กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1


ตอนที่ 123 หนึ่งดาบสะบั้นคอ



“เจ้า----!” เสี่ยวปาร้องลั่น ทว่าร่างของหญิงสาวในเงามืดพลันเลือนหายจากสายตา

ความเจ็บแปลบทรมานอย่างท่วมท้นจุกอยู่ที่คอหอย โลหิตสดพุ่งทะลักสาดกระจายผ่านลำคอออกมา

ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ สายตาของมันจ้องเขม็งยังหญิงสาวผู้อยู่ใกล้แค่เพียงเอื้อม ก่อนร่างนั้นจะทรุดลงท่ามกลางสายตาที่ตื่นกลัว มิอาจยอมรับ และสิ้นหวัง

แววตาทั้งคู่ค่อยๆ ลดการโชนแสง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายสิ้นสุด

หนึ่งดาบสะบั้นคอ!

เกอซีหาได้หยุดยั้งแค่เพียงนั้น นางโคจรกำลังภายในทั่วร่างเพื่ออำพรางตนก่อนจะหันกลับกระโจนออกทางหน้าต่างเพื่อหลบหนีซุกซ่อนตนเข้าสู่เขตป่าลึกแห่งเทือกเขาฉาง

แท้ที่จริงแล้วด้วยพลังฝีมือของเกอซียามนี้ย่อมไม่อาจต่อกรกับกลุ่มมือสังหารเหล่านี้ได้ ยิ่งมิต้องกล่าวถึงการต่อสู้กับมือสังหารถึงสามนาย แค่เพียงการประจันฝีมือกันแบบตัวต่อตัวนางก็ไม่มีความมั่นใจว่าตนจะสามารถเอาชนะได้แล้ว

เมื่อครู่ หากมิใช่ด้วยมือสังหารผู้นั้นประมาทเลินเล่อจนเกินไป และหากมิใช่ด้วยมือสังหารผู้นั้นมัวแต่พะวงกับการพยายามโคจรพลังปราณของตนเมื่อถูกซัดสะกัดจุดด้วยแท่งเข็มเงินไร้เงา มันคงจะล่วงรู้ได้ว่าจุดตันเถียนของตนถูกสะกัดไว้ด้วยผนังกั้นอันบางเบาแค่เพียงกระแสลมแทรกผ่านคราเดียวก็สามารถทลายแรงผนึกนั้นได้แล้ว

นับเป็นความโชคร้ายอย่างเหลือแสน ความผิดพลาดประการแรก คือการประเมินความสามารถของเกอซีต่ำเตี้ยไปอย่างมหันต์ ประการที่สองคือมันสูญเสียความสุขุมเยือกเย็นกระทั่งตกอยู่ในอาการตื่นตระหนกอันเกิดจากการถูกจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวด้วยแท่งเข็มเงินไร้เงา ความตื่นกลัวทำให้ความเฉียบไวทางความคิดบิดเบือนไปสิ้น แค่เพียงเสี้ยววินาทีเกอซีย่อมสบโอกาสที่จะปลิดชีพมันได้ในดาบเดียว

ณ สนามหญ้าหน้าเรือน มือสังหารที่เหลืออีกสามนายยังคงพูดคุยสัพเพเหระกันอย่างสบายอารมณ์แม้กลิ่นคาวโลหิตเริ่มฟุ้งโชยแตะปลายจมูก พวกมันยังคงไร้สิ้นความวิตกกังวลใด

ทว่าเมื่อเวลาเคลื่อนผ่านนานพอควร พวกมันจึงเริ่มรู้สึกได้ว่าเสี่ยวปาใช้เวลาในการจัดการภารกิจครานี้เนิ่นนานเกินไปเสียแล้ว อีกทั้งภายในห้องยังไร้สุ้มเสียงความเคลื่อนไหว

พวกมันทั้งสามพากันเข้าไปสำรวจดูภายในห้องด้วยความฉงน ทว่าเมื่อบานประตูถูกแง้มออก สีหน้าของพวกมันทั้งสามกลับแปรเปลี่ยน

ภายในห้องนอนหลังเล็กแห่งนี้อาบทาไปด้วยแอ่งโลหิตที่ไหลเจิ่งนองมาถึงบานประตู กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบไปทั่ว

กลางบ่อโลหิตคือเสี่ยวปาน้องชายคนเล็กของพวกมัน ดวงตาของมันยังคงเบิกกว้างสีหน้าคงความตื่นตะลึง ลมหายใจสุดท้ายของมันขาดช่วงไปเนิ่นนานแล้ว

ผู้ที่เป็นหัวหน้าเพ่งมองดูร่างไร้วิญญาณของน้องชายตนด้วยความเดือดดาลจนลูกนัยน์ตาแถบจะถลน มันกัดฟันคำรามลั่นน้ำเสียงอำมหิต “ตามตัวนางให้ได้! พวกเราจะฉีกร่างหญิงโสโครกนั่นให้แหลกเป็นเสี่ยงๆ!!”

กลุ่มมือสังหารทั้งสามเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก แม้เกอซีจะใช้วิชาตัวเบามุ่งหน้าหนีไปนานพอควรแล้ว ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับผู้มีพลังฝีมือที่เคลื่อนกายด้วยกระบี่เหินเวหานางย่อมถูกตามติดมาทันด้วยเวลาแค่เพียงชั่วพริบตา

หัวหน้ามือสังหารผู้ลอยร่างอยู่กลางอากาศก้มลงมองดูเกอซีผู้เคลื่อนกายอย่างรวดเร็วปานประดุจสายฟ้าด้วยมุมปากที่ยกยิ้มเผยร่องรอยอำมหิต

ในสายตาของคนธรรมดา ทักษะความคล่องตัวของเกอซีถึงระดับที่สามารถเคลื่อนกายอย่างรวดเร็วจนภาพร่างที่ปรากฏเหลือทิ้งไว้แค่เพียงสายเงาเช่นนี้ย่อมสามารถนับได้ว่าเป็นทักษะความเร็วที่สูงส่งยิ่งนัก เพียงทว่าเมื่ออยู่เบื้องหน้าผู้มีพลังฝีมือระดับพลิกผันอเวจี ความเร็วแค่เพียงนี้ย่อมไม่นับว่าควรค่าแก่การกล่าวถึง

หัวหน้ามือสังหารยกฝ่ามือของตนขึ้นควบกลั่นพลังปราณในกายก่อเกิดขุมพลังเพลิงสีแดงเข้มใจกลางฝ่ามือ มันถ่ายเทพลังเพลิงเข้าโอบล้อมกระบี่เหินเวหาก่อนจะเปลี่ยนมาเกาะกุมด้ามกระบี่ แล้วออกแรงพุ่งกระบี่ตรงออกไปในทันที

เพียงพริบตาขุมพลังเพลิงกระจายโอบล้อมหุ้มไปทั่วทั้งด้ามกระบี่เหินเวหาที่กำลังพุ่งเข้าจู่โจมเกอซีอย่างรวดเร็วปานประดุจสายฟ้า

ฉับพลัน พวกมันทั้งหมดล้วนได้ยินเสียงดัง ‘ตูม’ พลังเพลิงแตกระจุย กระบี่เหินเวหากลายเป็นฝุ่นผง

ทว่าร่างของหญิงสาวผู้นั้นกลับไม่ฉีกกระจายออกเป็นร้อยส่วนดังที่คาด

นางเพียงเซถลาไปสองก้าวด้วยไอร้อนจากแรงระเบิด เกอซียังคงพุ่งกายวิ่งตรงไปคล้ายตนไม่ได้รับแรงกระทบใดจากการโจมตีเมื่อครู่แม้เพียงน้อย

ที่กลางท้องนภา บนใบหน้าของมือสังหารทั้งสามมีเพียงความตื่นตะลึง พึงทราบว่าแรงพลังการโจมตีจากหัวหน้ามือสังหารเมื่อครู่นี้ย่อมสามารถเทียบได้กับขุมพลังจากคนนับสิบรวมกัน พลังฝีมือของมันอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับพลังปราณพลิกผันอเวจี เช่นนั้นแม้จะเป็นยอดฝีมือในระดับปฐพีสะท้านสะเทือนก็ยังต้องได้รับบาดเจ็บจากพลังการจู่โจมเมื่อครู่ ทว่าคนธรรมดาสามัญกลับสามารถเดินไปตัวเปล่าราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกระนั้นหรือ?




***จบตอน หนึ่งดาบสะบั้นคอ***


2
จอมเวทเจ้าสำราญ / บทที่ 91: สาวน้อยเผ่าจิ้งจอก
« กระทู้ล่าสุด โดย หยางเชี่ยนอวิ๋น(ผู้แปล) เมื่อ พฤศจิกายน 29, 2019, 07:56:36 PM »


บทที่ 91: สาวน้อยเผ่าจิ้งจอก



ยามนี้ หลงอีนึกถึงเสียงกระเส่าที่ได้ยินครั้งสุดท้ายนั่น พลันสายตาของเขาอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไป  ในเวลานั้นเขาไม่ได้โต้ตอบอะไรออกไป แต่เมื่อมาย้อนคิดถึงมันในตอนนี้เขาก็ยิ่งสงสัย

ทันทีที่เห็นสายตาสงสัยของหลงอี หวู่ชวงรู้สึกละอาย แต่แล้วนางก็ฮึดฮัดอย่างเย็นชา นางใช้เวทเยือกแข็งระดับ 5 ของนางแช่แข็งหลงอี จนกลายสภาพเป็นน้ำแข็งแท่ง

หลงอียิ้มเจ้าเล่ห์ เขาใช้กำลังภายในทำลายชั้นน้ำแข็งนั่นลง จากนั้นก็กล่าวว่า "ข้าทำอะไรให้เจ้าขุ่นเคืองอีกหรือ?"

"ใครบอกให้เจ้าจ้องมองข้าแบบนั้น?" หวู่ชวงพูดเสียงเย็นๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำ

หลงอีหัวเราะซุกซน เขาลูบคางตนเอง แล้วกล่าวว่า "ข้าคิดว่า คำด่าสุดท้ายของเจ้า ดูค่อนข้างจะไม่เหมาะสมนะ อา มันเหมือนกับว่า........"

ก่อนที่คำพูดของหลงอีจะจบลง กลิ่นหอมของกล้วยไม้ก็พุ่งเข้ากระทบจมูกของเขา พลันร่างกายนวลนุ่มก็จู่โจมเข้ามา นางใช้มือเรียวงามเอื้อมมาปิดริมฝีปากของเขา

"อย่าพูด..ถ้าเจ้าพูดเรื่องนั้นล่ะก็..ข้าจะ ... " หวู่ชวงไม่อาจทนพูดต่อไปได้ นัยน์ตาของนางเอ่อท้นไปด้วยน้ำตา

หลงอีตกใจ กับทีท่าของหวู่ชวง ปกตินางมักจะมีใบหน้าเฉยเมยไม่แยแสสิ่งใด เขาไม่เคยเห็นนางอ่อนแอเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเขาได้กระทำผิดต่อนาง หวู่ชวงเป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ แต่ทุกๆ คืนนางต้องฟังเสียงเขา กับเหลิ่งโหยวโหยว และลู่เชียนย่า ครวญครางด้วยอารมณ์เร่าร้อนรุนแรงแห่งตัณหา สำหรับสาวน้อยหัวโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาวที่ไร้เดียงสาและจริงจังอย่างหวู่ชวง นางจะอดทนต่อเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร?

หวู่ชวงหายใจเข้าลึกๆ ระงับความรู้สึกของตนเอง นางเอามือเรียวงามออกจากปากเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรีโดยไม่เอ่ยคำใดอีก

หลงอียกมือสัมผัสริมฝีปากของตนที่ยังรู้สึกนุ่มนวลและเย็นเยียบ

"หวู่ชวง ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้จริงๆ" หลงอีขอโทษหวู่ชวงอย่างช้าๆ

หวู่ชวงส่ายศีรษะ นัยน์ตาแวววาวของนางมองไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสับสน และหวาดกลัว นางเปิดปากงามราวกลีบบัวกล่าวว่า "เจ้ารู้ไหมว่า ตอนที่ข้าตื่นขึ้นมา และพบว่าสมองของข้าว่างเปล่าไปหมด จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวข้าเป็นใคร? ข้ารู้สึกราวถูกทอดทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ จนกระทั่งข้ารู้สึกว่าตัวข้าเองไม่ควรมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป ดังนั้นเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อข้า บางทีมันอาจจะดีกว่าหากปล่อยให้ข้าตายเสียที่นี่ "

หัวใจของหลงอีเต้นแรงขึ้น เขาไม่เคยคิดเลยว่าภายใต้ท่าทีที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดของหวู่ชวง กลับมีความรู้สึกที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจของนาง เขาตะโกนขึ้นทันที  "เจ้าพูดอะไรไร้สาระ ไม่มีใครที่ไม่ควรมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้  การสูญเสียความทรงจำของเจ้าก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องใช้เวลาในการฟื้นคืนความทรงจำ และปรับตัวเข้ากับอะไรใหม่ๆ ที่เจ้าไม่คุ้นเคยเหล่านี้จริงไหม? หากเจ้าไม่ควรมีชีวิตอยู่ในโลกนี้  ข้าเองก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เช่นกัน "

หวู่ชวงนิ่งอึ้ง นางถามในขณะที่มองหลงอีว่า  "ทำไม?"

