ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 5 สัตว์เทพสวรรค์  (อ่าน 1316 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 5 สัตว์เทพสวรรค์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2019, 01:56:00 PM »


ตอนที่ 5 สัตว์เทพสวรรค์



ก่อนก้าวลงสู่โลกมนุษย์ ข้ายังไม่ลืมกลับไปคว้าสัตว์เทพสวรรค์ของข้าออกมาจากเทียนกง*
*เทียนกง คือพระราชวังขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้

สัตว์เทพสวรรค์ของข้าถูกส่งเข้าไปฝึกวิชาในเทียนกง ด้วยที่นั่นมีท่านอาจารย์ผู้สามารถถ่ายทอดพลังฝีมือให้สัตว์เทพสวรรค์ทั้งของข้า และของท่านแม่ให้มีฝีมือเก่งฉกาจสูงสุด เพื่อให้สัตว์เทพทั้งสองสามารถกลับมาปกป้องข้า และท่านแม่อย่างมิต้องให้ผู้ใดห่วงพะวง ยามนี้สัตว์เทพสวรรค์ทั้งสองมีพลังเวทเพียงพอจะสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ หรืออาวุธประหลาดได้มากมายตามใจปรารถนา

ครั้งที่ข้ายังเยาว์ ข้าเข้าใจว่าสัตว์เทพของข้าเป็นตัวเมียจึงตั้งชื่อไว้เสียน่ารักน่าเอ็นดูว่า โคโค่ ครั้นต่อมาเมื่อข้ารู้ว่าเขาเป็นตัวผู้ จึงรีบเปลี่ยนนามเสียใหม่เป็น ซือหลาน นับเป็นความผิดของข้าเองที่กว่าจะหานามที่เหมาะสมมาเปลี่ยนให้ได้ก็กินเวลาไปเสียนาน ทำให้ซือหลานจำต้องยอมทนใช้นามโคโค่ทั้งที่ออกจะไม่ใคร่พอใจสักเท่าไรอยู่พักใหญ่

สมัยที่ข้าเป็นเด็กน้อยวัยเพียง 5,000 ปี ข้ามักชอบขี่ใบไม้ทองออกไปท่องเที่ยวชมแดนสวรรค์ และในตอนนั้นเอง ที่ข้าได้พบกับลูกจิ้งจอกขาวซือหลานในราวป่าทองคำ

ครั้งที่พบกัน ซือหลานยังเป็นแค่เพียงลูกสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย อุ้งเท้าน้อย ๆตะกายร่างที่ไร้วิญญาณของมารดาด้วยความโหยหาเศร้าโศกอย่างที่สุด ในช่วงนั้นหิมะตกโปรยปรายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า กลบเกลื่อนร่างของแม่ลูกสุนัขจิ้งจอกขาวให้เลือนหายไปในความขาวสะอาดกว้างไกลสุดสายตา หากมิใช่เพราะสายตาที่เฉียบคมของข้า กับหยาดโลหิตสีแดงสดที่หลั่งรินออกจากอกของแม่สุนัขจิ้งจอกแล้ว ข้าก็คงมิอาจพบเจอพวกเขาทั้งสอง

คล้ายแม่สุนัขจิ้งจอกจะถูกยิง ทว่าเหตุใดจึงมีผู้หมายใจจะสังหารสัตว์เทพสวรรค์เช่นนี้ ? ข้ากระโจนลงจากใบไม้ทอง เดินตรงเข้าไปหาสองแม่ลูกสุนัขจิ้งจอก ซือหลานตื่นตกใจรีบส่งเสียงคำรามขู่

“ไม่เป็นไร ๆ ข้ามิได้ต้องการทำร้ายเจ้า” ข้าหันไปมองร่างศพทำจมูกฟุตฟิต

“เราน่าจะฝังร่างของแม่เจ้าเสียก่อน เจ้าไม่อยากให้แม่ของเจ้าได้ฝังร่างในสถานที่ ๆ เหมาะสมกระนั้นหรือ ?”

