ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 13 อ๋องสาม จะหล่อเหลาอะไรปานนี้  (อ่าน 1336 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด


ตอนที่ 13 อ๋องสาม จะหล่อเหลาอะไรปานนี้



เว่ยชีชีไม่สนใจอันใดทั้งสิ้น แม้คนผู้นี้จะเป็นถึงท่านอ๋อง ทว่าก็แล้วอย่างไรเล่า ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นใครเธอก็จะซัดเสียให้หมอบ รวดเร็วพร้อมความคิดนั้นคือหมัดที่สวนเสยจมูกท่านอ๋องสุดหล่อ หากทว่าอีกฝ่ายก็ช่างว่องไว เขายกมือขึ้นรับหมัดเจ๋งๆ ของอีกฝ่ายได้โดยมิต้องออกแรง ทว่าชีชีผู้ออกหมัดจนสุดตัวกลับหยุดร่างตนไม่อยู่ ร่างน้อยๆ จึงพุ่งตามหมัดเข้าใส่อ้อมแขนของท่านอ๋องสามไปโดยปริยาย

ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงร่างกายที่นุ่มนิ่มจนผิดแปลกมิต่างใดกับกำลังสวมกอดหญิงสาวในอ้อมอก  ครั้นเมื่อรู้สึกตัว เขาก็รีบผลักร่างเธอออกพลางโยนผงยาคืนกลับให้

“รีบรักษาอาการให้หายเป็นปกติ เพราะอีกไม่นานเราจะต้องออกเดินทางกันแล้ว!”

เว่ยชีชีรีบคว้าผงโอสถ สองมือยังกำหมัดตั้งท่าก๋าพร้อมซ่ารับมือท่านอ๋องหนุ่ม ครั้นเมื่อนึกทบทวนไปมาอยู่ครู่ใหญ่ หญิงสาวจึงวางหมัดทั้งสองลงก่อนจะแหกปากลั่น “ข้าอยากไปจากที่นี่!”

“ที่นี่คือค่ายทหาร มิใช่สนามเด็กเล่น มิใช่สถานที่ให้เจ้าเที่ยวกล่าวไปเรื่อยเปื่อยเข้าออกได้ตามใจชอบ!”

“แต่ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อเป็นทหารนี่!” เธอทำท่าไร้เดียงสาสุดชีวิต

หลิวจ่งเทียนเลี่ยงหลบสายตาพร้อมหันหลังกลับไปยังมุมหนังสือ

“เช่นนั้นเจ้าคงตัดสินใจจะไปเป็นเหยื่อพวกหมาป่าแล้วกระมัง?”

เพียงประโยคเดียว ผู้รับฟังก็หมดปัญญาจะทัดทาน ถูกต้อง เป็นเช่นนั้นจริง ดินแดนแห่งนี้มิใช่ที่ซึ่งเธอจะสามารถบัญชาการให้เป็นไปได้ได้ดังใจปรารถนา คิดจะออกไป ย่อมเท่ากับเอาชีวิตไปเสี่ยงเผชิญอันตรายรอบด้าน วิถีเช่นนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไรกัน เธอหวังแค่เพียงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้จะป็นพียงช่วงหยุดยาวลาพักร้อนก็เท่านั้น

เว่ยชีชีโรยยาลงบั้นท้ายด้วยอาการกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะล้มกายลงเหยียดยาวกับพื้น และเริ่มคิดใคร่ครวญ ต้องมีหนทางให้เธอเดินทางข้ามผ่านมิติเวลาอีกครา เพื่อกลับคืนไปสู่โลกที่แท้จริงของตน เพียงวิธีการนั้นคือสิ่งใด? นึกทบทวนไปมาอยู่หลายตลบกระทั่งที่สุดหญิงสาวก็เผลอหลับไป

เสียดายที่ฝันหวานอยู่กับเธอแค่เพียงไม่นาน เสียงดังสนั่นราวฟ้ารั่วก็ปลุกให้เธอรู้สึกตัวตื่น ครั้นเมื่อตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ จึงเห็นหลิวจ่งเทียนกำลังยืนอยู่ที่กลางกระโจมพร้อมชุดออกศึกเต็มยศ ในมือของเขาเกาะกุมด้ามกระบี่ด้วยท่าทีองอาจน่าเกรงขาม กระทั่งเว่ยชีชียังเผลอเหม่อมองด้วยความตกตะลึงทึ่งงัน ท่านอ๋องสามหล่อเหลาถึงปานนี้เทียว

“นี่ท่าน จะไปไหน?” เธอรีบเอ่ยถาม

“ลอบบุกค่ายซุยงหนู!”

“ต้องไปเองเลยหรือ?” เธอเอ่ยถามด้วยความตื่นตกใจ

“ข้ามิได้มานั่งหาความสำราญ!” เขาเหลือบมองเธอทีหนึ่งก่อนจะก้าวฝ่าเท้ายาวๆ ออกไปด้านนอก ชีชีรีบซอยเท้าติดตามไปจึงเพิ่งรู้ว่ายามนี้ทั่วทั้งค่ายดารดาษไปด้วยคบเพลิงที่ลุกโชน หลิวจ่งเทียนขึ้นขี่บนหลังม้า ประกายแสงบนคบไฟส่องกระทบร่าง เงาของเขาทอดยาวลงบนผืนแผ่นดินกว้าง ภาพที่เห็นยิ่งส่งให้ท่านอ๋องผู้งามสง่าแลดูสุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่ง

“ท่านรองหลิวอยู่ที่นี่คอยระวังฐานที่ตั้งให้มั่น แม่ทัพหวางเข้าร่วมบุกค่ายเป็นกองหน้ากับเปิ่นหวาง! จงระวัง รอบคอบให้มาก คุ้มกันค่ายไว้ ระวังการลอบโจมตีจากพวกซุยงหนูด้วย!”

