กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
บทที่ 1 : เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต --เกาะแข้งเกาะขาไว้ให้มั่น !



" ใน Jiangcheng ชะตากรรมของตระกูล Lin ได้รับการพูดถึงอยู่เสมอ

    "พวกเขาคิดว่าพวกเขาเลือกผู้สนับสนุนที่ดี แต่พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าลูกเลี้ยงง่อยจะชนะ

    ตระกูลฟู่ฮ่า ๆ ๆ !" สมควรแล้ว! "

    " ตอนนี้ฟู่หมิงเฉินมีพลังมากขนาดนี้ใครจะกล้ายั่วยุหลินเฉิงเหอ ที่หนีออกมา ... ไม่ช้าก็เร็วจะถูกจับและทรมาน! "

    " ... "

    ไม่มีใครรู้ว่าครอบครัวของมิสลินคนที่สองที่หลบหนีได้กลับมาอย่างไม่คาดคิดในช่วงเวลาที่ทุกอย่างจะกลับคืนมาได้หลังจากชีวิตที่ถูกขโมยไปห้าปี

    ......

    หลินเฉิงเหอแอบเข้าไปในอาคารเรียนกฎหมายในวันลงทะเบียนของอ.

    เมื่อมองผ่านชั้นต่างๆเมื่อฉันปีนขึ้นไปบนชั้นสามในห้องทำงานที่มุมบันไดฉันก็ได้ยินคนพูดถึงชื่อของ Fu Mingchen

 


    "ถ้าไม่ใช่เพราะภูมิหลังครอบครัวเขาจะมาที่โรงเรียนของเราในฐานะศาสตราจารย์พิเศษได้ไหม?"

 


    "ไม่ถูกต้องคนประเภทนี้ล้วนอาศัยพื้นฐานครอบครัวของเขาเพื่อผ่านประตูหลังนี้มันขึ้นอยู่กับความสามารถที่แท้จริงของเขา ... ผู้ชายง่อยมีคุณสมบัติอย่างไร?"

 


    "ใครทำให้ผู้นำโรงเรียนหันมาหาเขานอกจากนี้ยังมีนักเรียนหญิงที่เลือกชั้นเรียนของเขาทุกครั้งที่พวกเขาดูดีและอัตราการเลือกชั้นเรียนของเขาสูงที่สุดในปีที่แล้ว!"

    หลินเฉิงเหอย่นคิ้ว

    โดยไม่คาดคิดวันก่อนที่ Fu Mingchen รู้สึกอึดอัดมากก่อนที่เขาจะเข้ายึดอำนาจ

    ต้องเป็นข่าวลือที่ทายาทคนอื่นของตระกูล Fu Fu Houjin ส่งมาซึ่งทำให้เกิดสถานการณ์ปัจจุบัน

 


    ตามเป้าหมายของเธอในการจับต้นขาของเธอตอนนี้ Fu Mingchen จะเป็นผู้มีพระคุณของเธอในอนาคตได้อย่างไรและเธอต้องยืนหยัดและปกป้องคำพูดสองสามคำเมื่อผู้มีพระคุณนินทาลับหลัง

    เขาไม่ลืมที่จะเคาะประตูอย่างสุภาพและโดยไม่คำนึงถึงปฏิกิริยาของคนในสำนักงาน Lin Chenghe ก็เปิดประตูและเดินเข้าไป

 


    มีครูผู้ชายสามคนนั่งอยู่ข้างในคนหนึ่งมีศีรษะล้านคนหนึ่งมีพุงเบียร์และอีกคนหนึ่งมีหูใหญ่พวกเขายังไม่แก่เกินไปที่จะดู แต่รูปลักษณ์นี้ดูไม่ค่อยดีนัก

    "คุณเป็นใคร"

    พวกเขาทั้งสามคนต่างตกใจ แต่พวกเขาก็รีบหลบหน้าหึงหวง

    Lin Chenghe ยิ้มเล็กน้อย: "อาจารย์สามคนฉันเป็นน้องใหม่ในภาควิชาภาษาจีนของมหาวิทยาลัย A Lin Chenghe"

 


    "คุณมาจากแผนกภาษาจีนคุณกำลังทำอะไรอยู่ในอาคารสำนักงานโรงเรียนกฎหมายของเรา"

    "รายงานต่อครูฉันจะหาใครสักคน"

    ใบหน้าของ Lin Chenghe หลอกลวงมากอย่างน้อยก็ในสายตาของคนนอกก็คือ ไม่เพียง แต่ Mingyan และเคลื่อนไหว แต่ยังมีความไร้เดียงสาและสดใสของหญิงสาว

    ทัศนคติของครูหลายคนดีขึ้นเล็กน้อย

    ครูบัลดิงกล่าวว่า: "คุณกำลังมองหาใครฉันสามารถช่วยคุณถามได้"

    Lin Chenghe ยืนอยู่ข้างประตูยิ้มกว้าง: "เพียงแค่มองหาคนที่เดินผ่านประตูหลังโดยอาศัยพื้นหลังและไม่ตรงกัน ความอาวุโสที่คุณเพิ่งพูด Fu Mingchen เป็นแขกรับเชิญศาสตราจารย์ - ฉันไม่รู้ว่าอาจารย์ชื่ออะไรตอนนี้ฉันจะเรียกคุณว่าอย่างไร? "

    การเปลี่ยนแปลงในการแสดงออกของทั้งสามเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

    มีการระเบิดของสีน้ำเงินและการระเบิดของสีม่วงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและดูเหมือนว่ายังมีลมหายใจติดอยู่ในหีบของพวกเขาและไม่สามารถออกมาได้

    ตอนนี้หลินเฉิงเหอเดาได้ว่าคนเหล่านี้ต้องมีอายุมากกว่าฟู่หมิงเฉิน แต่พวกเขาไม่ได้เป็นอาจารย์รับเชิญเช่นฟู่หมิงเฉินดังนั้นพวกเขาจึงอิจฉาโดยธรรมชาติ

    นับเวลานี้ฟู่หมิงเฉินอายุเพียงยี่สิบห้าปีเขายังเด็กและมีความสามารถจริงๆคนเหล่านั้นในชีวิตก่อนหน้านี้จะเพิกเฉยต่อศักยภาพที่แข็งแกร่งของฟู่หมิงเฉินได้อย่างไร?

    ตาบอดจริงๆ!

    หลังจากที่ครูชายท้องเบียร์กลายเป็นสีแดงในที่สุดเขาก็หายใจไม่ออก: "เราไม่รู้ว่า Fu Mingchen อยู่ที่ไหนคุณไปหาเขาด้วยตัวเองและคนที่คุณเพิ่งได้ยินคุณไม่ควรออกไปพูดเรื่องไร้สาระไม่เช่นนั้นจะ ระวังคุณด้วย ... "

    หลินเฉิงเหอแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา:" ฉันจะพูดเรื่องไร้สาระได้อย่างไรฉันได้บันทึกทุกสิ่งที่คุณพูดไว้แล้วตอนนี้ถ้ามีหลักฐานฉันจะไม่เรียกว่าเรื่องไร้สาระใช่มั้ย? "

    อาจารย์ทั้งสาม ตอนนี้ทุกคนต่างหวาดผวา

    ในขณะนี้หลินเฉิงเหอได้ยินเสียงหัวเราะสั้น ๆ อย่างรวดเร็วอยู่ข้างหลังเธอซึ่งหายวับไปทำให้เธอเกือบจะสงสัยในหูของเธอ

    หลังจากที่เธอหันหัวไปโดยไม่รู้ตัวรูม่านตาของเธอก็ถูกล็อคอย่างแน่นหนาและริมฝีปากสีดอกกุหลาบของเธอก็กว้างขึ้นเล็กน้อย

    ฟู่, ฟู่หมิงเฉิน ... ต่อมาสิ่งนี้โหดร้ายกระหายเลือดและโหดเหี้ยมและกระหายเลือดเหมือนปีศาจนรก ...