หลงอีหัวเราะอย่างจนปัญญา เขากล่าวว่า "เพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์อมตะ ที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่ในโลกนี้"

หวู่ชวงนิ่งงัน แต่แล้วก็ยิ้มน้อยๆ นางรู้สึกดีขึ้นมาก บางทีอาจเป็นเพราะนางพูดเรื่องหนักอกของนางออกไปแล้ว นางลุกขึ้นยืน และกล่าวว่า "ดึกมากแล้ว ข้าจะไปนอนล่ะ"

"ดีแล้วไปนอนก่อนเถอะ ข้าจะนั่งอยู่ที่นี่ต่อสักพัก" หลงอี หัวเราะเบา ๆ

หวู่ชวงลุกขึ้น นางเดินไปที่เต็นท์ หลังจากเดินไปหลายก้าว  นางก็หันกลับมาถามว่า "วันนั้นในเมืองหมีย่า ทำไมเจ้าถึงบอกว่าข้าเป็นผู้หญิงของเจ้า?"

"ข้าพูดเช่นนั้นหรือ?" หลงอีงงงัน เขาถามกลับ แต่หวู่ชวงหันหลังกลับ และหายลับตาเขาไปแล้ว
หลงอีพยายามคิดทบทวนความทรงจำ แต่เขาก็ไม่อาจจำได้ว่าเขาบอกว่านางเป็นผู้หญิงของเขาตั้งแต่เมื่อไร

…............................

เช้าวันรุ่งขึ้น หลงอี และกลุ่มของเขาเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้ง  วันนี้ดูเหมือนจะเป็นวันดี พระอาทิตย์ส่องแสงสว่างสดใสมากกว่าปกติ เมื่อหลงอีได้เห็นเหลิ่งโหยวโหยว และหวู่ชวงพูดคุย ยิ้มแย้มด้วยความสดชื่น เขาก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ปกติหญิงสองคนนี้มีท่าทีเมินเฉยต่อกัน ดังนั้นเมื่อเห็นมิตรภาพระหว่างพวกนางก็นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่เหตุใดวันนี้ความสัมพันธ์ของพวกนางจึงสนิทสนมใกล้ชิดกันเช่นนี้ได้ อั๋ยยะ ผู้ชายอย่างเขาก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกระหว่างผู้หญิงอยู่ดี

ในขณะนั้น มีเสียงผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญ ตามด้วยเสียงผู้ชายหัวเราะหยาบโลนดังอยู่เบื้องหน้าพวกเขา  ต่อให้ไม่ต้องใช้สมองก็คิดได้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นในเส้นทางข้างหน้าแน่นอน

"ชาติชั่ว.." สีหน้าของเหลิ่งโหยวโหยวเปลี่ยนไป นางตวาดคำนี้ออกมา จากนั้นรีบวิ่งไปข้างหน้า ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าพวกเขา ทำให้ทั้งสามคนโกรธมาก ขณะนี้ชายห้าคนสวมชุดทหารของอาณาจักรอ้าวเหย่กำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน ขณะที่ฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเด็กสาวเผ่าจิ้งจอกคนหนึ่งขาดเป็นชิ้นๆ โดยไม่สนใจที่นางกรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง และหมดเรี่ยวแรง

นอกจากนี้ยังมีสาวน้อยอีกสองนางของเผ่าจิ้งจอกนอนอยู่บนพื้นดินมีรอยช้ำเขียว และม่วงบนร่างกายที่น่ารักน่าเอ็นดูของพวกนางเต็มไปหมด ทั้งยังมีรอยเลือดกระจายอยู่บนอวัยวะเพศ รวมถึงบริเวณคอก็ยังมีรอยรัดคอสีม่วงชัดเจน ดูเหมือนว่าคอของพวกนางถูกหัก เห็นได้ชัดว่าพวกนางถูกทำร้ายจนตาย

ไม่ต้องรออะไรอีก หลงอียกฝ่ามือขึ้น หวู่ชวงยิงลูกศรน้ำแข็งหลายลูกเจาะผ่านร่างของทหารทั้งห้าคน  ส่วนหญิงสาวที่เปลือยเปล่าของเผ่าจิ้งจอกตัวสั่นสะท้านกอดตัวเอง ร้องไห้ด้วยความเศร้าโศก

เพราะชายแดนของอาณาจักรอ้าวเหย่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก การที่ทหารของอาณาจักรอ้าวเหย่อยู่ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หญิงสาวของเผ่าจิ้งจอกนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความงาม และช่างเอาอกเอาใจ อีกทั้งกำลังต่อต้านของพวกนางก็อ่อนแอมาก โดยทั่วไปพวกเขาจะพึ่งพาเผ่ามนุษย์อสูรอื่นๆ ที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อความอยู่รอด และตอบแทนด้วยสาวงามในเผ่า
อาจเป็นได้ที่ทหารทั้งห้าคนของอาณาจักรอ้าวเหย่มาพบบรรดาสาวสามคนของเผ่าจิ้งจอกที่นี่ แล้วเกิดอารมณ์ปรารถนาอันเลวร้าย จากนั้นพวกเขาก็กระทำการโหดเหี้ยมจนน่าขนลุกเช่นนี้  โชคดีที่หลงอี และสาวๆ มาถึงทันเวลา จึงช่วยเด็กสาวคนหนึ่งให้พ้นจากอันตรายได้

เหลิ่งโหยวโหยว และหวู่ชวง ก้าวไปข้างหน้า พวกนางปลอบโยนเด็กสาวเผ่าจิ้งจอก หลังจากที่เด็กสาวหยุดร้องไห้นางก็เหลือบมองไปทางหลงอี และพวกของเขา นางดูบริสุทธิ์อ่อนโยน และงดงามมาก หากเปรียบเทียบไปก็คล้ายกับลู่เชียนย่าตัวน้อย นอกจากนี้เสื้อผ้าที่ฉีกขาด และน้ำตาเต็มใบหน้าก็น่าสงสารเสียจนทุกคนอดไม่ได้ที่จะต้องปลอบประโลมอย่างเวทนา

หญิงสาวของเผ่าจิ้งจอกลุกขึ้นยืน เผยให้เห็นหน้าอกสีขาวราวหิมะ เต้านมคู่งามของนางเปลือยเปล่า นางคุกเข่าลงต่อหน้าหลงอี และกลุ่มของเขา กล่าวขึ้นเสียงดังว่า "อีลู่นา ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณที่ช่วยข้ารักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ แต่พี่สาวที่น่าสงสารทั้งสองของข้า... เป็นความผิดของข้าเอง ที่รบเร้าจะออกมาเที่ยวเล่น จนทำให้เกิดภัยใหญ่หลวงขึ้นกับพวกเขา คนสารเลวพวกนี้ข่มขืน และฆ่าพวกนาง"

อีลู่นา กล่าวขณะสำลักสะอื้น และเพราะนางก้มตัวลงเต้านมสูงค่าน่าภูมิใจนั่นก็เปิดเผยออกมาจากรอยฉีกขาดของเสื้อผ้าจนเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งหมด

หลงอีใช้ประโยชน์ในช่วงเวลาที่เหลิ่งโหยวโหยว และหวู่ชวงคอยปลอบขวัญอีลู่นา เขาเริ่มพิจารณาสาวน้อยของเผ่าจิ้งจอกอย่างละเอียดจากหัวจรดเท้า นางไม่ได้แตกต่างจากสาวคนอื่นๆ นอกจากมีใบหูที่ตั้งชี้บนศีรษะ และมีหางสวยงามที่ก้น ไม่รู้ว่าทำไมเมื่ออีลู่นามองเขาด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาอย่างรันทดหดหู่ ท่าทีที่อ่อนโยน และมีเสน่ห์นั้นทำให้หัวใจของหลงอีเกิดความรู้สึกมึนเมา

สายตาของหลงอีกระพริบวิบวับ เขายิ้มยินดีอย่างลืมตัว หญิงสาวของเผ่าจิ้งจอกผู้นี้ชื่อ อีลู่นา จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่นางก็ทำให้หัวใจของหลงอีหล่นวูบไป

หลงอีหันกลับไปมองซากศพของสาวน้อยอีกสองคนของเผ่าจิ้งจอก ซึ่งนอนกองอยู่บนพื้นดิน เขาครุ่นคิดอย่างประหลาดใจ สามสาวแห่งเผ่าจิ้งจอกกับทหารที่ไร้ความปรานีห้าคน อย่าบอกข้านะว่า ทั้งห้าคนนี้เรียงคิวสาวสองคน ในขณะที่เก็บสาวอีกหนึ่งคนไว้สนุกทีหลัง คิดแล้วมันดูแปลกๆ นะ อา...

ยามนี้หลงอีกำลังจมอยู่ในความคิด ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเหลิ่งโหยวโหยวตะโกนขึ้นอย่างเกลียดชังว่า "ข้าเกลียดผู้ชายสารเลวที่ใช้กำลังข่มเหงผู้หญิงมากที่สุด ไอ้พวกนี้สมควรตายหมดทั้งตระกูล"

สีหน้าของหลงอีเริ่มแข็งกระด้าง หากนางรู้ว่า ร่างนี้ของเขาเคยทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้มาก่อนแล้วล่ะก็ นางจะแทงเขาด้วยมีดไหมหนอ? แม้ว่าเขาจะพยายามแสดงความรับผิดชอบแล้ว แต่จุดดำนี้ก็ยังคงติดตัวเขาอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น หลงหลิงเอ๋อผู้ตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ชั่วร้ายก็ยังวนเวียนมาพบเจอเขาอยู่ หลงอีไม่กล้าจินตนาการว่า ถ้าผู้หญิงข้างกายเขาทุกคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้ว พวกนางจะทิ้งเขาไปหรือไม่?

"หลงอี ..อีลู่นา เชิญเราไปเยี่ยมบ้านของนางในฐานะแขก เราควรไปหรือไม่?" เหลิ่งโหยวโหยวถามหลงอี
"เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?" หลงอีตอบกลับด้วยคำถาม

เหลิ่งโหยวโหยว และหวู่ชวงมองหน้ากันและกันแล้วพยักหน้า

"ถ้าเจ้าทั้งสองเห็นด้วย งั้นเราก็ไปกันเถอะ” หลงอีกล่าวด้วยรอยยิ้มในขณะที่คิดว่า "ดูเหมือนความสามารถที่มีเสน่ห์ของเผ่าจิ้งจอกจะมีสูงมาก จนสามารถทำให้ทั้งชาย และหญิงลุ่มหลง ไม่เว้นแม้กระทั้งผู้ไม่เคยแยแสสิ่งใดอย่างเหลิ่งโหยวโหยว และหวู่ชวง"

"ที่พักอาศัยของเผ่าจิ้งจอกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก ดังนั้นเราจะไปถึงในเร็วๆ นี้" อีลู่นากล่าว ก่อนที่จะหันหลังกลับ และเดินไปข้างหน้า นางใช้นัยน์ตาที่สวยงามมองปราดอย่างว่องไวไปที่หลงอี

หลงอีรู้สึกรุ่มร้อน ราวกับเลือดในกายเหือดแห้งไปหมด หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรง เขารู้สึกตื่นเต้นกับรูปลักษณ์ของนางจริงๆ

ดูเหมือนว่าเขาต้องรวบรวมสมาธิให้แข็งแกร่งขึ้น อา หลงอี มองไปที่บั้นท้ายของอีลู่นาที่มีหางสีขาวแกว่งไป-มาอย่างกลมกลืน แล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เขาอยากจะรู้ว่านางกำลังเล่นเกมส์อะไรกันแน่



***จบบท สาวน้อยเผ่าจิ้งจอก***
3
บัญญัติครองสวรรค์ / บทที่ 32: ปลาซิวเพชรฆาต
« กระทู้ล่าสุด โดย หยางเชี่ยนอวิ๋น(ผู้แปล) เมื่อ พฤศจิกายน 29, 2019, 07:52:57 PM »


บทที่ 32: ปลาซิวเพชรฆาต



ในภูเขาที่ลึกลับซับซ้อน โฮวชิงซึ่งเป็นผู้นำคณะ ตรวจสอบเส้นทางจากแผนที่ที่เขาได้รับมอบมาจากสำนัก พวกเขาเดินผ่านพุ่มหนาม ไต่หน้าผา ตัดต้นไม้ในป่าเพื่อเปิดทาง แต่ก็ยังไม่เห็นจุดหมายปลายทาง หลังจากเดินมาหลายชั่วโมงภายใต้ความร้อนของดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เสื้อผ้าของพวกเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ พวกเขาเดินเรื่อยไปจนกระทั่งมองเห็นแม่น้ำไหลผ่านหน้า น้ำในแม่น้ำนั้นใสมาก ทั้งใส และเย็นสดชื่น

"บ้าจริงๆ  ข้าขอล้างหน้าล้างตาก่อน เหงื่อท่วมตัวแล้ว!" เฉียนถงบ่นขณะรีบวิ่งไปที่แม่น้ำ แต่ทันใดนั้น หลิวซานรีบเดินไปดักหน้าเฉียนถงไว้อย่างฉับพลัน พร้อมกับคว้าคอเพื่อหยุดเฉียนถง

"เจ้าเป็นบ้าอะไร?" เฉียนถงตวาดออกมาด้วยความโกรธ

หลิวซานตอบกลับอย่างเย็นชาว่า "เจ้านั่นแหละที่บ้า เจ้าอยากตายงั้นหรือ? "
เฉียนถงมองไปยังสายน้ำที่ใสแจ๋ว มันใสมากจนเขาสามารถมองผ่านไปถึงก้นแม่น้ำได้ หากแต่เขาก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ  "เจ้าแกล้งแหย่ข้าเล่นหรือไง? ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติสักหน่อย!"