สัตว์เทพสวรรค์มิอาจสื่อสาร หากยังมิได้ฝึกฝนพลังเวทให้ถึงขั้น 8 พลังกำเนิด  และเมื่อฝึกฝนถึงขั้นที่ 12 ก็จะบรรลุพลังปราณเซียน เมื่อนั้นสัตว์เทพสวรรค์จะสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ ในขั้นปราณเซียนนับเป็นจุดเปลี่ยนของการฝึกฝน เพราะหากสัตว์เวทตนนั้นต้องการจะมีพลังเวทที่ยิ่งขึ้น ย่อมต้องฝึกฝนให้ถึงขั้นสุดท้ายคือพลังเทพสวรรค์ซึ่งมี 12 ขั้นเช่นกัน

จิ้งจอกตัวน้อยลดเขี้ยวครางหงิงหงิง

“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไร” ข้าคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน แม้นข้าจะมีวัยแค่เพียง 5,000 ปี ทว่าวิชาเวทของข้านับได้ว่ายอดเยี่ยม หากแต่สิ่งเดียวที่นับว่าต่ำเตี้ยนั้นคือความแข็งแกร่ง เพราะหากข้าสมบูรณ์พร้อมทั้งสองส่วนแล้ว ข้าคงสามารถกำราบทุกสิ่งได้อย่างง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ

ในครั้งนั้นข้าหลอมละลายหิมะ กระทั่งเห็นต้นหญ้าเขียวขจีปรากฏที่ด้านล่าง หลุมฝังทรงเหลี่ยมถูกขุดลึกลงใต้ดินกว่า 6 ฉื่อ*
*1 ฉื่อ ประมาณ 10 นิ้วจีน 6 ฉื่อ ประมาณ 5 ฟุต

“เท่านี้คงใช้ได้แล้วกระมัง ?” ข้าหันไปหาลูกสุนัขจิ้งจอกผู้เคราะห์ร้ายที่ยืนอยู่ด้านหลัง เจ้าตัวน้อยชะโงกมองลงในหลุมพลางผงกศีรษะ

ข้าใช้เวทช้อนร่างไร้วิญญาณของแม่จิ้งจอกขาวให้ลอยขึ้นสู่อากาศก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนร่างนั้นลงสู่ก้นหลุม

ความคิดแวบหนึ่งพลันผุดขึ้น ข้าจึงหันไปหาจิ้งจอกน้อย  “เราควรทำสัญลักษณ์ไว้บ้าง เบื้องหน้าต่อไปเราจักสามารถกลับมาทำความเคารพร่างแม่ของเจ้าได้ เช่นนั้นสิ่งที่จะนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ยิ่งใหญ่ ยิ่งสะดุดตาได้เท่าไรย่อมยิ่งดี”

จิ้งจอกน้อยจ้องหน้าข้า ด้วยนัยน์ตาที่เปล่งประกายเจิดจรัสราวอัญมณี

“ข้ามีกิ่งจากต้นบ๊วยที่ข้ารักอยู่กิ่งหนึ่ง เจ้าจะว่ากระไรหรือไม่ หากเราจะใช้สิ่งนั้นเป็นสัญลักษณ์เหนือสุสานของแม่เจ้า ? วันหน้าเมื่อมันเติบใหญ่ ย่อมจะกลายเป็นไม้ใหญ่ที่งดงามอย่างที่สุด ข้ามั่นใจเหลือเกินว่าแม่ของเจ้าก็อยากให้เจ้าจดจำภาพความงดงามของนางไว้เช่นนี้”

เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นประกายแห่งความสุขฉายพาดผ่านดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้น

เมื่อหลุมถูกคลุมทับด้วยผืนดินเรียบร้อยดีแล้ว ข้าปักกิ่งบ๊วยไว้ที่ด้านบนเหนือเนินดิน ปลดผ้าผูกผมบนศีรษะมัดกิ่งบ๊วยไว้อย่างตั้งใจ ก่อนจะร่ายอาคมเวทเสริมความเจริญเติบโต