    ในขณะนี้เขาถือไม้ค้ำยันสีเทาเข้มด้วยมือของเขาและไม้ค้ำก็สลักไว้ที่ด้านล่าง - คำจารึกที่ซับซ้อนและซับซ้อนนั้นลึกลับราวกับเขาเป็น ...

    ฟู่หมิงเฉินมีใบหน้าที่สวยงามที่ทำให้ผู้คนหลงใหลลักษณะใบหน้าของเขาดูลึกซึ้งและเย็นชาคิ้วของเขาเหมือนดาบและริมฝีปากของเขาเหมือนดาบ แต่ล้อมรอบด้วย ความหดหู่น่ากลัวรอบกายสูงของเขา

    Lin Chenghe ตกตะลึง

    หลังจากที่ได้เห็นลักษณะ Fu Mingchen ของครูที่เคี้ยวลิ้นของพวกเขาแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ลนเพิ่มเติมได้ที่: "Master Fu ทุกอย่างเป็นความเข้าใจผิดเพียงแค่ตอนนี้ ..."

    "ใช่มันคือทั้งหมดที่ความเข้าใจผิด".

    "อย่าคิดว่า

    มากเกินไปเกี่ยวกับมันมาก !” พวกเขาไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ Fu Mingchen มาถึงดังนั้นพวกเขาจึงสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

    Lin Chenghe ได้เห็น Fu Mingchen อีกครั้งหลังจากผ่านไปหลายปีและมันยากที่จะอธิบายความรู้สึกของเขา

    บอกว่าเกลียด? ไม่เลยสิ่งที่ครอบครัวของเขาทำกับเขาในตอนนั้นก็สมควรที่จะจบลงอย่างนั้น

    ความกลัวเชื่อมโยงกับความอยากเข้าใกล้ทำให้หลินเฉิงเหออ้าปากพูดอะไรไม่ออก

    การจ้องมองที่เย็นชาและเฉยเมยของฟู่หมิงเฉินอยู่ที่เธอเพียงชั่วครู่จากนั้นกล่าวกับอาจารย์ทั้งสามว่า: "เนื่องจากเป็นเรื่องเข้าใจผิดจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้"

    หลินเฉิงเหอไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะทนได้เพื่อ ตอนนี้ค่อนข้างไม่เต็มใจพูดว่า: "แต่พวกเขาแค่ ... "

    ผ่านไปครึ่งทางพวกเขาก็หยุดทันทีในสายตาที่มืดมนของฟู่หมิงเฉิน

    เธอบังเอิญถูกครูที่ไม่รู้จักผลักออกจากห้องทำงานและประตูด้านหลังของเธอก็ปิดลงอย่างแรง

    หลินเฉิงเหอตบประตูอย่างไม่เต็มใจและขู่เสียงดัง: "อาจารย์หลายคนเจ้าต้องระวังกัดลิ้นตัวเองหลังจากเคี้ยวรากลิ้นจากด้านหลัง!"

    ฟู่หมิงเฉินจ้องไปที่เธอดวงตาของเขากระพริบด้วยความมืด

    จากนั้นเขาก็ออกคำสั่ง: "มากับฉัน"

    ไม่มีความอบอุ่นใด ๆ และเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง




***จบบท เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต --เกาะแข้งเกาะขาไว้ให้มั่น !***
2
สารบัญชีวิตจะรุ่ง ต้องมุ่งเกาะชายชุดดำ









ชื่อไทย : ชีวิตจะรุ่ง ต้องมุ่งเกาะชายชุดดำ
ชื่อจีน :  抱上黑化大佬的大腿后
Author : 香菜牛肉饺子
นิยายแนว : modern romance
ผู้แปล : สหายกู๋
สถานะ : กำลังแต่ง


ทำความเข้าใจก่อนอ่าน...

นิยายเรื่องนี้แปลจาก Google translate เพื่ออ่านฟรีเท่านั้น





เนื้อเรื่องโดยย่อ

ตระกูลหลินยืนอยู่ในแนวที่ไม่ถูกต้องและทำสิ่งเลวร้ายทั้งหมดและถูกบังคับให้ไปสู่ทางตัน หลินเฉิงเหอลูกสาวของตระกูลหลินเกิดใหม่เมื่ออายุสิบแปดดังนั้นเธอจึงรีบกอดต้นขาของเธอในขณะที่ชายร่างใหญ่ยังไม่เปลี่ยนเป็นสีดำ! ใช้ทักษะการเกิดใหม่เพื่อวางสายเล็กน้อยสวมเสื้อคลุมลึกลับหลายตัวเปลี่ยนชะตากรรมของครอบครัวและทำเงินได้มากมาย แต่ ... ฉันแค่อยากเป็นขาหมาของคุณแทนที่จะถูกกดทับ กำแพงที่จะจูบคุณอะไรนะ? เหรอ? เหรอ? [ตระกูล Lin เคยยืนอยู่ในแนวเดียวกับโสเภณีของตระกูล Fu และรีบฆ่า Fu Mingchen ตอนนี้ลูกชายที่ถูกทอดทิ้งของเขาถูกควบคุมตระกูล Lin ต้องโชคดี! 【ด้วยอารมณ์เย็นชาร้ายกาจและร้ายกาจของ Fu Mingchen ตระกูล Lin ไม่มีใครหนีไปได้โดยเฉพาะ Lin Chenghe ฉันได้ยินมาว่าเธอเคยดูถูก Fu Mingchen ... 】ผู้คนนับไม่ถ้วนรอวันที่จะชมการแสดงดีๆ พระสังฆราชแห่งตระกูลฟู่ที่ใช้ความรุนแรงต่อหน้าสื่อนับไม่ถ้วนโอบกอดผู้หญิงไว้ในอ้อมแขนของเขาและประกาศอย่างอ่อนโยน: [หลินเฉิงเหอภรรยาของฉันภรรยาของพระสังฆราชแห่งตระกูลฟู่ ทุกคนสามารถดูแลฉันได้เธอเป็นคนเดียวในชีวิตนี้ ] คนที่ย่ามใจ:? เหรอ? ถ้าคุณพูดดีแก้แค้นพูดดีๆระวังตอบตกลงคุณจะได้รับผลกรรม! ! โกหก!





บทที่ 1 : เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต --เกาะแข้งเกาะขาไว้ให้มั่น !





ติดต่อหรือให้การสนับสนุนได้ที่ Inbox เพจนิยายแปลออนไลน์
3
ธรรมะภาษาชาวบ้าน / ทำไมคนทำชั่วแล้วได้ดี มีให้เห็นอยู่ทุกวัน
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มีนาคม 07, 2021, 09:18:32 PM »
หืมมมม... ทิฏฐิ 62 รึ
ผลของวิบากกรรมเป็น "การสุ่ม" ครับ แต่ท่านได้รับผลนั้นแน่นอน
บางคนเกิดมาชั่ว 10 ชาติ ชั่วทุกชาติ แต่ได้กำเนิดดี มีทรัพย์สินอยู่สบาย บางคนเกิดมาชั่วทั้ง 100 ชาติ ก็ยังเกิดมาเป็นมนุษย์ร่ำรวยมีเงินทองทั้ง 100 ชาติ บางคนทำชั่วเป็น 1,000 ชาติต่อเนื่องกัน

เรื่องนี้นักบวชในอินเดียสมัยนั้นเขาเจริญญาณ ย้อนอดีตระลึกชาติได้ เขาจึงสรุปว่าผลของวิบากกรรมชั่วไม่มีจริง พระพุทธเจ้ามาตรัสแย้งว่า เพราะวิบากกรรมยังไม่ได้ส่งผลแค่นั้นเอง

"บุคคลทำการกระทำใดๆไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับผลของวิบากกรรมนั้น"

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ รู้ไปก็เท่านั้น พิสูจน์อะไรก็ไม่ได้ เชื่อไป หรือไม่เชื่อ... ก็ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรเลย ... เป็นเพียงแค่คำพูดของพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และคำพูดของนักบวชยุคนั้นอ้างว่าเข้าไปเห็นเท่านั้นเอง