หลิวซานไม่ตอบ เขากวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะเดินไปยังต้นไม้ใกล้ๆ ต้นหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง  บริเวณลำต้นของมันมีร่างเล็กๆ ที่ดูคุ้นเคย มันคืองูแปลกๆ ตัวเล็ก ๆ กำลังพันอยู่บนต้นไม้ เขาวางนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ของเขาไว้บนตัวงูที่ยาวประมาณ 7 นิ้วตัวนั้น งูพยายามขดตัว แต่ก็ไม่สามารถหลบหนีจากหลิวซานได้ จากนั้นเขาก็นำมันไปยังแม่น้ำหลิวซานเพิ่มแรงที่นิ้วมือทั้งสองจนฉีกร่างงูออกเป็นสองท่อน ก่อนจะโยนมันลงไปในแม่น้ำ

ร่างงูที่ถูกฉีกออกเป็นสองส่วนดิ้นพล่าน หงิกงอ เลือดของมันไหลกระจายในน้ำใส

ทันใดนั้น แม่น้ำที่ดูว่างเปล่า กลับมีสิ่งมีชีวิตกึ่งโปร่งใสขนาดเท่ากุ้งตัวเล็กๆว่ายมารวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ ภายในน้ำใสที่ดูเหมือนจะปลอดภัย สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนหลายร้อยหลายพันตัวลอยมาเป็นระลอกๆ  ราวคลื่น กลุ้มรุมศพงูตัวเล็กๆ ตัวนั้นพวกมันกัดกินทั้งเลือดทั้งเนื้อของซากงู มันคือปลาประหลาดตัวเล็กๆ ที่มีขนาดประมาณครึ่งนิ้วมือซึ่งขณะนี้ลำตัวของมันกลายเป็นสีแดงสดจากเลือดเนื้อของงูนั่นแล้ว

ลำน้ำทั้งสายนี้เป็นแหล่งอาศัยของปลาประหลาดตัวเล็กๆ จำนวนมหาศาล ลำตัวของพวกมันโปร่งใสจนหากไม่สังเกตใกล้ๆ ก็ไม่อาจมองเห็นได้โดยง่ายเพราะมันกลมกลืนกับความใสของน้ำ เมื่อพวกมันกินอาหาร พวกมันจะเปลี่ยนเป็นสีแดงตามเลือดของเหยื่อมัน

ทุกคนที่เห็นภาพนั่น ต่างก็เหงื่อแตก ปากแห้ง ด้วยรู้สึกหวาดกลัวอย่างท่วมท้น

"เอ่อ..ศิษย์พี่หลิวซาน..ขอบคุณมาก" เฉียนถงกล่าวขอบใจอย่างตะกุกตะกักด้วยสีหน้าที่ยังรู้สึกถึงความสยดสยอง

"ปลาประหลาดเหล่านี้เป็นปลาที่มีพลังอสูรอยู่ในตัว แต่พวกมันอยู่ในระดับต่ำ จึงมีแค่พลังอสูร ไม่อาจฝึกฝนพลังใดเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตามหากพวกมันรวมตัวกันมากๆ ด้วยนิสัยดุร้ายของมัน เพียงเจ้ายื่นมือลงไปในน้ำนั่นแขนของเจ้าก็จะเหลือแค่กระดูก ในภูเขาที่เต็มไปด้วยเวท อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นถ้าเจ้าไม่อยากตาย จงฟังข้ากับศิษย์พี่โฮว!"

หลิวซานอธิบายด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก ขณะที่ทั้งเฉียนถง และเจ้าซู่จี๋ต่างก็พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

ฝางซิงมองไปทางเฉียนถงอย่างเวทนาที่ต้องกลายเป็นคนที่ถูกผู้อื่นช่วยชีวิตเอาไว้

"เจ้ามองหาอะไร? เด็กบ้าเอ๊ย..เดี๋ยวข้าก็โยนเจ้าให้เป็นอาหารปลาเสียหรอก หากเจ้ายังคงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นอีก!" เฉียนถงเตะฝางซิงอีกครั้ง หลังจากรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมายังเขา

"หุบปาก..เดินทางกันต่อได้แล้ว!"

โฮวชิงสั่งเสียงเย็นชา ก่อนจะเดินนำหน้า โดยมีเฉียนถง และคนอื่นๆ เดินตามหลัง
แท้จริงแล้ว ฝางซิงรู้สึกผิดหวังที่ปลาน้อยพวกนั้นโดนพบเสียก่อน คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่ฝางซิงสังเกตเห็นปลาแปลกๆ ในแม่น้ำก่อนหน้าแล้ว ทั้งภูเขาพิษนี้มีแมลง และงูพิษนับล้านตัวรวมกันอยู่โดยอาศัยพลังอสูร ดังนั้นพูดได้ว่า ต่อให้พวกมันอยู่ในระดับต่ำต้อยเพียงไร หากก็เต็มไปด้วยความชั่วร้ายในตัว 

และพลังอสูรนี้ก็มีกลิ่นอายเช่นเดียวกับพลังอื่นๆ ดังนั้นหนังสือวิวรณ์จึงสามารถวิเคราะห์ได้

กล่าวได้ว่า นับตั้งแต่ฝางซิงเหยียบเข้ามาในเทือกเขาแห่งนี้ ก็เหมือนการเข้าไปในศาลาอุปกรณ์เวท นัยน์ตาของเขาเหลือบมองไปรอบด้านตลอดทาง สิ่งมีชีวิตทุกตัวที่เขาเดินผ่านถูกวิเคราะห์ในสมองของเขาทันทีถึงนิสัยใจคอ และความสามารถของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ หัวใจของเขาจึงพองโตขึ้นเมื่อเดินเข้าใกล้แม่น้ำเขารับรู้ว่ามีปลาประหลาด ซึ่ง เรียกว่า ปลาซิวเพชรฆาต อีกทั้งยังคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากดีๆ  ยามเมื่อเขาเห็นเฉียนถงกำลังจะกลายเป็นอาหารของพวกมัน แต่น่าเสียดายที่หลิวซานมาหยุดเฉียนถงไว้ก่อน

"ดูเหมือนว่า คนพวกนี้ได้เตรียมการณ์กันมาแล้วเป็นอย่างดีก่อนจะมาที่นี่ ข้าต้องรีบหลบหนีจากพวกเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!”

ฝางซิงวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของตน ขณะที่มองไปรอบๆ เขาใช้หนังสือวิวรณ์ตรวจสอบ โดยหวังว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมแปลกประหลาดโดยรอบเป็นตัวช่วยสำคัญในการหลบหนี

ระหว่างทาง พวกเขาพบหวายป่าบางต้นตกกระจายอยู่ตามทางเดิน ดูเหมือนต้นไม้พวกนี้จะถูกฟ้าผ่า ราวกับมีฝนตกหนักภายในภูเขาลูกนี้ พื้นดินกลายเป็นหนองน้ำ เต็มไปด้วยโคลนตมที่ส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง กลิ่นนั้นปะทะเข้าจมูกทุกคน พวกเขาต่างก็ระแวดระวังอย่างสูงขณะเดินผ่านหนองน้ำดังกล่าว

แท้จริงแล้ว ตลอดเส้นทาง คนทั้งห้าต่างก็เกรงกลัวว่าจะมีสิ่งใดออกมาจากป่าเพื่อทำร้ายพวกตน

ไม่คาดคิดเลยว่า เมื่อฝางซิงเดินเข้าไปถึงบริเวณริมหนองน้ำนั่น ดูเหมือนว่าเขาจะยืนโงนเงน และทันใดนั้นเขาก็ร้องตะโกน ก่อนจะลื่นไถลตกลงไปในหนองน้ำ เวลานั้น ฝางซิงร้องตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพยายามใช้เท้า และมือ ป่ายปีนขึ้นจากโคลนตม แต่ยิ่งปีนโคลนก็ยิ่งดูดเขาจมลง กระทั่ง เหลือเพียงหัวเล็กๆ ที่โผล่พ้นโคลนขึ้นมา ขณะที่คนที่เหลือต่างก็ร้องอุทาน

"ฮ่า ๆ ๆ "

เฉียนถง และเจ้าซู่จี๋รวมถึงคนอื่นๆ เห็นสภาพน่าอับอายของฝางซิงแล้วต่างก็หัวเราะ

"ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย! มีปีศาจดึงข้าลง!"

ฝางซิงตะโกนอย่างตื่นตระหนก หน้าของเขาซีดเหลือง

"โอ..มันก็แค่แรงดูดของหนองน้ำ ไม่มีปีศาจอะไรหรอก!" หลิวซานหัวเราะออกมา ขณะที่คว้าคอของฝางซิงไว้ ก่อนจะเริ่มดึงตัวเขาขึ้นมาราวกับกำลังเก็บหัวไชเท้ายักษ์

"อา..มีสัตว์ประหลาดจริงๆ นะเมื่อครู่ ข้ารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกัดข้าด้วย..."

ฝางซิงมีท่าทางตื่นตระหนก เขายื่นมือออกมา เช็ดไปทั่วใบหน้า ทำให้ใบหน้าที่เคยสะอาดของเขาถูกปกคลุมไปด้วยโคลนตม

"อย่าเช็ด..ยิ่งเช็ดยิ่งเหม็น!"

เฉียนถงเตะฝางซิงเอ่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม  "หรือเจ้าอยากให้ข้าโยนเจ้าลงน้ำเพื่อล้างตัว?"

หลังจากได้ยินเช่นนั้น ฝางซิงก็รู้สึกกลัว เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ เจ้าซู่จี๋โดยไม่ตั้งใจ

หลิวซานกล่าวต่อว่า "นี่เป็นเพียงหนองน้ำธรรมดาๆ ไม่มีอะไรกัดเจ้าหรอก สบายใจได้ รีบเดินกันเถอะ!"

พวกเขาเดินหน้ากันต่อไป แต่ฝางซิงก็ดูราวกับหวาดกลัว เขามองไปรอบๆ อย่างหวั่นเกรง เมื่อทุกคนมาถึงอีกฟากหนึ่งของถนนใกล้ๆ กับแม่น้ำ ฝางซิงก็มีทีท่ากระวนกระวายมากขึ้น ราวกับกลัวว่าเฉียนถงจะโยนเขาลงแม่น้ำ เขายื่นมือออกไปจับชายเสื้อคลุมของเจ้าซู่จี๋ซึ่งเดินนำหน้าเขา เจ้าซู่จี๋เหลือบมองฝางซิงด้วยความขยะแขยงก่อนจะปัดมือเขาออกจากเสื้อคลุม

เมื่อผ่านแม่น้ำมาได้ ฝางซิงก็กรีดร้องออกมา ขณะที่ชี้ไปบนยอดเขา "งูยักษ์! ปีศาจงูยักษ์.."

ทุกคนต่างตกใจ พร้อมกับมองตามทิศทางที่มือฝางซิงชี้

เวลาเดียวกันนั้น ฝางซิงก็จ้องมองกริชของตน ก่อนจะแทงเข้าไปที่เอวของเจ้าซู่จี๋ จากนั้นก็ดึงตัวเจ้าซู่จี๋กระโดดลงไปในแม่น้ำ

“ตูม” เสียงน้ำแตกกระจาย ขณะที่พวกที่เหลือต่างหน้าถอดสี

เมื่อคนทั้งคู่ตกลงไปในน้ำ โฮวชิง และคนอื่นๆ ต่างก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หากแต่บนผิวน้ำ วงน้ำกระเพื่อมระลอกแล้วระลอกเล่า ปลาซิวเพชรฆาตรูปร่างโปร่งใสซึ่งว่ายวนเวียนไปมาอยู่ในน้ำ เริ่มตื่นตัว รีบเร่งว่ายกรูเข้ามาหาอาหารของพวกมัน นั่นคือ คนสองคนที่เพิ่งตกน้ำไป เพียงไม่นาน สายน้ำที่ใสสะอาดก็เปลี่ยนเป็นสีเลือด ขณะที่ปลาปีศาจเหล่านั้นกัดกินอาหารแสนโอชะ

"อ๊าก!...." เสียงร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน ใครคนหนึ่งกระโดดออกมาจากแม่น้ำ เขาสะบัดตัวเพื่อสลัดปลาที่กำลังกัดติดเขาอยู่

แน่นอนว่าไม่ใช่ใคร..นอกจากเจ้าซู่จี๋!




