ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 33 หากเจ้าไม่ว่ากระไร เปิ่นหวางจะช่วยดูดพิษ  (อ่าน 824 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด


ตอนที่ 33 หากเจ้าไม่ว่ากระไร เปิ่นหวางจะช่วยดูดพิษ



ระเบิดกลางหาวชุดที่สองถูกเขวี้ยงลอยออกไปหาค่ายซุยงหนูอย่างไม่รอช้า ชีชีรู้ได้ทันทีว่าเธอทำสำเร็จอีกครา หญิงสาวกระโดดตัวลอยปรบมือรัวด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างลืมตัว ใบหน้าแสนภาคภูมิใจถูกแสงที่สว่างวาบอันเกิดจากระเบิดส่องสะท้อนเผยแสดงตำแหน่งของเธออย่างชัดเจน ผืนทรายที่ปูดโป่งพุ่งตรงเข้าหาเธอในทันที

หลิวจ่งเทียนยืนจ้องท้องนภาอันกว้างไกลด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ทั่วฟ้าเกลื่อนกลาดไปด้วยฝนดอกไม้เพลิง เว่ยชีชี สตรีผู้นี้ คือผู้ที่เขาไม่อาจหยุดยั้งได้อย่างแท้จริง ศึกปะทะซุยงหนูครานี้ บันดาลให้เขาจับตัวแม่ทัพหญิง สตรีวัย 17ปี ผู้สร้างปาฏิหาริย์ได้ราวกับมีมนต์ขลัง

หลิวจ่งเทียนโบกสะบัดกระบี่ในมือ ทหารฮั่นอันเกรียงไกรบุกตะลุยเข้าไปทันทีราวคลื่นลูกยักษ์ที่ม้วนตัวถล่มฝ่าผืนทะเลทรายด้วยจิตใจฮึกเหิมบ้าคลั่ง

เว่ยชีชีรับรู้ได้ถึงเสียงสั่นสะเทือนภายใต้ผืนทรายเบื้องหน้า ไม่ดีแล้ว! มันพุ่งตรงมาทางนี้! “ถอย! ทุกคนขึ้นม้าเร็ว!” เธอไม่อยากให้พวกเขาต้องมาทิ้งชีวิตสูญเปล่า

ผู้ใดจะรู้เล่าว่าพวกมุดทรายซุยงหนูจะพุ่งเป้ามาที่เธอ แม่ทัพร่างเล็กผู้แลดูบอบบาง ขุนทัพผู้บัญชาการระดมระเบิดดอกไม้เพลิงถล่มค่ายของพวกเขา คลื่นฝุ่นทรายพุ่งตรงเข้าปะทะชีชีอย่างรุนแรงกระทั่งกระบี่ในมือของเธอปลิวหลุดจากมือ ประกายแสงสีทองส่องวาบขึ้นเบื้องหน้า ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแปลบขึ้นที่อกข้างขวา ตลอดทั่วทั้งร่างถลาถอยไปด้านหลัง

ครานี้ชีวิตเธอคงสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง เพียงหวังจะมีโอกาสได้เห็นโพลงหลากสีพาร่างของเธอออกจากสนามรบแห่งนี้โดยเร็ว หากทว่าในความเป็นจริงโพลงมิติเวลากลับมิได้โอบล้อมเธอ ไม่มีปรากฏการณ์ใดเกิดขึ้นทั้งสิ้น หากแต่เธอกลับร่วงลงสู่อ้อมแขนของคนผู้หนึ่ง ที่เห็นคือใบหน้าหวาดกังวลของท่านอ๋องขี้เต๊ะผู้นั้น …...ทุกอย่างมืดมิด …..มิอาจรับรู้สิ่งใดได้อีก……

หลิวจ่งเทียนฟาดฟันคลื่นทหารที่ซุ่มพรางตัวภายใต้ผืนทรายของซุยงหนูที่กระหน่ำเข้ามานับจำนวนไม่ถ้วน ผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนเขาหมดสติไปแล้ว ค่ายซุยงหนูปั่นป่วน เสียงร้องระงมดังไปทั่ว ทัพฮั่นอันเกรียงไกรตรงเข้ายึดค่ายซุยงหนูได้อย่างรวดเร็ว! ชัยชนะอยู่ในมือพวกเขาแล้ว

หลิวจ่งเทียนอุ้มชีชีก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปในกระโจมซุยงหนูอย่างไม่รอช้า เขาวางร่างนางลงบนฟูก เมื่อเห็นช่วงอกของชีชีชุ่มโลหิตสีแดงฉานกระทั่งซึมผ่านเนื้อผ้าออกมา ภายในใจของเขายิ่งปวดร้าว สำคัญเหนืออื่นใดในยามนี้คือเร่งห้ามเลือด หาไม่เว่ยชีชีคงต้องสิ้นใจ