อยากให้เด็กๆรุ่นหลังสนใจเรื่องที่มีประโยชน์กว่าเรื่องเหล่านี้

ผมทำคลิปอ่านให้ฟังเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ลองฟังดูนะครับ
4
ธรรมะภาษาชาวบ้าน / มรรค 8 คืออะไร
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มีนาคม 07, 2021, 09:03:36 PM »
1. มีความเห็นว่าทุกสิ่งไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
2. คิดในการออกจากกาม คิดในการละความยึดมั่น คิดในการออกจากตัณหา คิดในเรื่องถอนความอยาก
3. พูดแต่เรื่องในการออกจากกาม พูดในเรื่องการละความยึดมั่น พูดในเรื่องการออกจากตัณหา พูดในเรื่องการถอนความอยาก
4. มีศีล 5
5. อุ้มจานข้าว เดินไปขอเขากินเป็นอาชีพ
6. เพียรเผากิเลสทั้งกลางวันกลางคืน นอนหลับในช่วง 4 ทุ่มถึงตี 2
7. มีสติตั้งมั่นในการกำจัดกิเลสตลอดเวลา
8. เจริญฌาน 4

5


บทที่ 54 : เหมือนลากมาตบหน้า (3)



"หากนกอสูรนี่อยู่ในระดับเทพแล้ว ท่านพ่อ..ท่านเองก็เป็นยอดฝีมือระดับเทพเช่นกัน ? ก็แล้วเหตุใดท่านจึงกำราบมันไม่ได้เล่า ?"

ไป๋จื่อกัดริมฝีปาก สายตาของนางไม่อาจขยับออกจากวิหคเพลิงแสนสวยตัวนั้นได้เลย

"จื่อเอ๋อ เลิกวุ่นวายเสียที !" ไป๋เฉิงเซียงไม่ตามใจนางอย่างเคย สีหน้าของเขาเคร่งขรึม อีกทั้งคล้ำลงเล็กน้อย “นั่นคือสัตว์อสูรระดับเทพ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะควบคุมมันได้ง่าย ๆ อย่าพูดจาให้มันระคายเคืองใจ"

ไป๋จื่อรู้สึกเศร้า นัยน์ตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา นางกัดปากแน่น ขณะมองวิหคเพลิงที่งดงามอย่างไม่เต็มใจ

วิหคเพลิงส่งเสียงร้องเบา ๆ ก่อนจะเยื้องย่างช้า ๆ มาทางไป๋หยาน

ทุกย่างก้าวของวิหคเพลิงเต็มไปด้วยความสง่างาม ขนเงางามของมันแลดูเลอค่า โดยเฉพาะดวงตาสีเขียวที่เปล่งประกายสว่างไสว

สายตาทุกคู่มองตามร่างสีแดงเพลิงมาเรื่อย ๆ  กระทั่งมันมาหยุดยืนต่อหน้าไป๋หยาน

"ท่านตา..." ไป๋หยานเรียก ก่อนจะปรายตามองวิหคเพลิงแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาสนใจท่านตาของนางที่กำลังนิ่งอึ้งพร้อมกับส่งยิ้มให้  "ท่านชอบของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่านหรือไม่ ?"

ทั้งห้องจัดเลี้ยงเงียบสนิท เงียบชนิดที่เพียงเข็มหล่นก็ได้ยินเสียง

ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านสกุลหลานหันมองไป๋หยาน น้ำเสียงของเขาลังเลเล็กน้อย "ของขวัญนั่นก็คือ ... "

มันคือวิหคเพลิงจริง ๆ น่ะหรือ ?

ไม่ !

เป็นไปไม่ได้ !

ยามนี้ ในใจของทุกคนก็กำลังคิดว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น ทว่าพวกเขาก็พยายามลบความคิดนั้นออกจากหัว

ไป๋หยานเป็นใครกันแน่ ?

นางเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าที่ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน อีกทั้งยังหนีตามผู้ชาย ! ด้วยความสามารถของนาง นางจะปราบสัตว์อสูรระดับเทพได้อย่างไรกัน ?

ไป๋หยานเลิกคิ้ว ก่อนจะปรายตามอง เพียงนางแลมอง วิหคเพลิงก็ก้มหัวที่เคยหยิ่งผยองของมันลง จากนั้นก็หมอบลงต่อหน้าท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลาน

นี่เป็นวิธีการแสดงความเคารพของวงศ์วานวิหคเพลิง
หากสมาชิกตัวใดตัวหนึ่งของเผ่าพันธุ์วิหคเพลิงต้องศิโรราบต่อหน้าผู้อื่น พวกมันจะลดศีรษะลง และหมอบลงกับพื้น เป็นการพิสูจน์ว่าพวกมันเต็มใจที่จะเป็นข้ารับใช้ของเขา

ไป๋จื่อขยี้ตา นางแทบไม่อยากเชื่อในภาพที่ได้เห็น นางกำหมัดจนแน่นราวกับลูกบอลแข็ง อีกทั้งเกือบจะพูดโพล่งออกมาตามอารมณ์โกรธของตน

“นี่…” หลานหยูหายใจขัดเล็กน้อย “วิหคเพลิงนี่เป็นของขวัญที่เจ้ามอบให้ท่านตาของเจ้ากระนั้นหรือ ?”

นี่มิใช่สัตว์อสูรธรรมดา ๆ ทว่ามันเป็นวิหคเพลิงสัตว์อสูรระดับเทพเชียวนะ !

แม้แต่ในเผ่าพันธุ์อสูรเอง ก็มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถกำราบสัตว์อสูรระดับนี้ได้ !

หากตระกูลหลานสามารถควบคุมวิหคเพลิงตัวนี้ได้ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะกลับขึ้นมาเป็นตระกูลชั้นนำอีกครั้ง !

ไป๋หยานไม่กล่าวโอ้อวดแต่อย่างใด นางเพียงกล่าวว่า "ท่านตาก็อายุมากแล้ว เพื่อให้ท่านเดินทางได้สะดวกขึ้น หลานจึงเตรียมวิหคเพลิงตัวนี้มอบเป็นของขวัญให้ท่าน เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องเดินเหินมากนัก"

คนที่นั่นหลายคนอ้าปากค้าง และอีกหลายคนตาแทบถลนออกมานอกเบ้า

อายุมาก ? เดินทางไม่สะดวก ?

ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านแห่งตระกูลหลานออกจะดูแข็งแรง ไม่มีตรงไหนที่ดูแก่หง่อมถึงขนาดที่ว่าเลย

แล้วการใช้วิหคเพลิงเป็นพาหนะเช่นนี้ มันไม่ดูมากเกินไปหรอกหรือ ?

"ท่านพ่อ !" ครั้นเห็นวิหคเพลิงหมอบกราบท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้าน ไป๋จื่อก็อดอิจฉาขึ้นมาไม่ได้ นางเม้มปากเอ่ยกล่าวว่า "ไหนท่านว่า สัตว์อสูรทุกตัวล้วนหยิ่งยโสโอหัง ก็แล้วเหตุใดมันจึงยอมศิโรราบให้แก่ไป๋หยานล่ะ"

ไป๋เฉิงเซียงไม่สนใจถ้อยคำถามของบุตรสาว เขาเพียงมองไปทางไป๋หยาน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสลด

“เจ้าเจตนาทำเช่นนี้ใช่หรือไม่ ? จงใจซ่อนวิหคเพลิงตัวนี้ไว้ จากนั้นก็ยั่วยุให้ข้าขับเจ้าออกจากสกุลไป๋”




***จบบท เหมือนลากมาตบหน้า (3)***
6


ตอนที่ 181 เจ้าหลอกข้า?!