***จบบท ปลาซิวเพชรฆาต***
4


บทที่ 15 : เสียงกระซิบจากผนัง



องค์ชายหวังเจี้ยนครุ่นคิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องของชายาตนเองจนเวลาล่วงดึกลง ๆ เรื่อย ๆ เขานั่งคนเดียวในห้องที่เงียบสงบหมกหมุ่นอยู่กับความสงสัย เขารู้ว่าเรื่องนี้แปลก และเขาก็ยังหวังว่ามันจะไม่ได้เป็นเช่นที่เขาสงสัย

ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้น และเดินจากไป เขาเดินไปตามโถงทางเดินที่มืดมิด และว่างเปล่าของพระราชวัง

องค์ชายผู้โหดร้าย
องค์ชายผู้โหดร้าย
เจ้าช่างโหดร้ายเหลือเกิน
เจ้าจะต้องได้รับผลจากสิ่งที่เจ้ากระทำในไม่ช้า

หวังเจี้ยนหยุดฟังเสียงกระซิบเบา ๆ  จากผนังวัง เขาคำราม จากนั้นก็เดินลดเลี้ยวไปตามทางไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ในใจหดหู่ เพราะเสียงกระซิบกระซาบที่ดังออกมาจากผนังหิน

เขาค่อย ๆ ย่างฝีเท้าให้เบาที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวนขึ้นในห้องโถง ขณะเดียวกันก็วางมือลงบนด้ามกระบี่ หวังเจี้ยนเงี่ยหูฟังเสียง เผื่อจะมีผู้อื่นอยู่ในโถงทางเดิน ทว่ากลับไม่พบผู้ใดเลย มีเพียงเสียงลมกระซิบใส่หูเขาเท่านั้น

องค์ชายผู้โหดร้าย
องค์ชายผู้โหดร้าย
เจ้าโหดร้ายมาก
ข้าจะทำให้เจ้าต้องทนทุกข์เฉกเช่นเดียวกับที่เจ้ากระทำกับข้า

เสียงกระซิบยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย มันดังแผ่ว ๆ ผ่านผนังหนา และเพดานสูงของพระราชวัง มันร่ำร้องเป็นท่วงทำนองราวกับเป็นคำสาปที่ใช้สะกดองค์ชาย ทั้งกดดัน ข่มขู่ คุกคาม และนั่นก็ทำให้องค์ชายกระสับกระส่ายด้วยความเป็นกังวล

"แสดงตัวออกมา !" องค์ชายขู่ฟ่ออย่างดุดันด้วยท่าทีที่พร้อมจะชักกระบี่ออกมาต่อสู้

องค์ชายผู้โหดร้าย
องค์ชายผู้โหดร้าย
เจ้าโหดร้ายมาก
ข้าจะพาคนที่เจ้ารักมากที่สุดไปจากเจ้า...อย่างที่ข้าเคยสัญญาไว้

"แสดงตัวของเจ้าออกมา เจ้าคนขี้ขลาด ! เจ้าไม่มีสิทธิ์อยู่ในวังของข้า !" องค์ชายตะโกน น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจของเขา สะท้อนดังก้องโถงทางเดินอันยาวไกล

"นางเป็นของข้าแล้ว ข้าจะรับนางไป" น้ำเสียงดังกังวานก้องผ่านผนัง  เสียงนั่นราวกับดังมาจากสถานที่ไกลโพ้น  มันกระตุ้น และหลอกล่อให้องค์ชายหวังเจี้ยนเดินตาม

เขาวิ่งไล่ตามเสียงที่ไม่รู้จักนี้ กระทั่งมันนำเขาออกไปสู่พื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีสายลมพัด และละลานไปด้วยผู้คนที่เดินกันคลาคล่ำ

หยิงเยว่กำลังเดินเล่นพร้อมด้วยนางกำนัล และองครักษ์ที่เดินติดตามนางอย่างใกล้ชิด หน้าผากของนางย่น นางรู้สึกหงุดหงิดที่องค์ชายหวังเจี้ยนไม่เพียงแต่ไม่ยอมส่งนางกำนัลทั้งหมดกลับไปตามที่นางร้องขอ หากแต่เขายังเพิ่มทหารองครักษ์สองคนคอยติดตามนางอีกด้วย

นางมีสีหน้าบูดบึ้งทันทีที่เห็นพระสวามี นัยน์ตาของนางแหลมคมราวกับใบมีด ริมฝีปากของนางเม้มกระทั่งบางเป็นเส้นตรง ทันทีที่สายตาของนางจับจ้องไปที่เขา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อนางได้เห็นร่องรอยตื่นตระหนกในแววตาของเขา หวังเจี้ยนยามนี้คล้ายสัตว์ดุร้ายที่กำลังบ้าคลั่ง นัยน์ตาดุดันของเขาจ้องเขม็งมาที่นาง ลมหายใจของเขาหนักหน่วงกระทั่งหน้าอกของเขาก็ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ หวังเจี้ยนยามนี้แลดูเหมือนสัตว์ร้ายมากกว่าองค์ชายผู้มาดมั่นเฉกเช่นที่เขาเคยเป็น

หยิงเยว่ชะงัก นางหวาดหวั่นกับพฤติกรรมที่ผิดปกติขององค์ชายหวังเจี้ยน

"หวังเจี้ยนเกิดเหตุใดขึ้น ?"

องค์ชายหวังเจี้ยนกระพริบตา ก่อนจะกลับคืนสู่ความเป็นจริง

"หยิงเยว่ เจ้ามาทำกระไรที่นี่ ?" น้ำเสียงของหวังเจี้ยนที่เปล่งออกมาไม่หนักแน่นเหมือนเช่นเคย มันปนเปไปด้วยความปวดร้าว ความหวาดกลัว และความวิตกกังวล

หยิงเยว่เชิดคางขึ้น นางนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับสวามีของนาง มีบางอย่างแปลก ๆ  เกิดขึ้นกับเขา และนางกำลังค้นหาว่าสิ่งนั้นคืออะไร หากแต่นางยังไม่เห็นเงื่อนงำใดเลยว่าเหตุใดจู่ ๆ เขาถึงกลายเป็นสัตว์ป่าดุร้ายเช่นนี้

"ข้ากำลังจะกลับไปยังห้องนอน นี่ก็ดึกมากแล้ว" สายตาของนางเลื่อนลงไปที่มือของเขาซึ่งกำลังจับกระบี่แน่น "หวังเจี้ยน ท่านจะทำอันใด ?"

องค์ชายหวังเจี้ยนเลื่อนมือของเขาออกจากกระบี่ ย้ายไปเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายออกมากระทั่งปกคลุมหน้าผาก และขมับของตน หน้าอกของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อที่ค่อย ๆ เหือดแห้งไปในอากาศที่อับชื้นภายในวัง

"ก็ดี...เช่นนั้นข้าจะพาเจ้ากลับไปที่นั่นเอง"

เขาจัดเครื่องแต่งกายของตนใหม่ และรวบรวมจิตใจให้มั่นคง เช็ดฝ่ามือเปียกชื้นกับอาภรณ์ของตน

หวังเจี้ยนหันไปทางนางกำนัล และทหารองครักษ์

"พวกเจ้าไปพักผ่อนได้ !" องค์ชายมีรับสั่ง นางกำนัล และทหารองครักษ์ต่างหันหลังกลับเดินจากไปในทันที ทิ้งให้องค์ชาย และพระชายาของเขาอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

หยิงเยว่สังเกตได้ถึงความสั่นไหวเล็กน้อยในน้ำเสียงของเขา นางรอจนกระทั่งเสียงเสียดสีของชายกระโปรง เสียงฝีเท้า และเสียงเกราะนั้นหายไป ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับสวามีของนางอีกครั้ง

"เกิดอะไรขึ้นกับท่าน ? ดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้ ท่านเกือบจะคลุ้มคลั่งอาละวาดเสียแล้ว"

หวังเจี้ยนหน้าซีด หากหยิงเยว่เข้าใจในเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น สิ่งที่เขากำลังต่อสู้ และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในผนังนั่น เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งยามอยู่ต่อหน้านางหรอก เขาเม้มริมฝีปาก ก่อนจะก้าวไปยืนประจันหน้ากับนาง

"ไม่มีอะไร ข้าคิดว่า ข้าได้ยินบางอย่างในห้องโถง ข้าจึงพยายามไล่ตามมัน"

"โอ้...ข้าเข้าใจแล้ว ท่านคงบ้าไปแล้วใช่หรือไม่ !" หยิงเยว่หยอกเย้า

"ก็อาจเป็นเช่นนั้น" หวังเจี้ยนเอ่ยตอบนางอย่างไร้ซึ่งอารมณ์ขัน ร่างของเขายังคงสั่นเล็กน้อย นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้พบเงามืดนั่น ตั้งแต่วันที่เขาโยนหยิงเยว่ออกจากวัง

หยิงเยว่กัดริมฝีปาก นางมองหวังเจี้ยนอย่างพินิจพิจารณา เขาดูแปลกไปมากในค่ำคืนนี้ แปลกมากจริง ๆ  "ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนความห่วงใย

"ข้าสบายดี"

"แต่ข้าคิดว่าไม่"

"เจ้ากลับมาเป็นห่วงข้าตั้งแต่เมื่อใดกัน ? ล่าสุด ข้าจำได้ว่าเจ้าตั้งใจจะมาสังหารข้านะ" หวังเจี้ยนจับแขนนางเบา ๆ กระตุ้นให้นางเดินไปกับเขา หยิงเยว่เดินตามโดยไม่ลังเล ท่าทางของพวกเขาราวกับไม่เคยพรากจากกันเลย

"ท่านก็รู้ดีว่า ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้สังหารท่านนอกจากข้า" นางเอ่ยพึมพำ

หวังเจี้ยนยิ้ม เป็นยิ้มแรกของเขานับตั้งแต่เคร่งเครียดมาตั้งแต่เย็น "น่าตื่นเต้นมาก ข้าอยากเห็นเจ้าพยายามสังหารข้าบนเตียงสักครั้ง แล้วข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่ามันสนุกสนานเพียงใด แทนที่เจ้าจะเอาแต่นอนกรนเช่นเคย"

"หวังเจี้ยน...ท่านน่ารังเกียจที่สุด ! ข้ารู้ว่าท่านเฝ้าดูข้า ในยามที่ข้าหลับ !"

เขาหัวเราะ... "เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เจ้าเองนะ ที่บอกให้ข้าระวังตัวตลอดเวลาแม้แต่ยามนอน"

ทันทีที่ทั้งคู่เข้าไปในห้องบรรทม จู่ ๆ ความอึดอัดก็ประดังเข้ามาสู่พวกเขาอย่างฉับพลัน

หยิงเยว่รู้สึกว่าสวามีของนางอยู่ใกล้ชิดนางมาก มากกระทั่งนางรู้สึกถึงผิวหนังอุ่น  ๆ  ของเขาแนบสนิทบนเรือนร่างของนาง นัยน์ตาของนางจับจ้องไปที่แท่นบรรทมอัตราการเต้นของหัวใจนางแรงขึ้นเรื่อย ๆ  กระทั่งหน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลง มิใช่พวกเขาจะไม่เคยหลับนอนด้วยกัน ทว่า ...

นางก้าวห่างออกไปข้าง ๆ เพื่อให้ได้หายใจโล่งขึ้น

หวังเจี้ยนแอบขำในใจกับปฏิกิริยาของชายา เขาได้ยินเสียงหัวใจของนางดังตูมตาม แม้แต่ในที่ที่เขายืนอยู่ เขาเอื้อมมือไปที่นาง มือของเขาพุ่งไปโอบรอบเอวเล็ก ๆ ของนาง รั้งนางกลับมาแนบชิดเขา "หากเจ้าต้องการให้ข้านอนที่อื่น ข้าก็ยังมีห้องว่างอีกมากมายในวัง"

"ไม่...ไม่...ตราบใดที่ท่านสามารถเก็บมือของท่านไว้กับตัว ข้าก็ไม่ว่ากระไร"

หวังเจี้ยนหัวเราะเบา ๆ พร้อมเสียงคำรามต่ำ ๆ ในลำคอ "ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะปฏิเสธเมื่อพูดเรื่องนี้ ข้าคิดว่าเจ้าเองก็ต้องการข้า คิดถึงข้า ข้าอยู่กับเจ้าแทบตลอดเวลา กระทั่งข้าแน่ใจว่าเจ้ารู้สึกดีกับสิ่งที่ข้ากระทำให้เจ้า ข้าทำให้เจ้าแทบแหลกสลายทุกครั้งยามที่ข้ามีสัมพันธ์กับเจ้า ทว่าข้าไม่เคยทิ้งเจ้าให้ค้างคา ข้ากระทำทุกสิ่งที่ข้าสามารถทำได้ และแน่ใจว่าเจ้าร้องครวญครางกับข้าทุกคืน นั่นคือสาเหตุที่เจ้ารักข้ามาก หยิงเยว่...ข้าเติมเต็มให้เจ้า และทำให้เจ้าคลั่งไคล้ นิ้วของเขาไล้ขึ้นลงอย่างนุ่มนวลบนเรียวแขนของนาง

ใบหน้าของหยิงเยว่เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ หวั่นไหวไปตามวาจาของเขา ทว่าเมื่อเขาสัมผัส ใบหน้าของนางก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ หรืออาจเป็นความอึดอัดใจ ไม่อยากยอมรับว่าถ้อยคำของหวังเจี้ยนนั้นถูกต้อง

"คนบ้า !" กำปั้นของนางพุ่งเข้าปะทะกรามของหวังเจี้ยน ทำให้ศีรษะของเขาผงะออกไปอย่างแรง

หวังเจี้ยนเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าว พร้อมกับหัวเราะ "ใจเย็น ๆ หยิงเยว่ข้าเพียงล้อเจ้าเล่นสนุก ๆ เท่านั้น !"