การช่วยชีวิตเว่ยชีชี นับว่าต้องระมัดระวังยิ่ง แม้บุรุษสตรีไม่ควรใกล้ชิดสัมผัสกาย ทว่าเขามิอาจยืนนิ่งดูดายปล่อยให้นางจากไปได้ ชายหนุ่มปลดเสื้อ ฉีกผืนผ้าด้านหน้าของนางออก หน้าอกขาวอวบอิ่มเผยตัวตนออกมาต่อหน้าเขาในทันที หลิวจ่งเทียนให้รู้สึกจุกแน่นอึดอัดคล้ายถูกบางสิ่งเข้าจู่โจม เขารีบข่มตาหลับสูดหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมอารมณ์ของตนให้สงบนิ่งก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครา

“ชีชี มิใช่เปิ่นหวาง*เจตนาล่วงเกินเจ้า หากแต่เปิ่นหวางไม่มีทางเลือกใดจริงๆ! เจ้าจะต้องปลอดภัย!”

เมื่อเห็นแผลจากคมกระบี่อย่างชัดเจน ท่านอ๋องหนุ่มกลับต้องหน้าถอดสี หยาดเหงื่อเย็นไหลท่วมไม่หยุดยั้ง ดาบอาบยาพิษ รอบแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวจางๆ พวกซุยงหนูหมายให้นางสิ้นใจอย่างแท้จริง

ชั่วขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้ากลุ่มคนดังขึ้นจากด้านหลัง หลิวจ่งเทียนรีบดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของชีชีไว้ ก่อนจะหันกลับมาเห็นแม่ทัพชือผู้ปรากฏตัวด้วยท่าทีร้อนใจ

“ท่านอ๋อง เกิดอันใดขึ้นกับชีเจียงจวิน*พ่ะย่ะค่ะ?”
*เจียงจวิน แปลว่า แม่ทัพ

“เขาได้รับพิษ”

“นี่มัน จะทำเช่นไรดี? แม้กระหม่อมจะตามหมอทหาร ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันกว่าจะมาถึง! ชีเจียงจวิน*จะอันตรายถึงชีวิตหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” ท่านแม่ทัพกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้ครานี้จะได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ทว่าหากต้องสูญเสียเว่ยชีชีไปย่อมเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงเช่นกัน

“เปิ่นหวางจะไม่ยอมให้เขาตาย!” น้ำเสียงของเขาเย็นชา สายตาของเขาเคลื่อนไปตามร่างที่ไร้สติของชีชี ไม่ว่าจะอย่างไรเขาจะต้องช่วยเว่ยชีชีไว้ให้จงได้

“ขอกระหม่อมดูอาการบาดเจ็บของชีเจียงจวินเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” เขาลุกเข้ามาหา ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายยั้งไว้ด้วยท่าทีหงุดหงิด

“เปิ่นหวางตรวจดูแล้ว ท่านแม่ทัพ ออกไปตรวจตราดูการตั้งค่ายด้านนอกเถิด เราเพิ่งยึดค่ายได้ ย่อมมีสิ่งต้องจัดการอีกมาก เปิ่นหวางจะวางใจหากท่านแม่ทัพเป็นผู้ตรวจตราด้วยตนเอง หากไม่มีเรื่องใด อย่าให้ผู้ใดเข้ามารบกวนชีเจียงจวินเป็นอันขาด”

แม่ทัพชือตระหนักดีว่าแม้นเขาได้เห็นอาการบาดเจ็บก็คงมิอาจช่วยเหลือกระทำการใดได้ เช่นนั้นเขาจึงน้อมรับคำสั่ง และล่าถอยออกมานอกกระโจม

หลิวจ่งเทียนสลัดผ้าห่มออก เขาโน้มศีรษะก้มสำรวจดูบาดแผลนั้นอย่างละเอียด จำต้องดูดโลหิตพิษออกจากปากแผล หากพิษกระจายออกไป อาจหมดหวังจะช่วยเหลือ

“เปิ่นหวางจะช่วยดูดพิษให้เจ้า หากเจ้าไม่เอ่ยทัดทาน เปิ่นหวางจะถือว่าเจ้าไม่รังเกียจ….”

ชีชียังอยู่ในอาการหมดสติ เช่นนั้นจะให้นางเอ่ยปากปฏิเสธได้อย่างไร?
หลิวจ่งเทียนขยับกายโน้มเข้าหาร่างของอีกฝ่าย ครั้นเมื่อริมฝีปากของเขาสัมผัสต้องผิวเนื้อของชีชี เลือดหนุ่มฉกรรจ์ในร่างของเขากลับเดือดพล่านขึ้นทันที ชายหนุ่มรีบกดเปลือกตาตนแน่นด้วยเกรงความคิดของตนจะเตลิดไปไกล เมื่อโลหิตประสมพิษชุดแรกถูกดูดเข้ามาจนเต็มปาก เขาจึงเปิดเปลือกตาขึ้น ทว่ากลับแทบจะเผลอกลืนเลือดพิษลงคอไปทั้งหมด เมื่อได้เห็นเนินเนื้ออันงดงามของอีกฝ่ายที่อวดโฉมอยู่ตรงหน้า