เกอซีชักแท่งเข็มเงินขึ้น ฉีกเสือด้านนอกของชายหนุ่มออกเผยมัดกล้ามเนื้อบนแผงอกที่แข็งแกร่งสมบูรณ์

ฝ่ามือน้อยๆ ที่อุ่นร้อนแตะสัมผัสลงไปตามจุดฝังเข็มทั่วแผ่นอก แท่งเข็มทั้งชุดถูกกดปักแทรกลงไปบนเส้นชีพจรสู่หัวใจของชายหนุ่ม

ฉับพลันนางได้ยินเสียงห้าวลึกดังขึ้นเบาๆ ที่ข้างกกหู “ไม่คิดเลยว่าซีเอ๋อจะใจดีถึงเพียงนี้”

นางรีบเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงงจึงสบเข้ากับใบหน้าเปื้อนยิ้มเปี่ยมเสน่หาของหนานกงยวี่

แม้ดวงหน้านั้นจะยังคงซีดเซียว ทว่าประกายตายังสื่อความรู้สึกได้อย่างชัดเจน นี่เขาไม่ได้หมดสติเฉียดตายเมื่อครู่ล่ะหรือ?

“เจ้าหลอกข้าหรือ?!” นางถลึงตาขมวดคิ้วเข้มด้วยแทบไม่อยากเชื่อ


จอมกะล่อน! แล้วเมื่อครู่นางหวั่นกังวลสิ่งใดกัน เขาถึงกับคุมให้ชีพจรในการเต้นผิดปกติ…. ชายผู้นี้น่าชังนัก เขาจงใจต้มนางจนเปื่อย!

เกอซีลุกพรวดหันหลังกลับด้วยสีหน้าเย็นชา

หนานกงยวี่รีบรั้งแขนนางไว้ “ซีเอ๋ออย่าเพิ่งไป!”

หากเกอซีคิดจะสะบัดมือออกย่อมง่ายดายยิ่ง เพียงไม่คิดเลยว่าหนานกงยวี่จะรวบรวมพลังปราณที่เหลือแค่เพียงน้อยนิดของตนเพื่อรั้งนางไว้ พลังในกายที่เหลืออยู่แค่เพียงเล็กน้อยส่งผลให้ฝ่ามือของชายหนุ่มเย็นเฉียบพลังชีวิตที่ไหลเวียนในกายบางเบาอย่างน่าใจหาย

“เจ้าบ้าไปแล้วรึ! หยุดใช้พลังแล้วปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้! อยากตายหรือไง?”

“ไม่ ซีเอ๋อต้องรับปากข้าก่อนว่าจะไม่ไป!”

ความว้าวุ่นใจเผยผ่านออกมาทางดวงหน้าของหญิงสาวด้วยเกรงว่าหากเขายังดึงดันเช่นนี้ต่อไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต นางรีบตอบกลับในทันที “ได้! ข้ารับปาก!”

ด้วยถ้อยวาจานี้ ชายหนุ่มจึงยอมคลายมือออกพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนแรงบางเบาบนมุมปาก “ซีเอ๋อ ยากนักหรือที่เจ้าจะยอมรับว่าเจ้าเองก็มีความรู้สึกกับข้าเช่นกัน?”

เพียงกล่าวจบเปลือกตาทั้งคู่ของเขาก็ทาบกันสนิท ครานี้เขาหมดสติไปแล้วจริงๆ

เกอซียังคงยืนนิ่งจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของชายหนุ่มด้วยสมองที่อื้ออึง เมื่อเห็นสีหน้าของเขายังคงเฉกเช่นเดิมนางจึงสามารถถ่ายถอนหายใจออกมาได้อย่างโล่อก



*****



แม้จะนึกโกรธที่หนานกงยวี่แกล้งหลอกตน แม้จะรู้ว่าอาการของเขายามนี้ไม่น่าห่วงกังวลมากนัก ถึงกระนั้นนางยังต้องให้การดูแลใส่ใจ และคำนึงถึงความปลอดภัยของเขาเป็นอันดับแรก

เกอซีสั่งให้ชิงหลงไปตระเตรียมห้องที่บรรจุหินผลึกเพลิงที่ร้อนระอุเข้มข้นด้วยขุมพลัง รวมถึงอ่างไม้พร้อมน้ำร้อน และสิ่งอันจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการรักษาดังเช่นเมื่อวันก่อน

หากจะเทียบกันแล้วโอสถในครานี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนเล็กน้อย เดิมทีเดียว อาการของหนานกงยวี่นับว่าดีขึ้นมากแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มตัวยา เช่นนั้นเกอซีจึงปล่อยให้ชิงหลงเป็นผู้ตระเตรียมทั้งหมด ทว่าผู้ใดใช้ให้เขาทำตัวบ้าระห่ำควบกลั่นพลังในกายออกมาเช่นนี้เล่า

เกอซีจึงต้องหยิบขวดกระเบื้องเคลือบจากมิติเวทอย่างไม่มีทางเลือก นางเทโอสถที่ปรุงเก็บไว้ไม่นานมานี้ลงในอ่างไม้

สิ่งที่อยู่ในขวดกระเบื้องเคลือบนี้นับเป็นสิ่งด้อยมูลค่าราคานักหากจะเทียบกับของวิเศษทั้งหลาย ทั้งนางก็จดจำไม่ได้ว่าตนได้มันมาจากที่ใด แม้มันจะสามารถบรรจุของแข็งได้ในปริมาณที่จำกัดหากทว่าสามารถบรรจุของเหลวได้ในปริมาณหลายตันเลยทีเดียว

โอสถน้ำนี้เกอซีเตรียมไว้เมื่อคืนในระหว่างที่ยังพอมีเวลาว่าง ตัวยาเคี่ยวมาจากสมุนไพรเวทที่ต้านต้านช่วยปลูกชุบชีวิตขึ้นใหม่ ประสานรวมเข้ากับทิพย์ธาราแห่งความโดษชั้นเก้าประสิทธิภาพของตัวยาจึงเข้มข้นกว่าโอสถเมื่อวานนี้ถึงพันเท่า

เพียงทว่าร่างกายของผู้ฝึกยุทธขั้นธรรมดาล้วนไม่อาจทนต่อความแรงของตัวยาได้ เช่นนั้นเกอซีจึงยังไม่เคยนำมันออกใช้เลยสักครา

ชิงหลงนำหนานกงยวี่หย่อนลงในอ่างน้ำโอสถตามคำชี้แนะของเกอซีจากนั้นจึงเขยิบกายไปด้านข้างเพื่อเฝ้าดูหญิงสาวนำแท่งเข็มเงินออกมาปักแทรกลงไปตามจุดสำคัญบนร่างกายของหนานกงยวี่ทีละเล่ม

เแท่งเข็มเงินจำนวนมากถูกฝังลงบนร่างของชายหนุ่ม กลุ่มอายควันเริ่มระเหยออกจากเรือนกาย ภายในห้องซึ่งเดิมทีเต็มไปด้วยความร้อนระอุ ยามนี้อุณภูมิกลับค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามปริมาณของกลุ่มควัน

สืบเนื่องมาจากพิษเหมันต์ในร่างของชายหนุ่มกำลังถูกบีบเค้นให้ปลดปล่อยตนออกมา

เกอซีส่งขวดกระเบื้องเคลือบในมือให้ชิงหลง “สีน้ำโอสถเจือจางลงเมื่อใด ให้เปลี่ยนน้ำแล้วเทโอสถในขวดนี้ตามลงไปอีก ทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องอีกสามวัน อาการของหนานกงยวี่ย่อมจะคืนสู่ภาวะปกติ”

ชิงหลงรับขวดโอสถพร้อมเอ่ยคำอย่างเร็วรี่ “พระชายา ยามนี้อาการของนายท่านยังไม่อาจวางใจ หวังว่าท่านจะยอมรั้งอยู่ที่นี่ จนกระทั่งนายท่านจะรู้สึกตัวตื่นขึ้น”




***จบตอน เจ้าหลอกข้า?!***
7


ตอนที่ 145 พิษเหมันต์


ผู้ที่ยืนถัดไปจากซวนหวู่นั้นคือบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหล่าสดใสกระจ่างในอาภรณ์สีจันทร์นวล ชายผู้ให้ความรู้สึกที่เยียบเย็นประดุจรูปสลักเสลาจากแท่งน้ำแข็ง เพียงท่าทางการยืนที่แสดงออก ล้วนสามารถทำให้ผู้ได้พบเห็นต้องหลีกกายให้ไกลห่าง