***จบบท เสียงกระซิบจากผนัง***
5


ตอนที่ 122 พวกมดปลวกไร้ค่า



ถูกต้อง บ้านของพวกเรา... แม้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆแค่เดือนเศษ นางกลับรู้สึกว่าเรือนหลังน้อยแห่งนี้คือบ้านของนาง ทุกคนที่อยู่ในเรือนแห่งนี้คือสมาชิกในครอบครัวของนาง

นางจะไม่ยินยอมให้คนในครอบครัวของตนต้องประสบเคราะห์กรรมใดๆ ผู้ใดที่บังอาจมาแตะต้องสิ่งที่นางรักใคร่ห่วงใย นางจะให้พวกมันได้ชดใช้อย่างสาสม

ใบหน้าของเซี่ยวหลีค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่หนักแน่นแข็งขันพร้อมทุ่มเทแรงกายใจพลีชีพ เด็กน้อยปาดน้ำตา ผงกศีรษะซ้ำไปซ้ำมาหลายต่อหลายครั้งด้วยท่าทางราวกับตนกำลังให้สัตย์ปฏิญาณ

ทันทีที่พวกซีเจี่ย และเซี่ยวหลี พากันหลบหนีออกไปจากเรือน กลุ่มชายชุดดำผู้มาพร้อมกระบี่เหินเวหาก็เหยียบย่างลงบนลานกว้างของเรือนหลังน้อยแล้ว

พวกมันย่อมเห็นหญิงชราผู้อ่อนแอ และเด็กน้อยพากันวิ่งหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวในเทือกเขาฉาง บุรุษผู้หนึ่งในกลุ่มชายชุดดำตวัดมีดสั้นในมือไปมาพร้อมแสยะยิ้มพลางเอ่ยถาม “จะให้ข้าไปจัดการเจ้าพวกขยะไร้ค่านั่นไหม?”

บุรุษอีกนายสวนกลับไป “คำสั่งท่านหัวหน้าคือผู้ว่าจ้างต้องการเพียงชีวิตของน่าหลานเกอซี ไม่เกี่ยวกับเจ้าพวกนั้น เจ้าคิดว่าองค์กรปีศาจสยบแดนดิน ที่มีแต่มือสังหารระดับพระกาฬเป็นตลาดสดที่รับงานแล้วยังต้องเที่ยวไล่แจกของแถมไปเรื่อยงั้นรึ?

ชายชุดดำสองคนระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น พวกมันหันไปมองเรือนหลังน้อยเบื้องหน้า ชายคนเดิมผู้เริ่มเอ่ยปากเป็นคนแรกเลิกคิ้วสูงขณะกล่าวคำ “คาดไม่ถึงเลยว่าคุณหนูสาม เศษสวะอันลือชื่อแห่งสกุลน่าหลานจะใจกล้าถึงเพียงนี้ นางปล่อยให้บ่าวบริวารทั้งหลายหลบหนีเอาตัวรอด ส่วนตนเองกลับรั้งอยู่เพื่อรอความตาย....จุ๊ จุ๊ น่าสนใจไม่น้อย!”

เสียงหนุ่มน้อยอีกคนบ่นขึ้นอย่างจนปัญญา “ไม่รู้ว่าหัวหน้าคิดเช่นไร นางเป็นเพียงหญิงไร้ค่าที่ไม่มีพลังฝีมือ แค่เพียงระดับพลังปราณขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มนางก็ยังไม่อาจบรรลุเสียด้วยซ้ำ! หัวหน้าถึงกับต้องใช้พวกเราสี่คนมาจัดการคนเยี่ยงนี้”

“ช่างเถิด เมื่อหัวหน้าตัดสินใจแล้ว ท่านย่อมต้องมีเหตุผลของท่าน พวกเราเพียงเชื่อฟังน้อมรับคำสั่งก็พอ เสี่ยวปา เจ้านั่นล่ะ ไปจัดการบั่นศีรษะนางคุณหนูนั่นให้เรียบร้อย พวกเราจะรออยู่ที่นี่”

“หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเราผู้มีพลังฝีมือระดับพลิกผันอเวจีขั้นสูงทั้งสี่นายต้องมารุมสังหารคนธรรมดาไร้ฝีมือเพียงคนเดียว เราคงต้องถูกหัวเราะเยาะเป็นแน่!” เสี่ยวปาผู้มีอายุน้อยที่สุดในกลุ่มบ่นพึมพำ หากแต่กลับผลักประตูเดินเข้าไปในห้องของเกอซีอย่างว่าง่าย

ขณะที่กลุ่มมือสังหารที่เหลืออีกสามนายยังคงรวมตัวรออยู่ในเขตตัวเรือน ขณะรั้งรอภารกิจให้สำเร็จลุล่วง พวกมันพากันพูดคุยเรื่อยเปื่อยอย่างสบายใจไร้สิ้นกังวลว่าเสี่ยวปาจะสามารถลงมือสังหารหญิงผู้นั้นได้หรือไม่

จะอย่างไรเสีย ผู้หนึ่งคือยอดฝีมือระดับพลิกผันอเวจี ส่วนอีกฝ่ายคือมนุษย์สามัญไร้สิ้นพลังฝีมือ ประดุจความแตกต่างระหว่างมนุษย์ร่างใหญ่กับมดตัวน้อย แค่เพียงออกแรงบี้มันก็แดดิ้นคามือแล้ว จะต้องเกรงไปไยกับเจ้าพวกมดปลวกไร้ค่า?

เสี่ยวปาตวัดมีดสั้นในอุ้งมือไม่จำเป็นต้องหลีกเร้นแฝงกาย มันเดินดุ่มเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่ประดับตกแต่งไว้อย่างเรียบง่ายด้วยฝีเท้าอันดัง

ทว่าเพียงอึดใจ มันกลับสามารถรับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกของอาวุธลับบางอย่างที่ซัดตรงจู่โจมเข้ามา

ไม่ได้การ—! ความฮึกเหิมพลันหม่นมัว มันรีบเบี่ยงกายหลบหลีกอาวุธลับนับไม่ถ้วนที่ซัดเฉียดข้างแก้มได้ทันท่วงที หากทว่ายังอีกมากมายที่ยังคงพุ่งตรงเข้าถาโถมใส่เรือนกาย

ทันทีที่อาวุธลับสัมผัสต้องผิวกาย มันจึงพบว่านี่คือเข็มเงินแท่งบางเบาเพียงเท่าปลายเส้นผม เมื่อแท่งเข็มแทรกผ่านเข้าร่าง อายพลังอันเย็นยะเยียบเหน็บหนาวซ่านซึมเข้าสู่กายของผู้มีพลังฝีมือขั้นพลิกผันอเวจีให้สัมผัสถึงความเย็นวาบสะท้านไปทั่วทั้งร่าง

ทว่าเสี่ยวปาหรือจะใส่ใจกับแท่งเข็มราวเห็บเหาแฝงอายพลังเย็นกระจอกเช่นนี้ การโจมตีครานี้เพียงกระตุ้นให้มันพลุ่งพล่านเดือดดาลขึ้นมาเท่านั้น

“แม่หนูน้อย หากเจ้ายอมทำตัวว่าง่ายยินยอมน้อมรับความตายแต่โดยดี ข้าก็จะรีบลงมือให้รวดเร็วเด็ดขาดไม่ให้เจ้าต้องทรมาน ทว่าเมื่อเจ้าแข็งขืนต่อต้าน เช่นนั้นเจ้าก็จะได้ลองลิ้มรสสิบแปดวิธีทัณฑ์ทรมานของข้าดู!”

ขณะกล่าวคำ มันรวบรวมกระแสพลังปราณพุ่งเข้าจู่โจมหญิงสาวผู้ซ่อนกายอยู่ในเงามืด
ฉับพลัน สีหน้าของมันกลับกลายเป็นตื่นตระหนกหวาดหวั่นอย่างเหลือแสนเมื่อพบว่าจุดตันเถียนของมันถูกผนึกไว้ด้วยบางสิ่ง ทำให้ไม่สามารถรวบรวมพลังเพื่อโคจรพลังปราณในกายได้เลย




***จบตอน พวกมดปลวกไร้ค่า***
6


บทที่ 14 : การสนทนาระหว่างพี่น้อง



เสียงฝีเท้าเบากริบ ย่างเข้าสู่ลานอันสว่างไสวซึ่งตั้งอยู่ทางปีกด้านตะวันออกของวัง ภายในห้องอันเงียบสงบที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของสวนขนาดใหญ่ได้ ห้อง ๆ นี้มีเพียงคนในราชวงศ์เท่านั้นจึงจะสามารถเข้ามาได้ องค์ชายหวังจุนเจี๋ยขอเข้าเฝ้าองค์ชายหวังเจี้ยนเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อปรึกษาเรื่องที่เขาเป็นกังวล

เขาเดินนำเข้าห้อง โดยทิ้งทหารองครักษ์ประจำตัวไว้ที่โถงทางเดิน ขณะที่เขาปิดประตูไม่มีผู้ใดอยู่ในห้อง นอกจากตัวเขาและพี่ชาย ในไม่ช้าหวังจุนเจี๋ยก็พบองค์ชายหวังเจี้ยน

องค์ชายหวังเจี้ยนกำลังนั่งพักผ่อน ขาของเขาวางพาดสบาย ๆ โดยมีหม้อชาที่มีไอน้ำลอยกรุ่นวางอยู่บนถาดข้าง ๆ กาย นั่นทำให้องค์ชายหวังจุนเจี๋ยรู้ได้ทันทีว่าพี่ชายคงรอเขามาครู่ใหญ่แล้ว

องค์ชายหวังเจี้ยนกดริมฝีปากของตนลงบนถ้วยที่ถือไว้ในมือ เขาจิบมันอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่องค์ชายหวังจุนเจี๋ยก็เดินไปหยุดอยู่ด้านหลังเขา

"มีเรื่องใดสำคัญ ถึงขนาดที่เจ้าต้องเรียกข้ามาที่นี่ เพื่อสนทนาเป็นการส่วนตัวกระนั้นรึ ?" องค์ชายหวังเจี้ยนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบตามแบบของเขา

หวังจุนเจี๋ยไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เขาเป็นกังวล โดยไม่ให้สะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ทว่าหลังจากพบหยิงเยว่เมื่อวันก่อนนั้น นางทำให้เขารู้สึกงงงวยเป็นอย่างมาก "ชายาของเสด็จพี่ ข้าแปลกใจในความสามารถของนาง จู่ ๆ นางก็มีทักษะในการต่อสู้ที่ดีมาก นั่นทำให้ข้างุนงงเป็นอย่างยิ่ง"

องค์ชายหวังเจี้ยนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เขาทำเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอ เขาเองก็รู้สึกแปลกใจไม่ต่างจากน้องชาย หากแต่ที่แปลกใจกว่า  ก็คือความจริงที่ว่าองค์ชายหวังจุนเจี๋ยต้องการพบเขา เพียงเพราะเรื่องหยิงเยว่

"แล้วไง เจ้าพยายามจะพูดเรื่องอะไร ?"

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยเดินไปรอบ ๆ อย่างเงียบ ๆ เพื่อที่จะได้เห็นสีหน้าพี่ชายของตน ก่อนที่จะกล่าวขึ้นอีกครั้ง

หวังเจี้ยนยังคงจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา ใบหน้าของเขาราวกับก้อนหิน ดูแข็ง และไม่สามารถอ่านออก

"ท่านรู้หรือไม่ว่า ด้วยความสามารถของนาง ต้องใช้เวลากว่าสิบปีจึงจะเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้ได้ ? ไม่มีทางที่มนุษย์อย่างเราจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถได้ถึงระดับนี้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ท่านกับข้าต่างได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ทุกรูปแบบ นับแต่เราเริ่มหัดเดิน ! มิใช่แค่อาจารย์ธรรมดา ๆ หากแต่เรียนกับอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถระดับแคว้น ! ทว่านาง ... " องค์ชายหวังจุนเจี๋ยสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งอย่างหนักหน่วง "... นางสามารถฝึกฝนให้ตนเองมีพละกำลัง และความรวดเร็วได้เท่ากับเราผู้ซึ่งใช้เวลาฝึกฝนมาตลอดทั้งชีวิต"

"เจ้าอย่าเพิ่งเป็นกังวลให้มากนักเลย จุนเจี๋ย เชื่อใจข้าเถอะ ข้าเองก็กำลังใคร่ครวญเรื่องนี้อยู่ นางพยายามเอาชีวิตข้าเมื่อหลายวันก่อน ทว่ากลับล้มเหลว แท้ที่จริงข้ารู้ว่านางคือหยิงเยว่ เพราะข้าก็ไม่เคยคลาดสายตาจากนางเลย นับแต่นางออกจากวัง ข้าสั่งคนติดตามนางตลอดเวลา ข้าคอยเฝ้าดูนาง ให้อาหาร และที่พักพิงแก่นาง ยามเมื่อนางต้องการ สายลับของข้าจะคอยรายงานทุกอย่างแก่ข้า ข้าคิดว่าข้ารู้เรื่องราวทุกอย่างของนาง หากแต่ก็ไม่รู้ว่านางได้รับพลังจากที่ใด

กระทั่งข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะหลอกล่อนางให้เข้ามาในวัง เช่นนั้นข้าจึงเปิดทางให้นางเข้ามาทำร้ายข้า ข้ารู้ว่านางเกลียดข้า และต้องการที่จะสังหารข้า และข้าก็คิดถูก นางอาจจะสังหารข้าได้สำเร็จ หากคืนนั้นหัวหน้าองครักษ์ฉั่วไม่อยู่ที่นั่น ข้าขอให้เขาอยู่กับข้า เหตุเพราะข้ารู้ว่าหยิงเยว่จะมาหาข้า"

