ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 8 บุปผาบานแฉ่ง  (อ่าน 1386 ครั้ง)

น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1488
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 8 บุปผาบานแฉ่ง
« เมื่อ: สิงหาคม 20, 2018, 07:10:58 AM »


ตอนที่ 8 บุปผาบานแฉ่ง



นายทหารผู้นั้นหลบไปซ่อนตัวอยู่หลังท่านอ๋องสามด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา เขาชี้เว่ยชีชีพลางร้องลั่น “ท่านอ๋อง มันนี่ล่ะที่ทำร้ายพวกเรากระทั่งอยู่ในสภาพนี้พ่ะย่ะค่ะ! ท่านอ๋องโปรดทอดพระเนตร บาดแผลของพวกเราหาใช่แผลเล็กน้อยไม่!”

หลิวจ่งเทียนจ้องเว่ยชีชีตาเขียวปัดเขาออกคำสั่งท่านรองหลิวที่พร้อมรอรับคำสั่งอยู่ด้านหลังในทันที “บอกเขาสิว่า บทลงโทษของการหาเรื่องวิวาทกันในค่ายเป็นเช่นไร?

ผู้มีตำแหน่งรองผู้บัญชาการไม่รั้งรอปล่อยโอกาสงามครานี้หลุดไป เขาตรงเข้ามาหย่อนเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าเว่ยชีชีด้วยท่าทีลำพอง

“สร้างเรื่องทะเลาะวิวาทในค่ายรบ อย่างเบาถูกโบย 20 ไม้ ทัณฑ์หนักประหารชีวิตได้ทันที!”

“ลงทัณฑ์โบย 20 ไม้!” หลิวจ่งเทียนประกาศกร้าวเสียงแข็งก่อนจะส่งชีชีให้รองผู้บัญชาการหลิวพร้อมหันหลังไปจากที่นั้น

ชีชีกำลังคิดว่าเมื่อครู่ ตนฟังสิ่งใดผิดไปหรือเปล่า? โบย 20 ไม้? จะต่างอันใดกับนอนรอความตาย? นี่มันกฏบ้าบออันใดกัน? เทพเซียนบนสวรรค์โปรดบันดาลสายฟ้าฟาดใส่ให้หน่อยจะได้ไหมบางทีอาจเป็นหนทางให้เธอสามารถคืนสู่โลกอนาคตได้!

ชีชีถูกลากตัวไปยังลานลงทันฑ์ หลายคนมารออยู่ก่อนหน้าเพื่อร่วมเป็นสักขีพยานสะใจกับการลงทัณฑ์สมาชิกใหม่ใบหน้าอัปลักษณ์ เพียงได้เห็นไม้โบย ชีชีก็แทบลมใส่ หากไอ้นั่นตีกระแทกใส่ก้นเธอ มีหวังก้นคงแบะราวดอกไม้บานเป็นแน่…..

รองผู้บัญชาการหลิวเข้ามาพูดใส่หน้าผู้เตรียมรับการลงทัณฑ์ “อย่าได้คิดว่าท่านอ๋องให้เจ้ารั้งอยู่ข้างพระวรกายแล้วเจ้าจะทำตัวหยิ่งผยองยโสได้ เป็นอย่างไรเล่า? ยามนี้เจ้าก็ต้องรับโทษทัณฑ์เช่นกัน! กฎการศึกนั้นเข้มงวด
ทั้งท่านอ๋องยิ่งไม่ทรงโปรดความขัดแย้งกันเองในกองทัพ!”

“เจ้าบ้า! หากเจ้ากล้าตีก้นข้า ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าได้มีชีวิตอย่างสงบสุขเป็นแน่!”

“ยังจะทำปากดีอีกรึ! โบย!”

ทันทีที่สิ้นคำสั่งของรองผู้บัญชาการ ทหารสองนายก็ตรงเข้ามาพร้อมไม้โบยอย่างหนา ทหารทั้งสองนั้นก็คือผู้ที่ถูกชีชีอัดจนแทบฟันโยก เช่นนั้นจงอย่างได้หวังว่าทั้งคู่จะเบามือ

“เดี๋ยว!” เธอยกมือขึ้นปิดบั้นท้ายงอนงามพลางหันไปกัดฟันถามรองผู้บัญชาการหลิว “นี่จะเอาจริงรึ?”