“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง!” ท่านรองหลิวลุกขึ้นโค้งรับคำสั่งด้วยความเคารพ

หลิวจ่งเทียนตบเท้าทั้งสองสั่งอาชาให้พุ่งห้อออกไปอย่างไม่รอช้า กองทหารม้าอันยิ่งใหญ่เคลื่อนพลติดตามไปในทันที ทัพทหารจำนวนนับไม่ถ้วนเคลื่อนหายไปจากที่ตั้งค่ายต่อหน้าต่อตาหญิงสาว

ยามนี้เว่ยชีชีไม่เหลือแก่ใจจะนอนฝันอีกต่อไป ซุ่มโจมตีค่ายพวกซุยงหนูยามดึกสงัดนี่มันน่าสนุกมิน้อย คราหน้าเห็นทีคงต้องหาทางติดตามไปด้วยเสียแล้ว เพราะเท่าที่เห็น หลิวจ่งเทียนก็หาได้ใส่ใจอะไรเธอนัก เช่นนี้จะแอบลอบตามไปน่าจะมิใช่เรื่องยาก

เว่ยชีชีกลับมาที่กระโจมหลังไหญ่ เธอแหงนหน้าขึ้นมองดวงดารานับพันที่เกลื่อนกลาดบนท้องนภาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ดวงดาราที่เธอกำลังจับจ้องอยู่ในยามนี้คือสิ่งที่ถูกโลกยุคสมัยใหม่ของเธอทำลายจนแทบไม่เหลือให้เชยชม ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับจักรวรรดิฮั่นอันรุ่งเรืองที่ผ่านยุคสมัยแห่งสงครามนองเลือดมาอย่างโชกโชน  ที่สุดก็ต้องถูกอาณาจักรอื่นกลืนกินจนเลือนหาย ประวัติศาสตร์ย่อมไม่มีวันแปรเปลี่ยน หลิวจ่งเทียนผู้ช่ำชองกลศึก สามารถประหัตประหารอริราชศัตรูอย่างเหี้ยมหาญผู้นี้ก็เป็นได้แค่เพียงเศษฝุ่นเล็กๆ ในหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น

“หากเจ้าไม่เที่ยวไปหาเรื่องป่วนอีกจะนับว่าดีเยี่ยมอย่างที่สุด!” แม้ท่านรองหลิวกำลังพาทหารเดินลาดตระเวนอยู่ก็ยังมิวายต้องมาพาดพิงถึงเธออีกจนได้

“ข้ามิใช่ผู้ร้ายเสียหน่อย ทั้งก็มิใช่สายลับอะไรด้วย ตอนนี้ข้าก็คืออารักขาส่วนพระองค์ของท่านอ๋องแล้ว!”

“อารักขาส่วนพระองค์? นั่นเพราะท่านอ๋องเวทนาเจ้าต่างหาก ตัวแห้งเป็นกระสอบยัดซี่โครงเยี่ยงนี้จะไปทำอันใดได้?”

“ว่ากระไรนะ?” อาการของขึ้นเริ่มกำเริบในทันที

“ทำไม? ก้นน่ะหายเจ็บแล้วรึ? หาเรื่องเอะอะโวยวายได้แล้วนี่ พลังเหลือเฟือนักรึ?”

ยังมิทันที่ชีชีจะระเบิดหมัดเพื่อสนับสนุนคำกล่าวอีกฝ่าย รองผู้บัญชาการก็พาหน่วยทหารลาดตระเวนผละจากไปแล้ว ที่ว่าตัวแห้งเป็นกระสอบยัดซี่โครงมันคืออะไร? แน่จริงก็มาประชันศิลปะการต่อสู้กันดูสักตั้งสิจะได้รู้ว่าใครเจ๋งกว่าใคร! ระวังไว้เถิด จะถูกเธอถลกหนังลอกมาดูเล่นเสียเปล่าๆ

เว่ยชีชีเดินไปฮึดฮัดไป จู่ๆ เงาร่างสีดำวูบหนึ่งก็พรวดผ่านตาไปลางๆ คนชุดดำผู้หนึ่งวิ่งผ่านเธอไปอย่างรวดเร็ว

ชีชีฝืนทนความเจ็บระบมที่บั้นท้าย เธอรีบวิ่งตามไปติดๆ ไอ้เจ้านั่นมันทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่หน้ากระโจม พอกองทหารลาดตระเวนเดินผ่านมาทางด้านหน้า มันก็รีบหลบซ่อนตัวไปด้านหลัง

เพียงพริบตา ชีชีก็ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าบุรุษชุดดำผู้นั้นทั้งยังคว้าคอเสื้อชายผู้นั้นไม่ปล่อย “เฮ้ จะทำอันใด?”

ดูท่าคนผู้นั้นจะตกใจสุดตัว มันรีบเขวี้ยงผ้าติดไฟในมือโยนใส่กระโจมอย่างเร็วรี่ เช่นนี้เอง คิดจะเผาค่ายรึนี่!




***จบตอน อ๋องสาม จะหล่อเหลาอะไรปานนี้***

 

SMF spam blocked by CleanTalk