“ตรงนี้ล่ะ” ข้ากระหยิ่มยิ้มย่องอยู่กับผลงานอันยอดเยี่ยมของตนเอง “เสร็จเรียบร้อย”

ข้าหันมาลูบหัวลูกสุนัขจิ้งจอก เจ้าตัวน้อยเอียงคอเคล้าเคลียไปตามฝ่ามือข้าด้วยความซาบซึ้งใจ พลันชั่วขณะที่ข้าเผลอไผล เจ้าตัวน้อยกลับแยกเขี้ยวกัดมือข้า

พลังอำนาจแห่งเทพย่อมบรรเทาความเจ็บปวดให้เหลือเพียงพอประมาณ กระนั้นข้ายังคงตะลึงตกใจเตรียมขยับหลีก “อันใดกัน ! ! !”

ยังมิทันที่ข้าจะเคลื่อนไหว เจ้าตัวน้อยก็ช่วยเลียหยาดโลหิตที่ไหลซิบ ๆ ผ่านฝ่ามือ จิ้งจอกน้อยกำอุ้งมือกดเล็บตนจิกลงไปในอุ้งมือกระทั่งโลหิตไหลซิบ ๆ จากนั้นจึงหันมาแนบบาดแผลนั้นกับแผลบนฝ่ามือของข้าที่เขากัดไว้

ความอบอุ่นสายหนึ่งซึมผ่านเข้าสู่กาย ข้าตระหนักได้ในทันทีถึงสิ่งที่เขาตัดสินใจกระทำ จิ้งจอกน้อยกำลังผูกพันธนาการจิตกับข้า ! ข้าได้เพียงยืนตะลึง ! จิตวิญญาณของพวกเราทั้งสองหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง บาดแผลของเราทั้งคู่ประสานกันสนิทในทันที ข้ารับรู้ได้ถึงขุมพลังอันหนักหน่วงที่ไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรปราณในร่างอย่างไม่หยุดยั้ง

การได้ครอบครองสัตว์เทพสวรรค์มิใช่เรื่องง่าย ด้วยสัตว์เทพสวรรค์ตนนั้นจักต้องเป็นฝ่ายยินยอมพร้อมติดตามคนผู้นั้น นี่ยังมินับเรื่องที่สัตว์เทพสวรรค์นับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งบนสรวงสวรรค์อีกด้วย เหตุเพราะสัตว์เทพทั้งหลายคือสัตว์บนโลกมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนบำเพ็ญตนจนถึงขั้นสูงสุดจึงได้ผ่านขึ้นมาสู่แดนทิพย์เบื้องบน ทว่าแม้นข้าจะยินดียิ่งที่ได้รับพันธนาการผูกจิตจากเจ้าตัวน้อย ทว่าขณะเดียวกัน ข้ากลับรู้สึกสลดใจ นี่ข้าเป็นฝ่ายถูกขืนใจใช่หรือไม่ !

“เจ้ายังมิได้รับอนุญาตจากข้าเลย” ข้าแผดเสียงแหลม

ยามนี้จิตวิญญาณของเราถูกเชื่อมเข้าหากัน เช่นนั้นจิ้งจอกน้อยย่อมสามารถเข้าสู่มิติจิตของข้าได้อย่างง่ายดาย แม้นเขาจะยังมิอาจเจรจา หากทว่าย่อมสามารถสื่อสารกับข้าผ่านกระแสจิตได้

จิ้งจอกน้อยทำหน้าสลด พร้อมกันนั้นเขาก็ยกอุ้งเท้าทั้งสองขึ้นตะกายหูครางหงิงหงิง น่ารักเหลือเกิน ข้าเกลียดนักเชียว เจ้าตัวน้อยแสนน่ารักนี่ทำให้ข้าอยากอุ้มขึ้นมากอด มากกว่าจะจับมาลงโทษเสียด้วยซ้ำ