จะบ้าตายกับสิ่งที่อยู่ในหัวเขายามนี้ ตอนนี้เขาควรมีใจสงบสุขุมมิใช่หรือ? แล้วไยกลับมามัวคิดถึงเรื่องบุรุษสตรีเอายามนี้? เว่ยชีชีใบหน้าอัปลักษณ์ถึงเพียงนี้มีหรือจะทำให้เขาต้องใจได้

อย่าบอกนะ! หลิวจ่งเทียน เจ้าไม่อาจควบคุมตนเองได้เมื่ออยู่ต่อหน้าอิสตรีกระนั้นรึ? นอกเหนือจากเรือนร่างที่งดงามสมบูรณ์แบบนั่นแล้วนางมีสิ่งใดน่าพึงใจอีกเล่า?

ยามนี้เขาเริ่มรู้สึกด้านชาไปทั่วปาก กระทั่งที่สุดการดูดเลือดพิษก็เสร็จสมบูรณ์โลหิตคืนสู่สีแดงสด เมื่อนั้นท่านอ๋องหนุ่มจึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เขานำน้ำสะอาดมาล้างแผล ใส่ผงโอสถให้ทั่วก่อนจะพันแผลไว้ จากนั้นจึงยกผ้าห่มขึ้นคลุมร่างนางไว้อย่างอ่อนโยน หากทว่าภายในใจของเขากลับมิอาจสงบนิ่งลงได้

เมื่อท้องฟ้าเริ่มสาดแสงแห่งรุ่งอรุณบ่งบอกวันใหม่ ชายหนุ่มจึงได้ยินเสียงครางเบาๆ ของชีชี เขารีบลุกจากโต๊ะมาดูแลนาง บนหน้าผากของนางชุ่มเหงื่อ พวงแก้มทั้งสองแดงก่ำคล้ายไม่สบายตัวยิ่งนัก

“ชีชีเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาเอื้อมมือไปจับหน้าผาก สีหน้าหนักใจปรากฏขึ้นทันที เว่ยชีชีมีไข้ บาดแผลอาจติดเชื้อ นางต้องได้รับโอสถในทันที มิเช่นนั้นชีวิตของนางอาจจะหาไม่

หลิวจ่งเทียนส่งเสียงเรียกหาทหารมารับคำสั่ง ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องค้นหาโอสถลดไข้ และโอสถยับยั้งการอักเสบของบาดแผลที่มีในค่ายซุยงหนูแห่งนี้ให้ได้

เพียงครู่ นายทหารคนหนึ่งก็กระหืดกระหอบเหงื่อแตกพลั่กเข้ามา ไฟไหม้ค่ายซุยงหนูเสียหายอย่างหนักจนแทบไม่มีสิ่งใดเหลือรอด เมื่อพบสมุนไพรลดการอักเสบแค่เพียงเล็กน้อย พวกทหารต่างช่วยกันนำสมุนไพรไปบดเป็นผงแล้วนำมาส่งให้ท่านอ๋องในทันที

หลิวจ่งเทียนรับโอสถนั้นไว้ก่อนจะไล่นายทหารผู้นั้นออกไป โอสถที่สามารถประทังชีวิตชีชีมีเพียงหยิบมือ เขารีบเดินเข้ามาใส่ยาลงบนปากแผล ที่เหลือขึ้นกับโชคชะตาแล้ว หวังแค่เพียงหมอทหารจะมาถึงโดยเร็วพลันเท่านั้น

หลิวจ่งเทียนประคองร่างของนางขึ้นซบพิงแผ่นอกของเขา หลายปีที่ผ่านมา เขาประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆ มากมาย ทว่าไม่เคยมีครั้งใดที่เขารู้สึกหวั่นเกรง หากทว่าครานี้ เป็นครั้งแรกที่ความหวาดกลัวผุดขึ้นในใจเขา กลัวเหลือเกินว่าเว่ยชีชีจะต้องมาจบชีวิตลงเช่นนี้ ภายในใจดั่งถูกกรีดกระชากขาด หรือ เขาจะหลงรักสาวน้อยอัปลักษณ์วัย 17 เข้าเสียแล้ว?

“หนาว….หนาวจัง….” เสียงนางบ่นพึมพัม หลิวจ่งเทียนใช้สองแขนของตนโอบกอดร่างนางด้วยหวังจะใช้ร่างตนเองมอบไออุ่นให้นาง ทว่าสัมผัสอันแนบชิดเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ใจเขาปั่นป่วน ภายในใจมันเรียกร้อง พร่ำบอกตนว่า เขาปรารถนาจะตระกองกอดสตรีผู้นี้ไว้เช่นนี้ชั่วนิจนิรันดร์

*เจียงจวิน คือตำแหน่งแม่ทัพ
*เปิ่นหวาง คือคำเรียกแทนตนเองของท่านอ๋อง




***จบตอน หากเจ้าไม่ว่ากระไร เปิ่นหวางจะช่วยดูดพิษ***

 

SMF spam blocked by CleanTalk