สัญชาตญาณบอกกับเกอซีว่าบุรุษผู้นี้ทรงพลังอย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าชิงหลง ทั้งยังมีจิตใจเย็นยะเยือกหมางเมินไร้ความรู้สึก เพียงไม่อาจคาดเดาได้ว่าคนผู้นี้คือใคร

เมื่อสายตาของนางเบี่ยงไปถึงบุรุษคนที่สาม หญิงสาวกลับต้องชะงักค้างไปเล็กน้อยเนื่องเพราะนางย่อมเคยประสบพบเจอชายผู้นี้มาก่อน แม้ในห้วงแห่งความทรงจำจะไม่มีสิ่งน่าประทับใจชื่นชมใด ทว่าเขาผู้นี้ย่อมต้องเป็น หวูอวี้ผู้ดำเนินการขายสินค้าออกทอดตลาดภายในหอรื่นรมย์ผู้นั้น

ชายหนุ่มย่อมสังเกตเห็นสีหน้าแปลกประหลาดใจของเกอซีที่เผยผ่านเมื่อสายตาของนางชะงักหยุดที่ตน มุมปากของเขาขยักยกยิ้ม ภายใต้แววตาที่นิ่งสงบนั้นซุกซ่อนความล้ำลึกอย่างมิอาจมีผู้ใดคาดเดาล่วงรู้ความนึกคิดจิตใจของชายผู้นี้

ชิงหลงปรี่ตรงเข้าหาหญิงสาวทันทีที่นางมาถึงโดยไม่แม้เพียงกล่าวเอ่ยต้อนรับ “เชิญท่านตามข้ามา”

ชั่ววูบบานประตูถูกผลักออก หญิงสาวก้าวฝีเท้าตามอีกฝ่ายเข้าไปด้านใน แค่เพียงเหยียบยย่างเข้าสู่อาณาเขตห้อง ความร้อนระอุพลันระเบิดจู่โจมถาโถมเข้าหา

หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นพร่างพรายกระจายทั่วผืนหน้าผาก หว่างคิ้วของนางจิกเข้าหากันเกิดเป็นร่องลึก เกอซีรีบรวมรวมพลังปราณวารีเพื่อต้านทานแรงความร้อนที่กลั่นควบแน่นอัดระอุอยู่ภายในห้อง ความรู้สึกอึดอัดที่พลุ่งพลานภายในกายจึงค่อยคลายลงไปได้

เมื่อชิงหลงรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังอันบริสุทธิ์ที่เปล่งรัศมีออกรอบกายของหญิงสาว ในแววตาของเขาฉายประกายแห่งความประหลาดใจขึ้นเล็กน้อยก่อนคำเอื้อนเอ่ยจะเปล่งออกมา “พิษเหมันต์ในร่างของนายท่านคล้ายเริ่มคืบคลานเข้าสู่หัวใจ แม้พวกเราจะพยายามกระทำทุกหนทางเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของพิษ ทว่ากลับสามารถบรรเทาลงได้แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

เพียงครู่ คนทั้งสองก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเตียงนอนขนาดใหญ่ กลุ่มควันกระจายกลบไปทั่วทุกมุมห้อง อุณหภูมิภายในเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงท่ามกลางกลุ่มหมอกควันที่ล่องลอยไปทั่วทั้งชั้นบรรยากาศนั้นคือ หนานกงยวี่

เพียงคราแรกที่ได้เห็นชายหนุ่ม นัยน์ตาของเกอซีพลันหรี่เล็กลง

บุรุษผู้หลับใหลอยู่กลางเตียงสวมใส่เพียงเสื้อคลุมเส้นไหมสีขาวละเอียด ปลายผมของเขาปล่อยสยายอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท ใบหน้าที่หล่อเหลานั้นประดุจดั่งรูปหยกสลักเสลาจากแดนสรวง แม้ภายในห้องจะร้อนรุ่มแผดเผาราวเพลิงไหม้ ทว่าดวงหน้าของเขากลับไร้สีเลือด ใบหน้านั้นซีดขาวคล้ายถูกแช่แข็งด้วยความเย็นยะเยือกจนโปร่งใส

เกอซีไม่เคยพบเห็นหนานกงยวี่ในสภาพเยี่ยงนี้มาก่อน

ในความทรงจำที่ประทับอยู่ในห้วงใจ หนานกงยวี่คือบุรุษสูงศักดิ์งามสง่าผู้เปี่ยมล้นไปด้วยแรงดึงดูดจิตใจปานประดุจมารปีศาจ บุรุษบ้ากามที่หน้าหนาอย่างเหลือทน ทว่าเขาในยามนี้กลับดูอ่อนแอเปราะบางปานประหนึ่งสามารถแตกสลายไปกับมือแค่เพียงได้รับการจับต้องสัมผัส

เย็นเฉียบ! ฝ่ามือของเกอซีสั่นสะท้านทันทีที่นางหยิบยกข้อมือของอีกฝ่ายขึ้น ความรู้สึกปานประดุจนางกำลังสัมผัสกับชิ้นหยกที่เพิ่งนำออกมาจากจุดเยือกแข็ง เยียบเย็นถึงเพียงนี้ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสล้วนสามารถจินตนาการได้ว่ามันสามารถสร้างความหนาวสั่นสะท้านไปถึงชั้นกระดูกได้มากเพียงไร

จิตใจของเกอซีจดจ่ออยู่กับการถ่ายทอดกระแสพลังตรงเข้าสำรวจตรวจตราลักษณะการเต้นของเส้นชีพจรก่อนจะค่อยๆ แทรกกระแสพลังถ่ายเทลงสำรวจตลอดทั่วทั้งร่างของอีกฝ่าย

หลังจากนางนิ่งค้างอยู่ในท่าการตรวจรักษาเช่นนี้นานกว่าชั่วเผาก้านธูป คิ้วทั้งสองของนางกลับยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ชิงหลงผู้เฝ้าคอยสังเกตการณ์อย่างไม่วางตาย่อมเห็นอาการกระวนกระวายร้อนใจของผู้ที่ให้การตรวจรักษา สีหน้าของเขาค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปทีละน้อยคล้ายความร้อนไหม้กำลังค่อยๆ แผดเผาตัวเขายิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้หลายครั้งที่ความรุ่มร้อนภายในใจเรียกร้องให้เขาเอ่ยแทรกถามเกอซีถึงอาการเจ็บป่วยของนายท่าน ทว่าด้วยเกรงว่าการรบกวนกระบวนการรักษาอาจส่งผลร้ายต่ออาการของนายท่าน ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงกล้ำกลืนวาจา และเฝ้ารอเพียงเท่านั้น

ทว่าเมื่อความอดทนของเขาเกือบจะพ้นขีดจำกัด เกอซีพลันคลายฝ่ามือของตนออก หากแต่ริ้วรอยอาการยับย่นในหว่างคิ้วกลับมิได้ลดคลาย


ชิงหลงรีบเอ่ยถามด้วยความร้อนรน “นายท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ยังสามารถเยียวยารักษาได้หรือไม่?”

แม้หากท่านหมอซียอดอัจฉริยะผู้สามารถให้การรักษาโอวหยางฮ่าวเซวียนยังถึงความสิ้นหวัง เช่นนั้นพวกเขาคงไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกไปเสียจากต้องร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสแห่งสหพันธ์แพทย์ และคนผู้นั้นย่อมต้องเป็นท่านอาจารย์ของจูเฉวี่ย

ทว่าหากเรื่องต้องดำเนินไปเช่นนั้นจริง สภาพร่างกายของนายท่านย่อมถูกเปิดเผยสู่ภายนอก และหากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าตำหนักราชันมัจจุราชคงมิอาจรักษาสถานภาพอันสูงส่งเหนือโลกหล้าได้อีกต่อไป อีกทั้งผลพวงจากสิ่งนี้ย่อมกลายเป็นการเชื้อเชิญหายนะมาสู่นายท่านอย่างแน่นอน

แค่เพียงคิด ฝ่ามือของชิงหลงก็จับกำกระบี่แน่น แววตาคู่นั้นจับจ้องไปยังเกอซีด้วยความคาดหวังอย่างแรงกล้าโดยที่แม้กระทั่งเขาเองก็ยังมิทันรู้ตัว




***จบตอน พิษเหมันต์***
8


ตอนที่ 180 ชายหญิงไม่ควรสัมผัสต้องกาย



“ปลอบขวัญอะไร?”
“จูบข้าสักครา”

มุมปากเกอซีกระตุกทันที “ฝันไปเถิด เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่าชายหญิงไม่ควรสัมผัสต้องกาย?”

