป็นจินเล่ย…..”

ข้าปิดเปลือกตาลงส่งกระแสพลังเทพในกายแผ่ข้ามภูผาจึงเห็นสตรีผู้หนึ่งรีบร้อนวิ่งลงเขาด้วยใบหน้าที่อาบหยาดน้ำตา เช่นนี้เองจินเล่ยถูกทิ้งไว้จริง ๆ เอ๋ ? แม้ข้าจะนึกฉงนว่าด้วยเหตุใด หากทว่ามีหรือที่ข้าจะใส่ใจ เพราะนั่นย่อมหมายความว่า ข้ากำลังจะได้รับหน้าที่ดูแลปกป้องเขาจวบจนเติบใหญ่ นับเป็นวาสนาของข้าแล้ว

ข้าเข้าไปอุ้มเจ้าวัตถุสีขาวขึ้นมาจ้องอย่างเพ่งพินิจ ดวงตากลมโตแวววาวที่ใสบริสุทธิ์คู่นั้นจ้องกลับมา เขากำลังเล่นน้ำลาย ท่อนแขนอวบอ้วนกลมตันคู่นั้นกวัดแกว่งไปมา แม้จะมีเส้นผมน้อย ๆ ขึ้นประปรายบนศีรษะ ทว่ายังแลดูล้านโล่ง

“เขาดูน่าเกลียดจริง….” น้ำเสียงข้าเริ่มห่อเหี่ยว

“นายท่าน !” เสียงซือหลานร้องอุทาน

นั่นคือครั้งแรกที่ข้าได้เห็นทารกแรกเกิด บนสวรรค์หาได้มีเทพขึ้นมากำเนิดบ่อยนัก แม้ข้าจะเคยเล่นกับพวกเด็กน้อย หากทว่ากับทารกย่อมมิเคย นับว่ายังดีที่อย่างน้อยข้าก็พอรู้วิธีเลี้ยงทารก จากตำราในห้องหนังสือของซือมิ่ง ที่ข้าเข้าไปคุ้ยอ่านมาก่อนหน้า

เมื่อใช้สายตาสำรวจจนทั่วดวงหน้ากลมตรงหน้า ความคิดของข้าพลันบรรเจิด

“เหมือนหัวมันเลย” กล่าวจบข้าก็ควักผ้าเช็ดหน้าขึ้น เช็ดคราบน้ำลายที่ไหลยืดอยู่ข้างปากทารกน้อย

“.....” ซือหลานอ้าปากเหวอ เมื่อได้ฟังความคิดแสนสร้างสรรค์ของข้า

เจ้าหัวมันน้อยที่อยู่ในมือข้าหัวเราะคิกคักคล้ายเห็นพ้อง ทั้งยังทำน้ำลายยืดหยดย้อยใส่อกข้า

“แม้จะถูกทิ้ง เขาก็ยังอารมณ์ดี เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่ ?” ข้าหันไปถามซือหลานผู้เพียงส่ายหน้าไปมาคล้ายอยากกล่าวว่า ‘ท่าจะเกินเยียวยา’

“อา... แล้วเราควรไปพักพิงที่ใดกัน ?” ข้าถามตนเองเสียดังลั่น ‘หัวมันน้อยจิน’ มิควรมีชีวิตอยู่กลางป่ากลางดงเยี่ยงนี้ เป็นเด็กป่าเด็กเขาจะมีประโยชน์อันใดเล่า ? เห็นได้ชัดว่าไร้ประโยชน์สิ้นดี ! ไม่ว่าชะตาเคราะห์ที่เขาต้องเผชิญจะเป็นเช่นไร ข้าย่อมมิควรแทรกขวาง  ทว่าเพียงสิ่งเดียวที่ข้าสามารถหยิบยื่นให้เขาได้ คือการมอบคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สามารถเสริมส่งให้เขาบรรลุฝันของตนได้ง่ายดายขึ้นเท่านั้น