“ท่านกำลังจะบอกข้าว่า นางสามารถเป็นนักสู้ที่มีชื่อเสียงได้กระนั้นหรือ ?” เสียงของหวังจุนเจี๋ยเบาราวเสียงกระซิบ “เช่นนั้น... ท่านผลักไสนางออกไปในตอนแรกเพื่ออะไร ? ท่านส่งนางออกไปเผชิญความทุกข์ทรมาน สิ่งที่ท่านทำไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย"

"ทุกสิ่งที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องคนของข้า และคนผู้นั้นก็สำคัญมากเกินกว่าที่ผู้อื่นจะเข้าใจ น้อยคนนักที่จะรู้ว่า นางมีความหมายสำหรับข้ามากเพียงใด การให้นางออกจากวังย่อมเป็นวิธีที่ดีกว่า  นางจะปลอดภัยมากกว่าอยู่ในวัง วังเป็นสถานที่อันตรายมากนะ น้องชาย"

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึก พร้อมกับจ้องมองพี่ชายของตน

"เจ้าเคยถูกบังคับให้ต้องแสดงท่าทีโหดร้าย เพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุดหรือไม่ ?" หวังเจี้ยนเอ่ยถาม

"เคย" หวังจุนเจี๋ยกล่าวตอบ

"เช่นนั้น...เจ้าก็คงเข้าใจ พวกเราล้วนมีศัตรู และศัตรูอยู่ได้ในทุกที่ พวกเขาอยู่ทั้งใน และนอกวัง ข้าไม่สามารถไว้วางใจผู้ใดได้ แม้แต่คนในครอบครัวของข้าเอง"

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยพ่นลมหายใจแรงด้วยความโกรธ เลือดในกายของเขาเดือดพล่าน เขากำหมัดแน่น  "ท่านอาจไม่เชื่อใจข้า หากแต่ข้าไม่เคยคิดทำร้ายท่าน เสด็จพี่ ท่านเองก็รู้ดีว่า เสด็จพ่อจะจัดการเช่นไร หากมีคนลอบทำร้ายพระโอรสองค์โตของพระองค์ ? เสด็จพ่อคงแขวนคอข้าเป็นแน่ หากข้าทรยศต่อท่าน ! และท่านก็อาจจะฆ่าล้างตระกูลพระมารดาของข้า หากท่านพิโรธ"

องค์ชายหวังเจี้ยนเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา "ก็ดีแล้ว ที่เจ้าเองก็รู้ถึงผลที่จะตามมา"

ร่างของหวังจุนเจี๋ยสั่น เขายักไหล่ปฏิเสธบทสนทนา "แล้วหยิงเยว่ล่ะ จะทำอย่างไรต่อไป ?

"ก็ไม่มีอะไร ปล่อยให้นางอยู่แบบนี้ไป ข้าเองก็ไม่รู้ว่า จู่ ๆ นางมีทักษะเช่นนั้นได้อย่างไร อาจมีบางเรื่องที่สายลับของข้าพลาด และข้าต้องค้นหาให้ได้ว่ามันคืออะไร" องค์ชายหวังเจี้ยนหยิบถ้วยชาของเขาขึ้นมาจิบอีกครั้ง

"เหตุใดท่านถึงพานางกลับมาที่วัง ?"

"อืม... ข้าต้องการจับตาดูนาง และข้าจะต้องทำให้นางสนิทใจ"

"ท่านต้องการตรวจสอบ เพื่อหาความผิดปกติในร่างกายของนางกระนั้นหรือ ?"

"เจ้าไม่คิดหรือว่า ทุกสิ่งที่ข้าทำ ข้าย่อมมีจุดหมาย ?"

หวังเจี้ยนจำได้ดีถึงครั้งที่เขาต่อกระดูกซี่โครงร้าวให้แก่นาง เขาแน่ใจว่า เขาสัมผัสร่างกายของนางซึ่งไม่ต่างกับคนปกติ แม้ว่าความมืดในห้องจะทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนก็ตามที

"แต่หากเจ้าจะถามว่า ข้าได้หลับนอนกับนางหรือไม่ ? คำตอบคือไม่"

องค์ชายหวังจุนเจี๋ยมีสีหน้าบึ้งตึง เขาเคยได้ยินเรื่องที่พี่ชายของตนขาดเรื่องทางเพศไม่ได้ จากนั้นเขาก็ยิ้ม "เรื่องขาดเพศรสของท่านก็เป็นเรื่องที่น้องชายคนนี้เป็นห่วงเช่นกัน”

หวังเจี้ยนหัวเราะลั่น “เอาล่ะ เจ้าต้องการรู้สิ่งใดอีก น้องชาย ? เวลานี้ข้าเปิดโอกาสให้เจ้า ! อยากถามอะไรก็ถามมา และข้ายินดีที่จะตอบเจ้า !" เขาเอนหลัง พร้อมกับเหยียดยิ้มกว้างอย่างยโส

"ไม่ล่ะ ขอบคุณ ข้าคิดว่าข้ารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้แล้ว" หวังจุนเจี๋ยหันกลับ ก่อนจะเดินออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ



***จบบท การสนทนาระหว่างพี่น้อง***
7


ตอนที่ 121 บุรุษชุดดำ



หากเกอซีอยู่ในห้องนี้ด้วยคงต้องตกตะลึงพรึงเพริด สตรีผู้อยู่ในภาพแขวนผู้นี้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับนางมากถึงเจ็ดส่วน

 “หลิงเยว่...หลิงเยว่...” น่าหลานเจิ้งเจ๋อพร่ำเอ่ยนามนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความลุ่มหลง เขาบรรจงทาบทับรอยจุมพิตลงบนริมฝีปากของหญิงงามผู้อยู่ในภาพวาด พลางเอ่ยพร่ำเพ้อครวญหา “หลิงเยว่ เจ้ารู้ไหมว่าข้าคิดถึงเจ้ามากเพียงใด”

ยังมิทันจะขาดคำ แววตาที่คลุ้มคลั่งสาดโชนประกายจากความเคียดแค้นชิงชังภายในใจก็พลุ่งพล่านผ่านดวงตาคู่นั้น เขาสืบฝ่าเท้าถอยกลับคืนมาก้าวหนึ่งคำรามเสียงดังในลำคอ “เจ้าเป็นเพียงอนุของข้าเท่านั้น เหตุใดเจ้าจึงดูแคลนข้าถึงเพียงนี้....ไยเจ้าจึงไม่เคยยอมอยู่ใต้อาณัติของข้า.......”

ฉับพลัน เสียงโครมครามดังก้องมาจากชั้นล่างของบันไดเวียน ติดตามมาด้วยเสียงราวกับสัตว์ป่ากู่ร้องคำราม เสียงข้าวของปึงปัง เสียงขีดข่วนดังสะท้อนก้อง

มุมปากของน่าหลานเจิ้งเจ๋อยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน น้ำเสียงหัวร่อก้องดังขึ้นสองครา สายตาของเขาจับจ้องไปยังสตรีผู้เลอโฉมในรูปเบื้องหน้า ใบหน้าบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มอันชั่วร้าย
“อา....หลิงเยว่ อา... หลิงเยว่ เจ้าเย่อหยิ่งแกร่งกล้านักมิใช่หรือ! เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าบุตรที่เจ้าให้กำเนิดจะมาตกอยู่ในเงื้อมมือข้า ให้ข้ากระทำทุกสิ่งได้ตามใจชอบ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

การมาเยือนของกลุ่มชายชุดดำ ทำให้เกอซีมิอาจข่มตาหลับลงได้ นางยังคงหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนวิชาภายในมิติเวท
ทำให้เกอซีค้นพบว่า แม้นางจะไม่สามารถกักเก็บพลังปราณลงสู่จุดตันเถียน และพัฒนาระดับพลังปราณได้ก็ตาม ทว่าหากนางโคจรกระแสพลังปราณให้ไหลเวียนเข้าสู่ภายในซ้ำไปซ้ำมาอย่างต่อเนื่องจะสามารถช่วยชำระล้างเส้นชีพจรลมปราณให้บริสุทธิ์สะอาดได้ และหากเป็นเช่นนั้น พลังความเร็ว และความเข็มแข็งทางกายภายย่อมจะสามารถพัฒนาขึ้นได้

ส่วนกำลังภายใน และทักษะการต่อสู้ของนางในวันนี้นับได้ว่าล้ำเลิศกว่าในอดีตภพของตนอยู่ขั้นหนึ่ง ด้านทักษะการพรางตัวนับได้ว่าล้ำเลิศกว่าผู้ฝึกยุทธขั้นต้นในโลกยุคนี้มากนัก

ช่วงเวลาของการฝึกฝนช่างผ่านไปอย่างเนิ่นช้า และแค่เพียงไม่นาน ท้องฟ้าสีหมึกยามค่ำคืนภายนอกมิติเวทก็ค่อยๆ สว่างตาขึ้น ริ้วแสงสีทองสาดส่องประดับประดาปลายขอบฟ้าด้านตะวันออก

เกอซีเหยียดกายบิดขี้เกียจไปมา ทันทีที่กำลังจะออกจากมิติเวท ความรู้สึกอันยะเยือกกระทั่งทำให้ทั่วร่างด้านชาพลันแล่นวาบผ่านเข้ามาในร่าง
ราวกับแมลงตัวเล็กตัวน้อยนับไม่ถ้วนกำลังพากันไต่ไล่ไปตามแนวกระดูกสันหลัง เส้นประสาททุกเส้นพลันเกิดอาการตึงเกร็งขึ้นทันที

บุรุษชุดดำ กลุ่มคนชุดดำอีกแล้ว! ทั้งยังมีสี่คนเช่นเดิม
ทว่าความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนชุดดำเมื่อคืนกับคนกลุ่มนี้คือ พฤติกรรมของชายชุดดำกลุ่มนี้น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก อายสังหารพิฆาตรุนแรงแผ่กระจายซ่านออกจากรัศมีกายของพวกมันอย่างไม่มีการปกปิดซ่อนเร้น
แม้ระยะห่างนับว่าไกลพอควร ทว่าเกอซีกลับสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งที่แผ่ตลบออกมาจากกลุ่มของพวกมัน

ไม่มีผู้ใดจะคุ้นชินกับกลุ่มคนลักษณะนี้มากไปกว่าเกอซีอีกแล้ว กลุ่มคนผู้ไร้คุณธรรมเห็นการเข่นฆ่าเป็นความบันเทิง

สีหน้าของเกอซีแปรเปลี่ยนทันที นางรีบหยัดกายลุกขึ้นพร้อมออกคำสั่งให้พวกซีเจี่ยพาแม่นมเฉิน และเซี่ยวหลีหลบหนีเข้าไปในหุบเขาฉาง

แม่นมเฉินรั้งรอไม่ยอมหนีไปจากที่นี่โดยทิ้งเกอซีไว้แต่เพียงผู้เดียว ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายทำให้หมดสติก่อนจะส่งตัวไปให้ซีเจี่ย “คุ้มครองแม่นมเฉิน และเซี่ยวหลีให้ดี หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามกลับมาที่นี่!”

พวกซีเจี่ยต่างพากันจดๆจ้องๆ ด้วยความห่วงกังวลถึงความปลอดภัยของเกอซี ทว่าสัญชาตญาณแห่งบ่าวผู้เชื่อฟังทำให้ทุกคนต้องกัดฟันพยักหน้าขึ้นพร้อมกัน

น้ำตาอาบทาทั่วใบหน้าของเซี่ยวหลี เด็กน้อยสะอึกสะอื้นกล่าวคำอย่างตะกุกตะกักด้วยลมหายใจที่ติดขัด “คุณหนู ข้าเป็นภาระให้ท่านกระนั้นหรือ?...ข้าไม่ไป ข้าอยากจะอยู่กับท่าน!”
เกอซีเยาะขึ้น “เจ้าอยากให้ข้าทุบเจ้าให้หมดสติไปอีกคนงั้นรึ? ไม่ว่าพวกมันจะเป็นใคร ข้าย่อมมีวิธีรับมือ! ไม่ต้องห่วง!”

เว้นช่วงไปเล็กน้อย เกอซีจึงกล่าวต่อ “คอยคุ้มกันบ้านของพวกเราด้วย”




***จบตอน บุรุษชุดดำ***

8


ตอนที่ 120 มารดาของน่าหลานเกอซี?



