ผู้เขียน หัวข้อ: นิยามหุ้นแบบกว้างๆแยกเป็น 6 ประเภทจาก Peter Lynch  (อ่าน 1635 ครั้ง)

nattnatt

  • บุคคลทั่วไป
การศึกษาและหาหุ้นเพื่อลงทุนนั้นเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ หุ้นก็เหมือนคน ที่มีความแตกต่างทางนิสัยและพฤติกรรม เราจึงควรเลือกหุ้นที่ "เข้ากับเราได้" และเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของเรามากที่สุด.. หลายคนอาจมองข้ามขั้นตอนนี้ไป แต่การเลือกหุ้นให้ถูกจริตกับนักลงทุนนั้นสามารถช่วยให้เราลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงและความเครียด และส่งผลบวกต่อผลตอบแทนโดยรวม...

ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนชื่อดัง Peter Lynch เคยนิยามประเภทหุ้นแบบกว้างๆไว้ทั้งหมด 6 ประเภท.. หุ้นแต่ละประเภทมีปัจจัยด้านความเสี่ยง ความผันผวน และพฤติกรรรมการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน.. ดังนั้นหลักการในการวิเคราะห์และกลยุทธ์การซื้อขายย่อมต้องต่างออกไปด้วย.. ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้ถึงความแตกต่างเหล่านี้ จะได้เลือกหุ้นที่เข้ากับนิสัยของเราได้ และใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมแก่การซื้อขาย..

1. หุ้นโตช้า
หุ้นในกลุ่มนีมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประวัติและพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง การเติบโตที่ช้าแต่ต่อเนื่องทำให้หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ "ปลอดภัย" และโดยมากจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ในปริมาณที่น่าพึงพอใจ... หุ้นประเภทนี้จะค่อยขึ้นแบบช้าๆ และมีความคาดหวังการเติบโตต่อปีต่ำ เช่นหุ้นบริษัทสาธารณูปโภคทั้งหลาย... ดังนั้นจึงเหมาะกับการลงทุนแบบระยะยาวเพื่อรับปันผลต่อเนื่อง เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และควรหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาถูกมากๆ

2. หุ้นโตปานกลาง
หุ้นบริษัทขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีเชื่อเสียงคนส่วนใหญ่รู้จัก สามารถเติบโตได้ราว 10-15% ต่อปี.. หุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีปันผลให้แต่ปริมาณของปันผลขึ้นอยู่กับยอดขายและผลประกอบการในแต่ละปี.. บริษัทอาจออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้มีผลต่อการเคลื่อนไหวที่หวือหวามากนัก.. สามารถนำมาลงทุนในรอบระยะกลางถึงยาว เพื่อรับผลตอบแทนทั้งปันผลและส่วนต่างของราคา.. เหมาะสมกับการถือในสัดส่วนที่สูงในพอร์ต เพราะค่อนข้างปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนที่ใช้ได้..

3. หุ้นโตเร็ว
หุ้นบริษัทเล็กที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดราว 20-25% ต่อปี.. ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงในระยะเวลาอันสั้น ถ้าเลือกถูกตัวอาจขึ้นได้หลายเท่าตัว.. แต่แน่นอนความเสี่ยงก็สูงตามมาด้วย ราคาหุ้นมีความผันผวนมากกว่า ถ้าบริษัทโตไม่ทันความคาดหวังของนักลงทุน ราคาอาจลงแรงได้ในฉับพลัน.. จังหวะการเข้าออกจึงมีความสำคัญมาก ควรใช้กราฟ Technical มาช่วยจับจังหวะ และไม่ควรถือในสัดส่วนที่มากเกินไป

4. หุ้นวัฏจักร
หุ้นกลุ่มนี้มักเคลื่อนไหวเป็นรอบๆที่สอดคล้องกับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมหรือเศรษฎกิจ เช่นกลุ่มก่อสร้าง ท่องเที่ยว... รายได้ของบริษัทจึงขึ้นลงตามจังหวะของรอบนั้น.. เป็นการลงทุนทีมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากถ้าเข้าซื้อผิดจังหวะอาจทำให้เสียหายหนักได้.. การศึกษาด้านวัฏจักรของกลุ่มอุตสาหกรรมจึงจำเป็น จังหวะเข้าออกสำคัญที่สุด ถือยาวไม่ได้ เหมาะสมกับคนที่มีประสบการณ์ใช้ Technical หาจังหวะเข้าออก และมองภาพรวมขาดเท่านั้น..

5. หุ้น Turnaround
บริษัทที่เคยย่ำแย่ขาดทุนมาก่อนในอดีต ราคาหุ้นตกลงมาแล้วไม่ขยับไปไหน แต่สามารถฟื้นฟูธุรกิจหรือมีอะไรใหม่ๆ เช่นผลิตภัณฑ์หรือผู้บริหาร ที่สามารถนำพาบริษัทให้พลิกกลับมากำไรใหม่ได้อีกครั้ง.. ถ้าสามารถหาบริษัทประเภทนี้เจอในจังหวะที่เหมาะสม จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลในเวลาอันสั้น.. แต่ความยากอยู่ในการวิเคราะห์และค้นหาหุ้นที่จะ Turnaround เพราะไม่ง่ายที่บริษัทที่มีปัญหาจะสามารถฟื้นกลับมาได้จริง.. ดังนั้นหุ้นประเภทนี้จึงเหมาะกับคนที่สามารถศึกษาบริษัทได้อยากลึกซึ้งจริงๆ และรับความเสี่ยงได้สูง..

6. หุ้น Asset Play
หุ้นกลุ่มนี้เป็นบริษัที่มีสินทรัพย์ซ่อนอยู่ที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาตลาด แต่ยังไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาในราคา.. อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นหรือมองข้ามไป ทำให้ราคาตลาดยังไม่ตอบสนอง เปรียบได้กับการเลือกซื้อของถูก.. สินทรัพย์ที่ซ่อนมูลค่าต้องมองหาจากงบการเงิน เช่นที่ดินที่เก่าที่ยังไม่ถูกนำมาประเมินใหม่.. เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เก่ง Fundamental เพราะความเสี่ยงอยู่ที่การประเมินมูลค่าที่ไม่มีจุดจับต้องที่ชัดเจน และต้องมีความอดทนสูงเนื่องจากอาจใช้เวลานานกว่ามูลค่าที่แท้จริงจะแสดงออกมา..

จัดกันไปแบบครบถ้วนทั้ง 6 แบบ.. ลองไปดูกัน ว่าอันไหนเหมาะกับตัวคุณมากที่สุด..?? ครั้งหน้าก่อนซื้อหุ้นถามตัวเองด้วยว่าตรงกับจุดมุ่งหมายเราไหม..!! อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงการเลือกจากภาพใหญ่เท่านั้น ในการตัดสินใจซื้อขายต้องรู้ทั้ง Fundamental ที่ช่วยบอกมูลค่าของบริษัท และ Technical ช่วยหาจังหวะในการซื้อขาย รวมไปถึงเทคนิคการจำกัดความเสี่ยง..

Cr.The Stock Master.

 

SMF spam blocked by CleanTalk