ข้าแผ่กระแสจิตเทพออกสำรวจอาณาบริเวณโดยรอบ จึงพบว่าแถบบริเวณนี้มีเมืองน้อยใหญ่มากมาย ที่ข้าเลือกคือเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยคาดว่าเมืองนั้นย่อมควรเป็นเมืองหลวง (ด้วยพระราชวังตั้งอยู่ที่ใจกลาง) ข้าเหินตรงไปยังประตูเมืองอย่างไม่รอช้า

ขณะเดินสำรวจตลาด ซือหลานกลับเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในมิติจิตของข้า สถานที่แห่งนี้จ้อกแจ้กจอแจจนข้าตกใจ ช่างแตกต่างจากแดนสวรรค์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงอึกทึก  ทว่าในยามนี้เสียงเอะอะวุ่นวายทำให้หัวมันน้อยตื่นตกใจจนแหกปากร้องไห้จ้า หากแต่เสียงร้องของทารกน้อยในมือข้า กลับกลมกลืนร่วมไปกับเสียงวุ่นวายของฝูงชน จนคล้ายถูกหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียว

“อภัยเถิดแม่นาง บุตรของเจ้าเห็นจะหิวแล้วกระมัง เจ้าควรให้นมเขาก่อนจะดีกว่า” สตรีผู้หนึ่งเอ่ยเช่นนั้น ขณะเดินสวนกัน มือข้างหนึ่งของนางหิ้วตระกร้า ส่วนอีกข้างอุ้มเด็กหญิงตัวน้อย

“ขอบคุณน้ำใจท่านที่ห่วงใย เสียดายที่เขาหาใช่บุตรของข้าไม่ ข้าจึงไร้น้ำนม…..” ข้าโค้งศีรษะให้หญิงผู้นั้น เพียงนึกภาพหัวมันน้อยกำลังตั้งหน้าตั้งตาดูดนมข้าจ๊วบ ๆ ข้าก็ขัดเขินจะแย่แล้ว ยามนี้ข้าไม่เหลือความคิดสัปดน เหมือนเมื่อครั้งอยู่แดนสวรรค์ เมื่อความคิดเกินเลยพวกนั้น คือสิ่งที่ข้ามีต่อจินเล่ยในภาพลักษณ์ของบุรุษที่หนุ่มแน่นกำยำเท่านั้น ทั้งข้าเองก็รู้สึกดีใจที่ตนมิได้มีความคิดเช่นนั้นกับทารกน้อยจินเล่ย เพราะหากเป็นเช่นนั้น ข้าควรเอาหัวโหม่งกองเต้าหู้ตายเสียยังจะดีกว่าต้องกลายเป็นแม่เฒ่าหัวงูจอมลามก
 
“ข้ามีนมแพะคุณภาพดีที่สามารถทดแทนน้ำนมมารดาได้นะแม่หนู” หญิงชราผู้หนึ่งยืนเรียกข้าจากแผงร้าน “น้ำนมนี้เป็นน้ำนมคุณภาพดีที่ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันจากผู้มีความรู้เฉพาะด้าน นับเป็นน้ำนมคุณภาพดีที่มีสารอาหารครบถ้วน เหมาะสำหรับเลี้ยงทารกน้อย”

ข้าใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวมันน้อย ขณะอีกข้างประคองอุ้มเขาไว้ ข้าร้อนใจอยากให้เขาสงบเสียงจึงเอ่ยถาม “เท่าไรหรือ ?”

“7 เหรียญทองแดงเท่านั้น ! แต่หากเจ้าต้องการขวดใส่นมก็อีก 5 เหรียญ ทั้งหมดรวมแล้วก็ 12 เหรียญทองแดง !” ข้ามิได้ติดใจสงสัยจึงผงกศีรษะรับ หลังลอบสังเกตเหรียญที่ปรากฏตามร้านรวงที่ผ่านมาตลอดทาง ข้าสอดมือเข้าในกระเป๋าร่ายมนตร์เสกเหรียญทองแดงในฝ่ามือ

“ข้าขอซื้อหนึ่งขวด หากเขาชอบ ข้าจะกลับมาซื้อท่านอีก” หญิงชรารับเหรียญทองแดงพลางส่งยิ้มให้ข้าด้วยความยินดี
 