“ที่กล่าวว่าชายหญิงไม่ควรสัมผัสต้องกายนั้นหมายถึงผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันไม่ใช่หรือ?” หนานกงยวี่คลี่ยิ้มเผยคำ “เจ้าคือชายาของเปิ่นหวาง เราจะไม่เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร? นี่ยังไม่นับรวมที่เราทั้งคู่ต่างทั้งกอดทั้งจูบกันมาแล้วด้วยซ้ำ…..”

ขณะที่กล่าวเขายังยื่นนำเสนอหน้าตนเองเข้ามาใกล้คล้ายจะบอกเป็นนัยว่า ‘ข้าพร้อมแล้ว’

นางแทบจะหลุดหัวเราะออกมาเพราะความหน้าหนาของชายผู้นี้ นางไม่รู้จริงๆ ว่านี่คืออุปนิสัยที่แท้จริงของเขาหรือสิ่งที่เห็นเพียงเพราะผลข้างเคียงจากอาการป่วยทำให้การทำงานของสมองรวนเร

“ผู้ใดเกี่ยวพันกับเจ้า? เลิกฝันเฟื่องว่าความรักของเจ้าจะสมหวังมีอีกฝ่ายที่พร้อมจะทุ่มรักอย่างสุดใจได้แล้ว ข้าหาได้สนใจเจ้าไม่!”

ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ ความขุ่นเคืองแม้เพียงน้อยไม่ปรากฏ กลับกันเขาเพียงยื่นนิ้วมาดีดปลายจมูกงอนงามของนางเบาๆ “ร้ายนัก! ย่อมได้ เมื่อเจ้าไม่ยอมจูบข้า เช่นนั้นข้าก็ขอน้อมรับความพ่ายแพ้ด้วยการเป็นฝ่ายจูบเจ้าแทน!”

กล่าวจบเขาขยับกายเข้าไปใกล้ก้มลงจุมพิตลงบนริมฝีปากสีเชอร์รี่ของนาง

เกอซีหันหนีผลักเขาออกในทันที ทว่า ผู้ใดจะคิดว่าหนานกงยวี่จะร่วงตกหัวกระแทกมุมโต๊ะเสียงดังสะท้อนไปทั่วห้อง

เกอซีตกตะลึงงันด้วยไม่คิดเลยว่าหนานกงยวี่ผู้แข็งแกร่งทรงพลังเหนือผู้ใดจะร่วงตกโต๊ะเพียงเพราะถูกผลัก

โดยที่แท้แล้วนางคงหลงลืมไปว่าพลังฝีมือยามนี้ของตนเองได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่แปดของขอบเขตพลังปราณขั้นปฐมภูมิโลกันตร์ ขณะที่ร่างกายของหนานกงยวี่ยังอยู่ในช่วงพักฟื้นสามวัน กำลังปราณ และความแข็งแกร่งนับว่าอยู่ในขอบเขตที่จำกัด

เมื่อชิงหลงได้ยินเสียงดังสนั่นจากด้านใน เขารีบผลักประตูออกทันทีด้วยความหวั่นวิตก ครั้นเมื่อกวาดสายตาดูจนทั่วห้องจึงเห็นนายท่านของเขานอนหมดสติกองอยู่กับพื้นไม่ไกลกันนักคือเกอซีผู้ยืนจังงังอยู่ด้วยอาการฉงนงงงวย

ฉากที่ปรากฏเบื้องหน้าฟ้องเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่ค่อยมั่นใจ ทว่าชิงหลงเดือดดาลขึ้นมาทันทีเมื่อรู้สึกว่าเกอซีทำให้นายท่านของเขาได้รับบาดเจ็บกระทั่งหมดสติอีกครั้งแล้ว เพียงเท่านั้นตลอดทั่วทั้งร่างของชายหนุ่มพลันระเบิดอายพลังอันเย็นยะเยียบแผ่ซ่าน

“ท่านมาเพียงเพื่อช่วยตรวจดูอาการของนายท่านเท่านั้นมิใช่หรือ? ไม่ว่านายท่านจะยั่วโมโหหรือทำให้ท่านต้องขุ่นเคืองสักเพียงใดการที่ท่านผลักนายท่านจนล้มเช่นนี้คือสิ่งสมควรแล้วกระนั้นหรือ? จงอย่าได้หลงลืมไปว่าที่นายท่านต้องตกอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้เพราะนายท่านทุ่มเทกายใจเพื่อช่้วยเหลือท่าน!”

ชิงหลงผู้มีปกติเงียบขรึมถึงกับสติหลุดตะเบ็งเสียงลั่นสนั่นเป็นครั้งแรก สำหรับพวกเขาแล้ว สวัสดิภาพของนายท่านนับเป็นสิ่งอันพึงสังวรเหนืออื่นใด

ทว่าทันทีที่เขาสิ้นคำตำหนิติว่าเกอซี เมื่อชายหนุ่มก้มหน้าลงจึงประสานเข้ากับแววตาที่เย็นเยียบหม่นมืดของนายท่าน

อารมณ์ที่ส่งผ่านประกายตาอันเย็นชาบ่งบอกชัดในความหมาย ‘ชายาของข้าคือผู้ที่เจ้าสามารถขึ้นเสียงได้กระนั้นหรือ? รนหาที่ตายนักใช่ไหม?’

เส้นเลือดตลอดทั่วทั้งหน้าผากของชิงหลงกระตุกตุ้บๆ หยาดเหยื่อเย็นหลั่งไหลร่วงบนแผ่นหลัง

เขาเริ่มรู้สึกได้ทันทีว่าสถานภาพของตนถูกสั่นคลอนเสียแล้ว….. ไม่สิ! สถานภาพของเขาสั่นคลอนเช่นนี้ตั้งแต่ครั้งที่นายท่านได้พบกับคุณหนูน่าหลานในคราแรกแล้วต่างหาก! เขาไม่เคยคิดเลยว่านายท่านจะลงมือสังหารเขาเพียงเพื่อสตรีผู้เดียว!

หากทว่าเกอซีหาได้ล่วงรู้ถึงการแอบส่งสัญญาณกันอย่างลับๆ ระหว่างผู้เป็นนายกับผู้รับคำสั่งคู่นี้ เสียงตะคอกของชิงหลงทำให้นางว้าวุ่นกระวนกระวายใจกระทั่งต้องรีบเข้ามาตรวจดูอาการของหนานกงยวี่

ส่วนชิงหลงก็หัวไวพอที่จะรีบตรงเข้ามาช่วยนางประคองยกร่างผู้เป็นนายขึ้นเอนอิงซบลงบนอกของเกอซี หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้สนองการรับใช้ส่วนพระองค์ในราชันมัจจุราชของเขานั้นหาใช่ง่ายดายอย่างแท้จริง!

เกอซีกุมมือชายหนุ่มเริ่มตรวจดูอาการ ทว่ายิ่งตรวจจับดูอาการของอีกฝ่าย บนใบหน้าของนางกลับยิ่งแสดงอาการร้อนรนใจมากเท่านั้น

แม้ร่างกายจะไม่มีบาดแผลใด ทว่าลมหายใจแผ่วบางยิ่งนัก ชีพจรเต้นเบาไม่ราบเรียบสม่ำเสมอ

นางว้าวุ่นกังวลใจยิ่งนัก แม้ไม่อยากจะยอมรับ ทว่ายามนี้ นางกำลังห่วงกังวลถึงชายผู้นี้อย่างยิ่ง

ความกระสับกระส่ายที่แฝงมากับความหวาดกลัว กลัวว่าเขาจะจากนางไปจริงๆ อาการของเขาย่ำแย่ถึงขนาดที่แม้นางจะพยายามรักษาอาการของเขาอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้วก็ยังไม่อาจวางใจให้สงบสุขุมขึ้นได้




***จบตอน ชายหญิงไม่ควรสัมผัสต้องกาย***
9


ตอนที่ 179 ช่วยปลอบขวัญ



มุมปากเกอซีกระตุก นางรีบโต้กลับ “ผู้ใดบอกบอกเจ้าว่าไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องเป็นชายาของเจ้า?”