ช่วงขณะนั้นเอง กลุ่มบุรุษชุดดำที่แยกย้ายไปตามห้องเล็กห้องน้อยกลับมารวมตัวเพื่อรายงานความคืบหน้าแก่บุรุษตรงหน้าเกอซี

สถานที่นี้คือดินแดนไร้ค่าที่ไม่มีกระแสพลังปราณใดแม้เพียงน้อย ดังนั้นเมื่อค้นหาไปตลอดทั่วทั้งตัวเรือนน้อยใหญ่ และสวนกว้าง พวกมันล้วนไม่อาจพบพฤกษาเวทหรือหินผลึกแม้เพียงก้อน ยิ่งมิได้เอ่ยถึงสิ่งล้ำค่าเยี่ยงแผ่นหยกบันทึกความ

บุรุษชุดดำจ้องเกอซีผู้กำลังหลับใหลอย่างหัวเสีย เขาตวัดข้อมือขึ้นหมายจะบีบคอ

เกอซีผู้อยู่ในมิตเวทตื่นผวา ยามนี้รังสีเข่นฆ่าจากชายผู้นี้รุนแรงชัดเจน ความรู้สึกที่ทั้งขยะแขยงรังเกียจท่วมท้นประหนึ่งว่าเขาอยากจะฉีกร่างของนางออกเป็นชิ้นๆ

รูขุมขนทุกเส้นทั่วทั้งอณูในร่างของเกอซีตั้งชูชันจนมิอาจทนอยู่ในมิติเวทได้อีกต่อไป ทว่าทันทีที่กำลังจะขยับกาย กลับได้ยินเสียงต่ำแหบพร่าของบุรุษผู้นั้น “ข้าไม่คาดคิดเลยว่าผู้งดงามอย่างน่าตื่นตะลึงเยี่ยงเจ้า กลับทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขที่เป็นเพียงเศษสวะไร้ค่าซึ่งถือกำเนิดมาเพียงเพื่อจะถูกข่มเหงรังแกเช่นนี้ หากตอนนั้นเจ้ายอมเชื่อฟังข้าแต่โดยดี....หึหึ เรื่องทั้งหมดคงไม่ลงเอยเช่นนี้ ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าเจ้าเคยหวนนึกเสียใจกับสิ่งที่ตนตัดสินใจกระทำลงไปหรือไม่!”

กล่าวจบ ชายผู้นั้นถอนฝ่ามือของตนออกพร้อมออกคำสั่งอย่างเบาเสียง “กลับ” พวกเขาทั้งหมดออกไปจากห้อง

เมื่อเกอซีมั่นใจแล้วว่าเหล่าผู้บุกรุกทั้งหลายได้ผละจากเรือนหลังน้อยไปแล้ว จิตใต้สำนึกของนางจึงออกจากมิติเวทหวนกลับคืนสู่ร่าง

ยกมือขึ้นสัมผัสลำคอ มันยังคงเย็นยะเยียบ ร่องรอยแห่งความเคลือบแคลงสงสัยผุดขึ้นภายในใจ ถ้อยวาจาสุดท้ายที่ชายผู้นั้นทิ้งไว้หมายความเช่นไร? ผู้งดงามอย่างน่าตื่นตะลึง หรือจะเป็นมารดาของน่าหลานเกอซี?

ทว่ามารดาของน่าหลานเกอซีคืออนุของน่าหลานเจิ้งเจ๋อมิใช่หรือ หากนางคือสตรีผู้งดงามไร้ที่ติแล้วเหตุใดจึงยอมตนเป็นเพียงอนุภรรยาเล่า?

เดิมทีนางเคยคิดว่าน่าหลานเกอซีคือบุตรสาวจากอนุภรรยาผู้ไม่ได้รับการเหลียวแลแห่งสกุลน่าหลาน เป็นอนุผู้ต่ำต้อยไม่สลักสำคัญ เป็นผู้ขลาดเขลาขี้กลัว ไร้พรสวรรค์ไร้พลังฝีมือซึ่งแม้กระทั่งบ่าวรับใช้ชั้นต่ำระดับล่างสุดก็ยังไม่เห็นนางอยู่ในสายตา ทว่ายามนี้ดูเหมือนสถานภาพที่แท้จริงของน่าหลานเกอซีเริ่มจะชัดเจนขึ้นมาบ้างแล้ว.....เห็นทีเรื่องนี้จะไม่ตื้นเขินดังที่คาดเสียแล้ว

เกอซีเดินสำรวจทุกเหลือบซอกมุมในเรือนหลังน้อยด้วยความฉงนสงสัย

กลุ่มคนพวกนั้นตรวจตราอย่างละเอียดละออทุกซอกมุม ทั้งในสวนยังถูกสุ่มขุดเป็นหลุมลึกลงไปถึงหนึ่งช่วงแขน ข้าวของที่จัดอยู่ในเรือนล้วนไม่ถูกขยับโยกย้ายมากนัก อีกทั้งทุกคนในเรือนยังคงหลับสนิทมิได้เฉลียวรู้สึกแม้เพียงน้อย

ที่สุดแล้ว กลุ่มบุรุษชุดดำเหล่านั้นกำลังตามหาสิ่งใด?

ยามนี้กลุ่มบุรุษชุดดำที่ทำให้หญิงสาวต้องฉงนสนเท่ห์พากันเร่งฝีเท้าย่องเข้าไปในเมืองเหยียนจิง พวกเขากระโจนข้ามกำแพงเมืองอันสูงชัน

เพียงไม่อีกอึดใจถัดมาก็มาถึงเรือนหลังโตอันโอ่โถงของผู้มีฐานะชั้นสูง บุรุษชุดดำผู้เป็นหัวหน้าถอดหน้ากากออก กระชากเสื้อผ้าสีดำทั้งหมดออกจากกายก่อนจะเดินอย่างองอาจเข้าไปด้านในบานประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงครึ่ง คงเหลือแค่เพียงบุรุษอีกสามนายที่ยังคงซ่อนตัวอย่างเงียบงันโดยไม่ติดตามเข้าไปทางด้านใน

ด้านบนบานประตูขนาดใหญ่ที่งดงามอย่างน่าทึ่งคือป้ายศิลาสลักอักษร..... “เรือนน่าหลาน” บุรุษชุดดำผู้เป็นหัวหน้าคือท่านหมอมือหนึ่งผู้หล่อเหลามีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองเหยียนจิง ---- น่าหลานเจิ้งเจ๋อ

สีหน้าของเขาหม่นมัวยามเมื่อพาตนเองเข้ามาสู่ห้องหนังสือ เมื่อสำรวจโดยรอบแล้วว่ามิได้มีผู้ใดอยู่ในที่นั้น เขาเดินตรงมาหยุดอยู่ที่ชั้นไม้แดง ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นหมุนสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายแจกันไปข้างซ้ายหนึ่งที ข้างขวาอีกสองที

ครู่ต่อมา เสียงชั้นไม้แดงขยับดัง ‘แคร่ก แคร่ก’ ชั้นไม้แดงเคลื่อนแยกออกเป็นสองส่วนแยกออกไปทางด้านซ้าย และขวา ตรงกลางเผยให้เห็นห้องลับ

เตาเผาโอสถ และเครื่องมือปรุงยาถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบ ทางด้านซ้ายมีบันไดวนลงไปชั้นใต้ดิน ด้านหน้าเตาหลอมโอสถแขวนประดับภาพสตรีงดงามผู้หนึ่ง

น่าหลานเจิ้งเจ๋อค่อยๆ เหยียดฝ่าเท้าก้าวตรงออกไปอย่างเชื่องช้า สายตาจับจ้องอยู่กับภาพวาดตรงหน้านิ่งไม่กระพริบขณะที่ฝ่าเท้ายังคงก้าวตรงเข้าหา

บนเนื้อกระดาษสีซีดเหลืองคือสตรีเลอโฉมที่สามารถทำให้ทุกผู้คนต้องชะงักค้างหายใจกระชั้นถี่ คิ้วของนางยาวเรียว นัยน์ตางดงามประดุจตาหงส์ โครงจมูกได้รูปสวยงาม ผิวพรรณเนียนผ่องขาวสะอาดราวหิมะ นางผู้ให้ความรู้สึกที่เฉยเมยเย็นชาไม่ไยดีต่อสรรพสิ่งทั้งปวง นางผู้งดงามประดุจดั่งเทพธิดาผู้ย่างกรายลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นเก้า สตรีผู้สูงส่งหยิ่งยโส ผู้ไม่นำพาต่อมนุษย์เดินดิน




***จบตอน มารดาของน่าหลานเกอซี?***


9

บทที่ 13 : ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย



ช่วงเวลานั้น พวกเขาต่างคนต่างนิ่งเงียบครุ่นคิดบางอย่างในใจ พวกเขากำลังผ่านตรอกแคบ ๆ ในตลาด ซึ่งเรียงรายไปด้วยที่พักอาศัยของชาวบ้านระหว่างเส้นทางกลับเข้าวัง

สามี-ภรรยาแต่เพียงในนาม

หยิงเยว่กำลังคิดว่านางควรจะหนีดีหรือไม่ ยามนี้นางอยู่นอกวังแล้ว เพียงแค่กระโดดลงจากหลังม้าตัวนี้ แล้วรีบวิ่งหนีเรื่องทุกอย่างก็จบ

แค่วิ่ง วิ่งไปโดยไม่หยุด และไม่มองย้อนกลับมาก็เท่านั้น

องค์ชายหวังเจี้ยนขยับตัวคลายความตึงเครียด เขาจับบังเหียนไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วพยายามคว้ามือนางด้วยมืออีกข้างหนึ่ง หยิงเยว่หลีกเลี่ยงสัมผัสจากเขา นางหดมือกลับไปกอดอกตนเอง

“ข้าอยากจับมือของเจ้า หยิงเยว่ ให้ข้าจับมือของเจ้าเถอะ ข้าอยากสัมผัสไออุ่นจากมือของเจ้า และเจ้าทำให้ข้าคิดถึงแต่เพียงเจ้า ข้าอยากจับมือเจ้า หรือไม่ก็ให้เจ้าโอบกอดข้า แท้ที่จริงข้าปรารถนามากกว่านั้น เพียงแต่ข้ารู้ว่าเจ้าคงจะไม่ ..." เขาหยุด

"ข้าอยากทำสิ่งนี้ ก่อนที่เราจะกลับเข้าวัง ที่นั่นข้าไม่สามารถใช้ชีวิตปกติกับเจ้าได้"

“ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังกล่าวถึงสิ่งใด ท่านชอบพูดเป็นปริศนา ทำให้ข้างุนงงตลอดเวลา ท่านไม่บอกอะไรข้าเลยแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้ข้าก็ไม่อยากสนใจมันแล้ว รวมถึงความรู้สึกของท่านด้วย ... หากท่านปรารถนาให้ข้าอยู่เคียงข้างจริง ๆ ... " นางเว้นจังหวะให้เวลาเขาตัดสินใจ "ท่านควรจะบอกอะไรข้าบ้าง"

ความเงียบดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนใกล้ถึงวัง ทว่าหวังเจี้ยนก็ไม่ตอบคำใด เขาได้แต่ทอดถอนใจ กระทั่งพวกเขาเดินผ่านประตูวังเข้าไป

ยามพลบค่ำ...ความมืดกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า องค์ชายหวังเจี้ยนกระโดดลงจากหลังม้า เขาสั่งหัวหน้าองครักษ์ฉั่วผู้ซึ่งตลอดเวลาตามติดหลังพวกเขามาอย่างเงียบ ๆ

"พานางไปในที่ที่ปลอดภัยจากข้า" เขาพึมพำ "ข้ามีเรื่องต้องสะสางให้เสร็จก่อนค่ำ"

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นองค์ชายก็หายตัวไป

หยิงเยว่หยุดหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว ก่อนที่เขาจะลงจากหลังม้า และเดินเข้าไปหานาง

ข้าสามารถดูแลตนเองได้ ฉานซิน ข้ามิใช่สตรีอ่อนแอไร้ค่า ยามนี้ข้าสามารถรับมือผู้อื่นได้สบาย ๆ " นางกล่าวขึ้นทันที หยิงเยว่ไม่ต้องการถูกปฏิบัติราวดอกไม้ที่บอบบาง

"ข้ารู้ ... หากแต่ข้าต้องกระทำตามรับสั่งขององค์ชาย" เขากล่าวพึมพำเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน น้ำเสียงที่เขามักใช้เสมอ เมื่ออยู่เพียงลำพังสองคนกับนาง

"อ่า...วางใจเถิด...ฉานซิน ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกผู้ใด" นางกล่าวกับเขาทันที

ทั้งคู่ต่างจดจำวันเวลาที่เติบโตมาด้วยกันในวังได้เป็นอย่างดี เขาถูกเลี้ยงดูเพื่อเป็นคนสนิท ในขณะที่นางถูกเลี้ยงดู เพื่อเป็นพระมเหสีในอนาคตขององค์จักรพรรดิ ด้วยความผูกพันระหว่างคนทั้งคู่นับแต่วัยเยาว์ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ทว่าทั้งคู่ย่อมสามารถเข้าใจกันและกันได้

"ข้าต้องขอโทษด้วยนะ หยิงเยว่ แต่ขณะเดียวกัน ข้าก็อยากให้ท่านยอมเชื่อฟังสวามีของท่านบ้างสักครั้ง"

นั่นคือสิ่งที่นางอยากจะได้ยินกระนั้นรึ หยิงเยว่ยิ้มเยาะอย่างขมขื่น ขณะกระแทกส้นเท้าของนางลงบนท้องม้า

นางปล่อยให้เขาไล่ตามนางไปที่วัง ขณะเดียวกันนางก็ใช้ความสามารถของนางกระโดดผ่านห้องโถงด้วยฝีเท้าอันว่องไวไปรออยู่ที่หน้าประตูห้องบรรทมของตนเอง เพียงเพื่อจะกระแทกประตูปิดใส่หน้าเขา

ครั้นเขาเข้ามาใกล้มากพอ ... นางก็กระแทกประตูสุดแรง

"เอาเลย นี่คือวิธีที่ผู้ใหญ่เขากระทำกันกระนั้นหรือ หยิงเยว่ !" เขาบ่นพึมพำอยู่นอกประตู

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วยังยืนนิ่งหลังประตู เขากวาดสายตาอย่างระแวดระวังไปบนผนัง และเงามืด "ข้าจะขอบใจท่าน หากท่านจะไปลงที่พระสวามีของท่านแทน"

"ลงอะไร ?"

