ผู้เขียน หัวข้อ: ทรงเป็นผู้ละความอาลัย  (อ่าน 437 ครั้ง)

ธรรมธาตุ

  • Moderator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 44
    • ดูรายละเอียด
ทรงเป็นผู้ละความอาลัย
« เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 10:17:05 AM »
ทรงเป็นผู้ละความอาลัย





ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าไปยึดถือด้วยตัณหา ทิฏฐิและอุปาทาน อันเป็นที่ตั้ง เป็นที่ผูกพันและเป็นอนุสัยแห่งใจ
พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว จึงชื่อว่า ผู้ละความอาลัย. ความพอใจ ความกำหนัด ...
ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาต กิเลสชาติมีความพอใจเป็นต้น

พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน
ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ผู้ละควาอาลัย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒
ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
ขอเชิญอ่านพระสูตรบทเต็มที่นี่ http://www.84000.org/tipitaka/read/r.php?B=30&A=3783&Z=3982


************
*อนุสัย หมายถึง กิเลสที่แฝงตัวสงบนิ่งอยู่ในสันดาน กิเลสอย่างละเอียด มี ๗ อย่าง คือ.
กามราคะ (ความกำหนัดในกาม).
ปฏิฆะ (ความหงุดหงิด).
ทิฏฐิ (ความเห็นผิด).
วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย).
มานะ (ความถือตัว).
ภวราคะ (ความกำหนัดในภพ).
อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง).

ในทุกคำสอนของพระองค์ หากเราได้ศึกษากันมามากย่อมสามารถเข้าใจถึงแก่นคำสอนของพระองค์
ตลอดทุกครั้ง ทรงสอนให้ละความยินดี ความพอใจ ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีและความเพลิดเพลิน อันเป็นไปเพราะความยึดมั่นยึดถือในตัณหา และทิษฏิ อันถูกสั่งสมเป็นกำเลสที่หมักดองในสันดาน

เราลองทบทวนตนเองว่าเรานั้นได้ละความอาลัย ละความยินดีพอใจ ละความกำหนัดอันพึงมีในโลกได้ทีละน้อยแล้วหรือยัง

กำลังฝ่ายสมถะและวิปัสสนาของเรานั้นสมบูรณ์พร้อมทั้งสองส่วน ความเข้าใจชัดแจ้งในสภาวะธรรมทั้งหลายเหิดปรากฏแล้วหรือยัง

หากเกิดปรากฏแล้วก็กระทำให้ยิ่งๆขึ้นไป หากยังไม่ปรากฏชัดก็กระทำให้เกิดปรากฏชัดแจ้งขึ้น

อกุศลใด ความยินดี ติดข้องพอใจใดละได้แล้วก็รักษาความสามารถในการละอกุศลนั้นให้ยิ่งขึ้นไปอีก

อกุศลใด ความยินดีติดข้องพอใจใดยังละไม่ได้ก็เร่งศึกษาเร่งความเพียรเพื่อละอกุศลที่ยังละไม่ได้นั้นเสียให้ได้

คอยทบทวนตนเอง พัฒนาจิต สมาธิ ปัญญา ของตนให้ยิ่งๆขึ้นดั่งนี้ย่อมถึงความเจริญทางจิตยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆนะคะ
**************
ขอให้ทั้งหลายเจริญในธรรม มีธรรมเป็นที่ไป มีธรรมดำเนินไป มีธรรมนำทางไป
บุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงขอจงถึงแก่ ท่านอ.พันธุม คีริวัต คุณแม่เสาวลักษณ์ เที่ยงธรรม ตลอดถึงบิดามารดาครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ ผู้ถูกเบียดเบียนของข้าพเจ้าและทุกท่านที่ศึกษาพระธรรมร่วมกัน ขอพวกเราทั้งหลายจงเจริญแต่กุศลปิดหนทางอบาย ได้เวียนว่ายเพียงในเฉพาะสุคติภูมิ ไม่พบเจอกับทุคติวินิบาตนรกอีกตลอดทุกภพทุกชาติตราบถึงวันแห่งพระนิพพานด้วยเทอญ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 26, 2018, 10:20:01 AM โดย ธรรมธาตุ »

 

SMF spam blocked by CleanTalk