หนานกงยวี่เลิกคิ้วสูง “เจ้าไม่ต้องการ?”

อีกฝ่ายถลึงตาดุกลับ “พวกเราเพิ่งรู้จักกันแค่เพียงเดือนเดียวเท่านั้น….”

“อา! จริงสิ เราเพิ่งรู้จักกันแค่เพียงชั่วขวบเดือน ทว่าเราทั้งโอบกอด ทั้งจุมพิตอย่างดูดดื่ม ซีเอ๋อ เรามีความสัมพันธ์แนบสนิทชิดใกล้ถึงเพียงนี้เจ้ายังมีใจกล่าวว่าพวกเราเป็นเพียงคนแปลกหน้าอีกกระนั้นหรือ?”

เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นเต็มหน้าผากฝ่ายหญิง นี่เขากล่าวอะไรออกมา โอบกอดรึ? จุมพิตรึ? เห็นอยู่ชัดๆ ว่าข้าเป็นฝ่ายถูกบังคับ!

หนานกงยวี่เอนกายลงมากระซิบใกล้ข้างใบหู “ซีเอ๋อไม่เต็มใจจะมาเป็นชายาเป็นภรรยาที่ถูกต้องของข้ากระนั้นหรือ?

อุ่นไอร้อนจากลมหายใจของบุรุษกระทบผ่าวอยู่ข้างหู ใบหน้าที่หล่อเหลาหาใดปานขยับแนบชิดใกล้ หัวใจของเกอซีเต้นกระหน่ำจนอกแทบระบิด ใบหน้าค่อยๆร้อนผ่าวแดงระเรื่อขึ้นเรื่อยๆ “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้าเต็มใจหรือไม่….”

ชายหนุ่มยิ้มกว้างด้วยความเปรมปรีดิ์ “โอ! เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้ายินดีใช่ไหม? เพียงซีเอ๋อยินยอม ที่เหลือย่อมมิใช่ปัญหา ข้าสุขใจยิ่งนักที่พวกเราต่างเห็นพ้อง”

“ผู้ใดเห็นพ้องกับเจ้ากัน?!” ปลายคิ้วงามขมวดเข้าหากันแสดงถึงความไม่สบอารมณ์

ชายผู้นี้กลายเป็นพ่อจอมกะล่อนตั้งแต่เมื่อไรกัน! ครั้งแรกที่ได้พบกัน เขาคือทรราชผู้หล่อเหลาเหี้ยมโหดมิใช่หรือ!

หนานกงยวี่รีบขยับย้ายที่เข้ามานั่งข้างๆ เกอซีอย่างคล่องแคล่วว่องไวก่อนจะค่อยๆ วางมือลงบนเอวอ่อนที่เพรียวบางของอีกฝ่าย “เอาล่ะ ชายาแห่งข้า ครานี้่เจ้าจะร่วมโต๊ะกับข้าได้แล้วหรือยัง? เห็นไหม ข้าเตรียมสำรับชุดพิเศษไว้ให้เจ้าตั้งมากมาย เจ้ายังไม่ได้แตะแม้เพียงน้อยด้วยซ้ำ หรือเจ้าไม่ไยดีข้าแล้ว?”

เมื่อบ่าวไพร่บริวารทั้งหลายได้เห็นสีหน้าท่าทางโอนอ่อนเอาใจของท่านอ๋องที่ช่างตรงกันข้ามกับอุปนิสัยโดยปกติของพระองค์แล้ว แต่ละคนต่างตกตะลึงจ้องค้างจนลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า ทุกสายตารวมลงที่เกอซีปานประหนึ่งพวกเขาได้พบเจอสิ่งมีชีวิตที่พบเจอได้ยากยิ่ง

พระชายา จะอย่างไรก็คือพระชายาอย่างแท้จริง!  พวกเขาไม่เคยเห็นท่านอ๋องประจบประแจงเอาใจหรือแสดงท่าทีรักใคร่เอ็นดูผู้ใดเช่นนี้มาก่อน

เมื่อหญิงสาวรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตา ใบหน้าของนางก็ยิ่งแดงก่ำไปถึงใบหู นางหันควับจ้องอีกฝ่ายตาเขียวปัด “เอามือออกไป!”

“ไม่” ชายหนุ่มตอบกลับทันควันปานประหนึ่งเป็นสิ่งอันควรยอมรับได้ว่าเขาย่อมสามารถแตะต้องตัวนางได้

“ต่อไปพระชายากับข้าจะร่วมโต๊ะกันเช่นนี้ พวกเจ้าไม่ต้องอยู่คอยดูแลรับใช้ ออกไปให้หมด”

ทันทีที่ได้รับคำสั่ง แต่ละคนล้วนพร้อมน้อมปฏิบัติตาม ทุกคนรีบถอนตัวออกอย่างเร็วรี่ เพียงไม่นานที่เสวยพระกระยาหาร ณ พลับพลาริมน้ำก็เหลือแค่หนานกงยวี่กับเกอซีแต่เพียงลำพัง

ชายหนุ่มรีบกล่าวคำ “เช่นนี้ก็จะไม่มีผู้ใดมารบกวนพวกเรา ซีเอ๋อไม่ต้องเหนียมอายแล้ว”

ผู้ใดเหนียมอาย?! เหนียมอายเจ้าสิ! เหนียมอายบ้านเจ้าสิ!


หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากจะกระโดดถีบพ่อหนุ่มไร้ยางอายผู้นี้สักพลั่ก

ทว่าชายหนุ่มรีบทำเสียงเศร้าคอตก “ซีเอ๋อเมื่อวานเราเพิ่งจะตกลงกันแท้ๆ เมื่อข้าลืมตาตื่นขึ้นก็อยากเห็นหน้าเจ้า ข้ารอเจ้ามาตั้งแต่เช้า เจ้าน่าจะรีบมาปลอบขวัญข้าไม่ใช่หรือ?”

เมื่อหญิงสาวหวนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่นางจะออกจากตำหนักราชันมัจจุราชเมื่อวานนี้ ใบหน้าของนางพลันแดงฉาน “ใครใช้ให้เจ้ารีบตาหูเหลือกตื่นมาแต่เช้าเล่า? เช่นนี้หากเจ้าดันโผล่ตื่นขึ้นมากลางดึก ข้ามิต้องคอยอยู่เฝ้าเจ้าทั้งคืนกระนั้นหรือ?”

“เป็นความคิดที่ดีมากเลย” นัยน์ตาของเขาเป็นประกาย “จริงด้วย เจ้าคือชายาของข้า สมควรอยู่ในตำหนักแห่งนี้ร่วมกับข้าจึงจะเหมาะสม ใครอยู่ด้านนอกเข้ามาที….”

นางลุกลี้ลุกลนรีบเอื้อมมือไปปิดปากเขาเป็นพัลวัน “เจ้าจะทำอะไรอีก?”

ชายหนุ่มปลดมือน้อยๆ ลงมากุมไว้อย่างอบอุ่นพลางตอบคำด้วยท่าทีด้อยเดียงสา “ก็สั่งให้คนไปจัดเตรียมห้องหับไว้ให้เจ้า โอ้! ต้องข้างๆ ห้องข้าสิดี!  เอ…...หรือเรามานอนร่วมเตียงกันดีกว่าไหม ซีเอ๋อ? นั่นล่ะที่เปิ่นหวางรอมานานแล้ว!”