“เมื่อยามนี้ข้าคือนายของเจ้า เช่นนั้นข้าก็จะโขกสับใช้งานเจ้าเสียให้สิ้นฤทธิ์เลยทีเดียว !” ข้าหัวเราะเจ้าเล่ห์แสนร้าย

เจ้าตัวน้อยรู้ทันความในใจข้า จึงมิได้สนใจคำขู่ของข้า ทั้งยังทำเสียง บรู้ บรู้ เลียนแบบข้า มันจะน่ารักมากเลย หากเจ้าจะไม่ส่งเสียงหอนน่าขนลุกเช่นนั้น

เมื่อเห็นข้าทำหน้าบิดเบี้ยว เจ้าตัวน้อยจึงเงียบเสียง เขาขดตัวนั่งติดปลายเท้าข้าพลางถูไถหัวน้อย ๆ ซึ่งมีขนปุกปุยกับแข้งขาของข้า

“น่าชังนักเชียว เหตุใดเจ้าจึงน่ารักถึงเพียงนี้ !” ข้าบ่นพึมพัมก่อนจะก้มลงไปอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นขี่ใบไม้ทองกลับสู่ปรโลก

ระหว่างทาง จิ้งจอกน้อยในอ้อมแขนข้าเริ่มจะแปรเปลี่ยนสภาพร่าง ขนฟู ๆ ของเขาเริ่มหดสั้นทั้งเริ่มกลับถูกแทนที่ด้วยเกล็ดสีขาวที่ทอประกายระยิบระยับ ปีกน้อย ๆ เริ่มกางออกจากส่วนหลัง ปากยื่นยืดยาว หัวแคบเรียวลงเล็กน้อยดูคล้ายพญางูที่ขดตัวอยู่ในหอยมุก

เมื่อกระจ่างแก่ใจว่าเขาคือสัตว์เทพสวรรค์ชนิดใด ข้าคงได้เขวี้ยงเจ้าตัวน้อยทิ้งไปแล้ว หากมิใช่เพราะดวงตาสีน้ำเงินกระจ่างคู่นั้น หันมาจ้องมองข้าด้วยสายตาออดอ้อน

“เจ้าโป้ปดต่อข้า ข้าคิดว่าเจ้าคือลูกสุนัขจิ้งจอกน้อยที่น่ารัก หากทว่าแท้จริงแล้วเจ้ากลับกลายเป็นลูกมังกร !” ข้ากัดฟันกรอด

เจ้ามาเป็นสัตว์เทพสวรรค์ของข้าโดยมิได้รับอนุญาตจากข้า ทั้งยังปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเจ้าก่อนจะผูกพันธนาการจิตกับข้า ! เจ้าตัวน้อยเปลี่ยนร่างคืนสู่สภาพสุนัขจิ้งจอกเมื่อเห็นข้าขุ่นเคือง ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเข้ามาประจบเอาใจด้วยการเลียแก้มข้าแทนคำขออภัย นับเป็นเรื่องยากที่จะให้เจ้าตัวน้อยอธิบายเหตุผล ทว่าข้าย่อมรับรู้ความอึดอัดที่ท่วมท้นอยู่ในใจของเขาได้ ที่สุดข้าก็อดมิได้ที่จะคว้าเจ้าตัวน้อยกลับเข้าสู่อ้อมแขน ก็เขาน่ารักจนข้าอดใจมิได้นี่นา