เมื่อเดินสำรวจไปจนทั่ว ข้าจึงพบว่า 100 เหรียทองแดง มีค่าเท่ากับ 1 เหรียญเงิน
10 เหรียญเงินมีค่าเท่ากับ 1 เหรียญทอง

ทั้งข้ายังได้รู้ว่า เหรียญที่ได้ชื่อว่ามีค่าสูงสุดนั้นคือเหรีญหยก ซึ่งมีค่ามากถึง 1,000 เหรียญทอง มูลค่านั้นนับได้ว่าเทียบเท่ารายได้ตลอดทั้งปีของคนผู้หนึ่งเลยทีเดียว เช่นนั้นจึงมักเห็นเพียงพวกชนชั้นสูง ราชนิกูล หรือเหล่าตระกูลมั่งคั่งที่สั่งสมทรัพย์ทางการค้ามาอย่างต่อเนื่องเท่านั้นที่ใช้สอยเหรียญหยกดังกล่าว

ขณะที่หัวมันน้อยกำลังดื่มนมจากขวดอย่างมีความสุขอยู่นั้น ตัวข้าเองก็ตระเวนหาสถานที่เหมาะสมในการตั้งถิ่นฐาน เมื่อเม็ดเงินพร้อมในมือ นายหน้าค้าที่ย่อมสามารถควานหาทำเลที่ยอดเยี่ยมที่สุดใจกลางเมืองหลวงให้ข้าได้เพียงชั่วอึดใจ  เรือนแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตกว่าบ้านเรือนโดยรอบถึงสองเท่า ทั้งยังตบแต่งไว้อย่างเรียบร้อย เจ้าเรือนเดิมย้ายถิ่นไปตั้งฐานที่เมืองอื่นจึงไม่ต้องการขนย้ายข้าวของเครื่องตบแต่งต่าง ๆ ให้เป็นภาระ ด้านข้างตัวเรือนใหญ่ คือร้านขายตำราที่เลิกร้างการค้าไปพักใหญ่แล้ว

ประหนึ่งความฝัน หากข้าสามารถปัดฝุ่นเปิดร้านหนังสือขึ้นใหม่อีกครา ข้าย่อมสามารถสร้างเม็ดเงินให้ตนเองได้อย่างมั่นคง เมื่อนั้นย่อมมิมีผู้ใดคลางแคลงใจในที่มาของทรัพย์สินที่ข้าครอบครอง เพียงคิดว่าข้ากำลังจะได้อ่านตำราเล่มใหม่เรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบไม่รู้สิ้นนั้น ข้าก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นยินดี เวลาของข้าเนิ่นนานถึงสามชาติภพ ข้าจะคุ้ยตำรามาอ่านเสียให้เกลี้ยง ! จากนี้จะได้มิต้องคอยไปหยิบยืมตำราของซือมิ่งอีกแล้ว ในหัวของข้าผุดถ้อยคำเตรียมเย้ยซือหมิงไว้อย่างสาแก่ใจ “อ้อ ! เจ้าได้ตำราใหม่มากระนั้นหรือ ? เฮ้อ ! ข้าอ่านจบไปเป็นชาติแล้ว”

ข้าซื้อเรือนหลังนั้นด้วยเหรียญหยกหนึ่งเหรียญกับทั้งเหรียญทองอีก 5 และยังตกรางวัลให้นายหน้าผู้นั้นอีก 5 เหรียญทองสำหรับการบริการที่เฉียบไวทันใจ นายหน้าผู้นั้นทำหน้าราวกับจะร่ำไห้ด้วยความปิติ เขากำเหรียญทองไว้แน่น ปากพร่ำพูดสรรเสริญตัวข้าประหนึ่งนางเทพธิดา เอ่อ…. คงไม่มีคำกล่าวใดจะถูกต้องยิ่งไปกว่านี้อีกแล้วมิใช่หรือ ?

คล้อยบ่ายวันเดียวกันนั้นเองที่หัวมันน้อยกับข้าได้ก้าวเข้าสู่สถานที่ซึ่งสมควรถูกเรียกขานในยามนี้ว่า ‘บ้าน’




***จบบท นายท่านตามไล่ล่าบุรุษ***

 

SMF spam blocked by CleanTalk