เกอซีเริ่มเห็นแล้วว่าเขาชักจะเริ่มรุกหนักข้อขึ้นทุกที นางรีบร้องขัดให้วุ่นวาย “พอแล้วๆ! เช้าตรู่ไก่โห่ขนาดนี้ยังมาคิดอะไรบ้าๆ! รีบปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้เลย!”

ชายหนุ่มยังไม่ยอมละมือ หากแต่กลับเหยียดแขนตระกองโอบรอบเอวรั้งร่างของนางเข้ามาใกล้ “ให้ปล่อยนั้นย่อมได้ ทว่าข้าเฝ้ารอเจ้ามาตั้งแต่เช้า เช่นนั้นซีเอ๋อต้องปลอบขวัญข้าเสียก่อน”




***จบตอน ช่วยปลอบขวัญ***
10


บทที่ 53 : เหมือนลากมาตบหน้า (2)



ไป๋เฉิงเซียงรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่ง เขากล่าวออกมาด้วยความโมโหว่า “ท่านคาดหวังว่าข้าจะรู้สึกเสียใจที่ตัดขาดความเป็นพ่อลูกกับนางกระนั้นหรือ ? ไม่มีทาง ตระกูลไป๋ของข้าไม่สนใจคนขี้เกียจเช่นนั้นหรอก !”

"ฮึ ข้าก็หวังว่าเจ้าจะทำตามที่เจ้าพูด ต่อไปเจ้าก็อย่าได้รบกวนหลานสาวของข้าอีก !"

ใบหน้าของท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านเย็นชา ยิ่งคิดถึงสิ่งที่ไป๋หยานได้รับจากบ้านสกุลไป๋ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาก็ยิ่งเจ็บปวด กระทั่งอดไม่ได้ที่จะแสดงความกราดเกรี้ยวออกมา

"ท่านตา" ไป๋หยานดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของตี้คัง ก่อนจะวิ่งไปหาท่านตา นางไม่ลืมที่จะหันกลับไปมองค้อนเขาสั้น ๆ "ท่านตาเพิ่งจะครบรอบหกสิบปีเมื่อไม่นานมานี้ ในครานั้นข้าไม่อาจมาร่วมงานได้ เช่นนั้นวันนี้ข้าจึงเตรียมของขวัญพิเศษมามอบให้ท่าน"

"ของขวัญพิเศษหรือ ?"

ไป๋จื่อที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งสบโอกาสกล่าววาจาหยามเหยียดไป๋หยานทันที "ไม่คิดว่าจะมีคนพูดจาไร้ยางอายได้ถึงเพียงนี้ กะแค่ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เจ้ายังกล้าพอที่จะเรียกมันว่าเป็นของขวัญพิเศษอีก"

นับแต่วันที่นางตกเป็นเหยื่อการกลั่นแกล้งของไป๋เสี่ยวเฉิน ไป๋จื่อก็เลิกรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าสาธารณชนเช่นเมื่อก่อนอีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น นางเกลียดชังไป๋หยานเข้ากระดูกดำ จึงไม่แปลกที่นางจะพูดทุกอย่างตามแต่ใจคิด

ไป๋หยานไม่สนใจเด็กสาวงี่เง่านั่นเลย ไม่แม้แต่จะปรายตามองเสียด้วยซ้ำ "ท่านตา ท่านต้องชอบของขวัญชิ้นนี้เป็นแน่" ไปหยานก้าวไปข้างหน้า จากนั้นก็ผิวปากส่งเสียงหวิว ๆ ราวนกหวีด

ส่วนท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านก็กำลังสงสัยว่า เขาจะได้รับของขวัญใดกันแน่ เสียงนกหวีดที่คมชัดดึงเขาออกจากห้วงคิด บนท้องฟ้ายามราตรี ปรากฏเส้นแสงสีแดงเพลิงราวกับดวงอาทิตย์วาดโค้งอย่างน่าประทับใจกลางนภาที่มืดมิด

"นั้น...นั่นมันอะไรกัน ?"

ทุกคนในห้องจัดเลี้ยงต่างจ้องมองแสงนั่นด้วยความประหลาดใจ ทุกสายตาต่างจับจ้องตรงจุดนั้นแน่นิ่ง กระทั่งแสงนั่นพุ่งลงมาที่หน้าประตูทางเข้า …

มันคือนก... นกที่สวยงามมาก ขนของมันสีแดงราวโลหิต ทำให้รูปลักษณ์ของมันไม่ต่างกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วงในยามค่ำคืน ดวงตาของมันสีเขียวสดใส ประหนึ่งแก้วโมราสีเขียวแสนสวย ทุกคนต่างนิ่งงันราวถูกสะกดจิต

นกตัวนี้เริ่มส่งเสียงร้อง เสียงของมันช่างไพเราะ กังวานใส อีกทั้งอ่อนหวาน

ค่ำคืนที่มืดมิด นัยน์ตาของหนานกงอี้พลันเปล่งประกาย “สัตว์อสูร...วิหคเพลิง !”

สัตว์อสูร...วิหคเพลิง ?

ดวงตาของทุกคนในที่นั้นต่างเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดสัตว์อสูรจึงมาปรากฏตัวที่นี่ ?

แน่นอนว่า ไม่มีผู้ใดคิดว่านกนั่นมา เพียงเพราะเสียงผิวปากของไป๋หยานเมื่อครู่

"ท่านพ่อ...นกตัวนั้นสวยงามมาก"

เป็นธรรมดาที่ สตรีมักจะอ่อนไหวกับของสวย ๆ งาม ๆ

ไป๋จื่อเองก็ไม่อาจหักห้ามใจได้ นางเข้าไปเกาะแขนเสื้อของไป๋เฉิงเซียง พลางเริ่มร้องขอเหมือนเด็กนิสัยเสีย "ท่านพ่อ จับนกตัวนั้นให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ?

ตอนนี้ไป๋เฉิงเซียงได้แต่หน้าเสีย

ไม่ต้องกล่าวถึงระดับความแข็งแกร่งของนกอสูรตัวนี้ เพียงความจริงที่ว่ามันเป็นสัตว์อสูรก็มากพอที่จะรู้ตัวเองได้แล้วว่า เขาไม่สามารถควบคุมมันได้เป็นแน่

ในโลกนี้มีเพียงเผ่าพันธุ์อสูรเท่านั้นที่สามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตซึ่งมีระดับความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้

ตี้คังเชิดหน้าขึ้น ขณะกล่าวกับไป๋จื่อว่า "สัตว์อสูรระดับเทพเช่นนี้ เจ้ามีปัญญาควบคุมมันได้กระนั้นหรือ ?"

นี่เป็นประโยคแรกที่ตี้คังกล่าวกับไป๋จื่อ แท้จริงแล้ว นางน่าจะดีใจจนแทบจุดพลุฉลอง หากทว่าน้ำเสียงของเขากลับทำให้นางหน้าขาวซีดด้วยความอับอายเสียมากกว่า

"ท่านพ่อ !" น้ำตาของไป๋จื่อไหลรินออกมาเช่นเคย ไป๋จื่อร่ำไห้ แววตาของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ว่าโลกไม่เป็นธรรมกับนางเลย

ไป๋เฉิงเซียงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะกล่าวยอมรับความจริง "ท่านอ๋องคัง กล่าวถูก สัตว์อสูรในโลกนี้ต่างภาคภูมิ และเย่อหยิ่งเป็นนิสัย พวกมันไม่มีวันยอมจำนนต่อมนุษย์"

ทว่าเหตุใด …

เหตุใดนกอสูรตัวนี้จึงปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ?

อย่าว่าแต่ไป๋เฉิงเซียงเลย ทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้ต่างก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

นกอสูรระดับเทพเช่นนี้มิใช่สัตว์อสูรธรรมดา ๆ หากคิดจะควบคุมมันก็ต้องให้ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานกับไป๋เฉิงเซียงซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือระดับสูงของอาณาจักรผนึกกำลังรวมกัน จึงจะสามารถควบคุมมันได้



***จบบท เหมือนลากมาตบหน้า (2)***
หน้า: [1] 2 3 ... 10
SMF spam blocked by CleanTalk