เมื่อข้ากลับมารายงานความตายของแม่ซือหลานให้ท่านลุงได้รับทราบ (ที่สุดกลับกลายเป็นว่าร่างศพนั้นคือสหายของซือหลาน หาใช่แม่ของเขาไม่) ท่านลุงจึงรีบส่งทวยเทพออกติดตามสืบเรื่องราว และพบว่าผู้ที่ลงมือสังหารจิ้งจอกขาวตนนั้นคือเทพบุตรผู้เพิ่งขึ้นมาถือกำเนิดในสวรรค์ได้เพียงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เหตุเพราะจิ้งจอกขาวตนนั้นไม่ยอมมาเป็นสัตว์เทพสวรรค์ของเขา เทพบุตรผู้นั้นโกรธเกรี้ยวอย่างหนักจนมิอาจยับยั้งสายฟ้าที่เล็ดลอดผ่านปลายนิ้วของตนได้ โดยปกติสัตว์เทพสวรรค์มิใช่สิ่งมีชีวิตที่จะถูกสังหารได้โดยง่าย ทว่าดูคล้ายเจ้าจิ้งจอกตนนั้นกลับรับสายฟ้าโดยไม่หลบเลี่ยง คล้ายมันเต็มใจพร้อมรับความตายที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

คราแรกข้ายังคงเคลือบแคลงว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทว่าเมื่อหวนนึกถึง มังกรน้อยในอ้อมแขน ข้าจึงตระหนักได้ว่า อาจเป็นได้ที่จิ้งจอกขาวตนนั้นหมายจะปกป้องมังกรน้อยด้วยการยอมใช้ตนเป็นเครื่องสังเวย ข้าพอจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดซือหลานจึงต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริง เพราะแม้การผูกพันธนาการจิตร่วมกับสัตว์เทพจำต้องให้สัตว์เทพตนนั้นเป็นฝ่ายยอมรับเจ้านายก็จริง หากทว่าย่อมมีหนทางในการบีบบังคับโดยอีกฝ่ายมิได้ยินยอมเช่นกัน ดังเช่นที่ซือหลานกระทำกับข้า เพียงทว่าดูจะกลับตาลปัตรไปเสียหน่อยเท่านั้น

เมื่อประมุขสวรรค์รับทราบเรื่องราวทั้งหมด พระองค์ก็บัญชาให้ส่งเทพผู้นั้นกลับคืนสู่ที่เดิม ทั้งยังถอดถอนพลังเซียนออกจนสิ้น เขาจำต้องเริ่มฝึกฝนพลังใหม่นับแต่ขั้นที่ 1 ของพลังกำเนิด ซึ่งนับเป็นขั้นแรกเริ่มของการฝึกพลัง

อดีตเทพผู้นั้นต้องฝึกตนอย่างหนัก และยากลำบากเนิ่นนานถึง 20,000 ปี กว่าจะสามารถไต่สะพานสู่แดนสวรรค์ได้อีกครา และในครานี้เขาสำนึกในความผิดที่ตนได้กระทำลงไป องค์ประมุขสวรรค์จึงมอบหมายให้เขาทำหน้าที่เทพพิทักษ์เผ่าจิ้งจอกเพื่อเป็นการไถ่โทษที่เขาสังหารสัตว์เทพในเผ่าจิ้งจอกครานั้น

*ขั้นพลังต่าง ๆแต่ละพลังมี 12 ขั้น
สัตว์เทพสวรรค์ : พลังกำเนิด พลังปราณเซียน พลังเทพสวรรค์
สัตว์เวทในโลกมนุษย์ : ขั้นแรก (พลังกำเนิด พลังปราณเซียน) เมื่อสามารถฝึกจนแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้แล้ว จำต้องฝึกฝนต่อจนสามารถข้ามขั้น (พลังกำเนิด พลังปราณเซียน พลังเทพสวรรค์ จากนั้นจึงสามารถขึ้นสู่สรวงสวรรค์ได้) ครั้นเมื่อขึ้นสู่สรวงสวรรค์ได้แล้ว ก็จำต้องฝึกฝนต่ออีกครั้ง นับว่ายากเย็นหนักหนายิ่งนัก
มนุษย์โลก : พลังกำเนิด พลังปราณเซียน พลังขุมโลกันตร์ พลังเทพสวรรค์ พลังเหนือภพ




***จบตอน สัตว์เทพสวรรค์***

 

SMF spam blocked by CleanTalk