“พูดจาไร้สาระ! บัญชาการทหารสูงส่งดั่งภูผา! โบย!”
*บัญชาการทหารสูงส่งดั่งภูผา หมายถึง คำสั่งทัพต้องยึดถือหนักแน่น ต้องกระทำตามอย่างเคร่งครัดต้องให้ความสำคัญ

เพียงครู่ บั้นท้ายของชีชีก็บานแฉ่งเป็นดอกไม้บาน

หลังได้รับทัณฑ์โบย 20 ไม้ไปแล้ว เหล่าทหารทั้งหลายยังคอยตามป้วนเปี้ยนหัวเราะเยาะใส่ ทั้งยังมีน้ำลายถ่มตามสำทับมาให้ได้รับรู้อีกเป็นระยะ  นับแต่เยาวว์วัย ไม่เคยมีผู้ใดกล้าตีเธอ เพียงเธอเท่านั้นที่สามารถไล่ตีผู้อื่นได้

“หลีกไป!” เธอคำรามลั่น “ข้าฟื้นตัวเมื่อไรจะมากลับมาคิดบัญชีพวกเจ้าแน่ ข้าจะอัดพวกเจ้าทุกคนให้ฟันร่วงหมดปากเลย คอยดู!”

แต่ละคนต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยเกรงว่าเมื่อไรที่เจ้าวายร้ายตัวน้อยรักษาแผลจนหายสนิท มันจะกลับมาตามล้างแค้นพวกเขาทุกคนชนิดซัดเกลี้ยงไม่เว้นตัวคน เพียงเท่านั้นทุกคนต่างชิ่งหนีไปคนละทิศละทางอย่างเร็วรี่

ชีชียังคงนอนพังพาบอยู่กับพื้นอีกครู่ใหญ่ เธอจะทำใจยอมรับความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ได้เยี่ยงไร? ทั้งอับอาย ทั้งรู้สึกอยุติธรรมจนแทบอยากตาย หญิงสาวลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปทั้งน้ำหูน้ำตาไหลนอง ทว่าที่สุดก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกจากบังคับแขนขาให้กลับคืนมาสู่กระโจมที่พักของหลิวจ่งเทียน เธออยากรู้นักว่าเจ้าอ๋องจอมงั่งผู้นั้นถือสิทธิใดมาลงโทษผู้อื่นอย่างมักง่ายเช่นนี้? เรื่องนี้ใช่ความผิดของเธอแต่ผู้เดียวที่ไหน! ทหารพวกนั้นก็มีส่วนผิดด้วยเช่นกัน หากคนผู้หนึ่งต้องถูกลงทัณฑ์ย่อมต้องถูกลงทัณฑ์ด้วยกันสิ้นทุกคน

หลิวจ่งเทียนเห็นเว่ยชีชีกลับมายังกระโจม ทั้งยังเห็นหน้าบอกบุญไม่รับที่แสดงออกมาพร้อมสีหน้าเดียจฉันท์ก็รู้แล้วว่าหนุ่มน้อยข้างกายเขาผู้นี้ยังมิรู้ความผิดตน ท่านอ๋องหนุ่มวางหนังสือลงก่อนจะเอ่ยคำกับอีกฝ่าย “หากเจ้ายังกล้าสร้างเรื่องวุ่นวายอีก คราหน้า เตรียมรับทัณฑ์โบย 40 ไม้ได้เลย!”

“แล้วเหตุใดท่านไม่ลงโทษพวกเขาด้วยเล่า? พวกเขาต่างหากที่รุมรังแกข้า!”

“ยังจะกล้าเถียง! เปิ่นหวาง*เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตา หาได้เป็นดั่งที่เจ้ากล่าวไม่!”