"ความโกรธเคืองของท่านไง" เขากลอกตา

เงียบ ...

เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้น "ท่านรู้หรือไม่ว่า หากท่านอยากให้ชีวิตสมรสราบรื่น พวกท่านก็ควรสนทนากันบ้าง"

นางก้าวกลับไปที่ประตู ก่อนจะเอนตัวเข้าไปใกล้ ๆ ปากของนางห่างจากประตูประมาณหนึ่งชุ่น (หนึ่งนิ้ว) "เจ้าดูเหมือนจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นอย่างดี ว่าแต่เหตุใดตอนนี้เจ้าถึงยังโสดล่ะ ?

ฉั่วฉานซินหัวเราะเบา ๆ "นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องของท่าน มิใช่ข้า"

“เช่นนั้น...บอกข้าหน่อยฉานซิน” น้ำเสียงของนางทั้งหวาดหวั่น  ทั้งอ่อนไหว คล้ายจะขอร้องเพื่อนวัยเยาว์ของนางให้ช่วยนางได้กระจ่างในเรื่องราวที่เกิดขึ้น "เหตุใดเขาถึงกระทำเช่นนั้นกับข้า ไม่สิ มิใช่ข้าคนเดียว..." นางหยุดพูด ขณะคิดถึงภาพของพระสนมเมื่อหลายวันก่อน "พระสนมนั่นก็ด้วย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตอนแรกนางนั่งคลอเคลียอยู่บนตักของเขา หลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็กล่าวคำดูหมิ่นนาง เขาเหมือนควบคุมตนเองมิได้ เจ้าสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา"

“องค์ชายทรงมีพระสนมจำนวนมากให้เลือก” หัวหน้าองครักษ์ฉั่วกล่าวอย่างสุภาพ อ่อนโยน และสั้น ๆ

หลังจากนั้นฉั่วฉานซินก็เงียบไปอีกนาน หยิงเยว่ยังคงรอคำอธิบายเพิ่มเติม ทว่าเขาก็ไม่เอ่ยคำใดอีก

"เช่นนั้นวันนี้พวกเจ้าออกไปที่ใดกัน มีความลับใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ข้ายังไม่รู้อีกหรือไม่" นางอยากถามว่าพวกเขาออกไปตามหาพระสนมใช่หรือไม่ ยามนี้นางรู้สึกเหมือนความอดทนของนางกำลังจะแตกสลายลงได้ตลอดเวลา เมื่อต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง นางพยายามสะกดกลั้น ทว่าจิตใจของนางกลับกระวนกระวายไม่จบสิ้น "เหตุใดหวังเจี้ยนถึงไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย ?"

"ท่านอาจเกลียดเขา หากแต่เขากำลังทำทุกอย่างเพื่อท่าน หยิงเยว่ เขาทำเช่นนั้นก็เพื่อท่าน"

"บางทีเจ้าอาจจงรักภักดีเขามากเกินไป มากเสียจนเจ้าไม่รู้ตัวว่า เจ้าโง่งมเพียงไร ฉานซิน เจ้าปกป้องเขา และนั่นทำให้ข้าเกลียดเจ้าเช่นกัน !" เสียงของนางแหลมขึ้นเล็กน้อย ทั้งยังเจือความคับแค้นมากกว่าที่เคยเป็นมา

กว่าองค์ชายหวังเจี้ยนจะกลับมา ก็เป็นเพลาดึกแล้ว เงาในห้องกำลังซุ่มซ่อนเฝ้าดู  เขาพยายามติดต่อกับนางให้น้อยที่สุดในยามกลางวัน ทว่าเมื่อถึงยามราตรี เขาก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดมาคอยดูแลความปลอดภัยให้นางเว้นเสียแต่ตัวเขาเอง

เขาจ้องคนสนิทเขม็ง ฉั่วฉานซิน คือผู้ที่เขาเชื่อใจอย่างที่สุด หวังเจี้ยนเม้มปาก เขาอดมิได้ที่จะคิด เขาปฏิเสธสายสัมพันธ์ระหว่างหยิงเยว่ และฉั่วฉานซินไม่ได้ ทั้งคู่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก พวกเขาสนทนากันหงุงหงิงราวกับเป็นคู่รักที่ข้ามสะพานดาวมาพรอดรักกัน  ในขณะที่ตัวเขาเองนั้น ไม่สามารถแม้แต่จะผ่อนคลายใด ๆ ยามเมื่ออยู่กับชายาของตน

"หัวหน้าองครักษ์ฉั่ว... เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ"

“น้อมรับพระบัญชา" หัวหน้าองครักษ์ฉั่วพึมพำ เขาลุกขึ้นยืนโค้งคำนับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกล่าวคำ ... "กระหม่อมทูลลา"

องค์ชายเปิดประตูห้องบรรทมเข้าไป เขาพบชายาของตนนั่งตัวแข็ง หน้าบึ้งอยู่ที่ปลายแท่นบรรทม ทันใดนั้นบรรยากาศรอบตัวพวกเขาพลันเปลี่ยนเป็นอึดอัด จนแทบหายใจไม่ออก



***จบบท ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย***
10


ตอนที่ 119 ยังคงเป็นตัวไร้ค่า



ด้วยขอบเขตพลังความสามารถของเกอซีย่อมสามารถรับรู้ได้ถึงอายพลังอันรุนแรงจากกลุ่มคนที่กำลังประชิดเข้ามาจากทุกทิศทุกทางอย่างรวดเร็ว

ขุมพลังที่ออกมาจากกลุ่มคนที่ล้อมกรอบเข้ามาเหล่านี้มิใช่พลังสัมผัสที่คุ้นเคย พวกมันแอบลอบซุ่มซุกซ่อนหลบตัว เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่ามันจะมุ่งหมายสิ่งใด การปรากฏกายของพวกมันย่อมมิใช่ลางบอกเหตุที่ดี

หัวคิ้วของเกอซีจิกเข้าหากันเล็กน้อย นางรีบกักซ่อนพลังปราณในกายกระโจนร่างขึ้นบนแผ่นหลังคาห้องนอนของตนเพื่อซ่อนกาย และซุ่มรอดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเรือนหลังน้อย

แทบจะในเวลาเดียวกันกับที่บุรุษร่างสูงทั้งสี่ผู้ห่อหุ้มกายด้วยเสื้อผ้าสีดำสนิทค่อยๆ ซุ่มลอบสะเดาะประตูเรือนหลังน้อยอย่างเงียบเชียบ

เกอซีไร้สิ้นกระแสพลังปราณใดจึงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือผู้มีพลังฝีมือในระดับใด ทว่าหากประเมินดูจากขุมพลังหนาแน่นที่เผยออกมาบ่งบอกให้รู้ได้ว่าพวกมันมิใช่พวกด้อยฝีมือ

ทันทีที่บุรุษร่างสูงที่สุดในกลุ่มยกมือโบกส่งสัญญาณ อีกสามคนที่เหลือต่างพุ่งตัวแยกย้ายเข้าไปในห้องต่างๆ ของเรือนหลังน้อย ส่วนบุรุษรูปร่างสูงที่สุดในกลุ่มเดินตรงเข้ามายังห้องนอนของเกอซี

หญิงสาวหวั่นใจรีบขยับกายพุ่งร่างกลับเข้าห้องนอนทางบานหน้าต่างด้านหลัง

ดูจากลักษะการเคลื่อนไหวที่พวกมันพยายามไม่กระโตกกระตากส่งเสียงให้ผู้คนในเรือนหลังน้อยรู้ตัว พวกมันย่องเข้ามาอย่างเงียบเสียงค้นหาบางสิ่งทั่วเรือนโดยไม่มีความมุ่งหมายจะสังหารผู้ใด ทว่าเหมือนมีเป้าหมายบางอย่าง พวกมันคงมาตามหาตัวนางเป็นแน่

เมื่อพวกมันกล้ามาด้อมๆ มองๆ ถึงที่นี่ นางย่อมสมควรเล่นเกมส์ร่วมด้วยสักครา ดูสิว่าพวกมันประสงค์สิ่งใด!

พฤติกรรมของกลุ่มคนพวกนี้น่าสงสัยยิ่งนัก พลังฝีมือของคนพวกนี้สูงส่งกว่าตัวนางหลายชั้น หากต้องปะทะกันจริง เกอซีหาได้หวาดกลัวไม่ เพียงทว่าผู้คนที่อยู่ในเรือนหลังน้อยจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

เมื่อวาดแผนการในหัวเสร็จสรรพ หญิงสาวรีบลงไปจัดท่านอนอยู่บนเตียงแสร้งแสดงราวกับว่าตนกำลังหลับใหลเพื่อรอดูวัตถุประสงค์การมาเยือนของพวกมัน เกอซีส่งจิตสำนึกกลับคืนไปในมิติเวท และเฝ้ารอดูสถานการณ์ด้านนอกผ่านมิติเวท

เพียงครู่ ห้องนอนถูกสะเดาะกุญแจ บานประตูถูกแง้มออกอย่างเงียบเชียบ เงาร่างสูงย่างกรายเข้ามาด้านในอย่างไร้สุ้มเสียง

แสงสว่างจากดวงจันทร์ และหมู่ดวงดาราส่งนำทางให้พอเห็นด้านในห้องตลอดถึงชายชุดดำผู้นั้น เกอซียังคงอยู่ในท่านอน ในขณะเดียวกันนางยังคอยควบคุมลมหายใจของตนเองให้เป็นปกติ หากทว่าเพียงเมื่อได้เห็นชายชุดดำผู้นี้ ใบหน้าของหญิงสาวกลับขมวดมุ่น

เหตุใดนางจึงรู้สึกคุ้นเคยกับบุรุษชุดดำผู้นี้ราวกับว่าเคยได้พบเจอกันมาก่อน?

บุรุษชุดดำผู้นั้นสวมใส่หน้ากาก เขาก้าวตรงเข้ามาที่เตียง เมื่อเห็นเกอซียังคงหลับลึกอยู่เช่นนั้น ความฉงนสงสัยฉายวูบผ่านแววตานั้นคราหนึ่งขณะที่เขาส่งสายตาเพ่งสำรวจผู้ที่อยู่เบื้องหน้า

ชายผู้นั้นจับจ้องใบหน้าแสนธรรมดาของเกอซีอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะยกมือขึ้นเหนือช่วงอกของอีกฝ่าย

เกอซีตระหนกตกใจเล็กน้อยเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะลงมือสังหารตน ทว่าครู่ต่อมา กลับรู้สึกได้ถึงอายพลังอันเย็นเยียบสายหนึ่งที่ถูกส่งผ่านฝ่ามือแทรกซึมผ่านช่วงอก

มันแทรกซึมลงสำรวจไปตลอดทั่วทั้งท่อนแขนท่อนขา ท่อนกระดูกนับร้อยไปตลอดถึงจุดตันเถียน และมาสิ้นสุดรวมลงที่ส่วนสมอง

เกอซีเบิกตาโตในมิติเวทของตน -------- วิชาสำรวจจิต!

บุรุษชุดดำใช้วิชาสำรวจจิตกับนาง! วิชานี้คือวิชาที่ผู้มีพลังยุทธชั้นสูงกว่าใช้สำรวจตรวจดูผู้มีพลังยุทธขั้นต่ำกว่าตน ซึ่งไม่เพียงจะสามารถขุดคุ้ยส่วนแห่งความทรงจำที่เก็บกักไว้เท่านั้น หากผู้ที่ถูกสำรวจลุกขึ้นต่อต้านขัดขืน ผลของมันจะลงเอยที่คนผู้นั้นต้องกลับกลายเป็นผู้ที่อยู่ในสภาพไร้สมองทึ่มทื่อ

กลุ่มคนเหล่านี้คือใครกัน ถึงกับใช้วิชาสำรวจจิตที่โหดเหี้ยมกับน่าหลานเกอซีเช่นนี้? พวกมันมุ่งหมายสิ่งใด?

เกอซียินดียิ่งนักที่จิตสำนึกของตนหลบเข้ามาอยู่ภายในมิติเวทแล้ว ดังนั้นเมื่อชายชุดดำขุดคุ้ยค้นลึกเข้าไปในความทรงจำของนาง เขาย่อมจะไม่พบสิ่งใด และจะรับรู้ได้แค่เพียงนางกำลังหลับใหลอยู่เท่านั้น

แน่นอนอย่างที่สุด ผ่านไปชั่วระยะเผาธูปครึ่งก้าน ขุมพลังอันโหดเหี้ยมขุ่นเคืองระเบิดพล่านออกมาจากร่างชายชุดดำ

ไม่มีอันใดเลย! ไม่คิดเลยว่าจะไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใดทั้งสิ้น! เฉกเช่นเดียวกับจุดตันเถียนไร้ค่าที่ไม่อาจกักเก็บกระแสพลังปราณได้ หญิงที่นอนอยู่บนเตียงผู้นี้เป็นตัวสวะที่ไร้ค่าอย่างแท้จริง




***จบตอน ยังคงเป็นตัวไร้ค่า***




หน้า: [1] 2 3 ... 10
SMF spam blocked by CleanTalk