“หากข้าเห็นหน้าพวกมันอีกครา ข้าจะอัดพวกมันให้แหลกคามือไปเลย ดูสิมันจะยังมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมได้อีกไหม!”

“หากคราหน้ายังเป็นเช่นนี้อีก เปิ่นหวาง*จะสั่งประหารเจ้าทันที!”

“เฮอะ! อย่างไรท่านก็เป็นผู้บัญชาการทัพอยู่แล้วนี่ ตัวท่านก็คือกฏหมาย! จะกล่าวอย่างไรก็ย่อมได้อยู่แล้ว!” ชีชีเดินกลับไปหามุมสงบของตนก่อนจะล้มตัวลงเอาอกพาดพื้นด้วยยังมิกล้าหย่อนก้นลงนั่ง ปากของเธอยังคอยบ่นอุบอิบพึมพำไปเรื่อยจนฟังไม่ได้ศัพท์

หลิวจ่งเทียนยังย้ำคำอีกครา “นับแต่นี้ไป จงปฏิบัติตามกฏทัพอย่างเคร่งครัด ทั้งอย่าสร้างเรื่องก่อกวนในค่ายขึ้นเป็นอันขาด!”

หญิงสาวซบหน้าลงกับท่อนแขนของตน เชอะ! กฎบ้ากฏบออันใดกัน ไร้สาระทั้งเพ เธอคือเว่ยชีชีผู้ไม่มีความเกี่ยวพันกับผู้ใดในฐานทัพ สิ่งที่ต้องการมีเพียงเร่งหาหนทางกลับบ้านเท่านั้น

หลิวจ่งเทียนหาได้ใส่ใจฟังคำประท้วงงึมงำๆ ของอีกฝ่ายไม่ เขาเดินเข้ามาดูหนุ่มน้อยจอมหาเรื่องจึงได้เห็นเจ้าตัวเล็กกำลังนอนคว่ำหน้าก้นโด่งหายใจฟืดฟาด เห็นทีแรงโบยจะหนักไม่เบา “รอหน่อย เปิ่นหวาง*จะไปตามหมอมาทายาให้!”

“ไม่ต้องๆ!” อีกฝ่ายรีบแหงะหน้าอ้าปากเหวอทันที “อาการแค่ประติ๋ว ไม่ต้องให้ท่านห่วงกังวลหรอก!”

หลิวจ่งเทียนยิ้มเยาะก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะปั้นแต่งเป็นเคร่งขรึม “ประติ๋วกระนั้นรึ? ดี เช่นนั้นก็ไปตักน้ำมาให้เต็มถัง เปิ่นหวางจะชำระกาย! น้ำอาบจำต้องอุ่นกำลังสบายด้วย เข้าใจแล้วใช่ไหม?”  เขาเคาะหน้าผากหนุ่มน้อยคราหนึ่งก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย “เจ้าเองก็ควรไปชำระกายให้สะอาดเสียก่อนจะมาตระเตรียมน้ำให้เปิ่นหวางเช่นกัน!”

หนุ่มน้อยตัวมอมงอนหันหน้าหนีไปทางอื่น เสียงกัดฟันแน่นดังกรอดกรอด นี่เธอถูกโบยหนักหนาถึงเพียงนี้ยังจะต้องมาหาบน้ำอีกกระนั้นหรือ? คุณหนูผู้อู้ฟู่ร่ำรวยแห่งบริษัทเว่ยต้องกระเด็นมาอยู่ในยุคสมัยฮั่น เพียงเพื่อจะเป็นที่รองมือรองเท้าผู้อื่นกระนั้นหรือ?

ชีชีลุกขึ้นด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด เมื่อยามนี้เธอซวยซ้ำซ้อนต้องมาตกอยู่ในเขตอิทธิพลของหลิวจ่งเทียนเข้าแล้ว คงต้องทำใจยอมจำนนให้แก่คนผู้นั้นแต่โดยดีเท่านั้น
*เปิ่นหวาง คำเรียกแทนตนเองของท่านอ๋อง แปลว่า ข้า




***จบตอน บุปผาบานแฉ่ง***

 

SMF spam blocked by CleanTalk