กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1


ตอนที่ 107 ข้าจะกลับไปกับเจ้า



โดยไม่รั้งรอให้ไป่หูอึกอักพยายามคิดค้นหาคำตอบ เกอซีก็ตะเพิดชายหนุ่มออกไปนอกเรือนอย่างไร้เยื่อใยแล้ว

หลังจากจัดการฉินลู่ และไล่ไป่หูกลับไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวยังคงไม่กลับเข้าไปในห้อง นางกลับยังคงนั่งรออย่างนิ่งสงบอยู่ภายในสวนเช่นเดิม

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม*ใครบางคนเหยียบเยือนเข้ามายังเรือนหลังน้อย คนผู้นั้นคือพ่อบ้านหวางจ้ง
*ครึ่งชั่วยาม คือหนึ่งชั่วโมง

จากรูปร่างหน้าตาที่เห็น หวางจ้งผู้นี้ดูจะเป็นเพียงชายวัยกลางคนที่น่าจะมีอายุประมาณสามสิบถึงห้าสิบปีเท่านั้น แผงคิ้วหนาขับนัยน์ตาให้โดดเด่น แค่เพียงเห็นการแต่งกายก็สามารถบ่งบอกถึงสถานภาพของเขาได้ทันที พลังฝีมือของคนผู้นี้นับได้ว่าสูงส่งที่สุดในหมู่ทาสรับใช้แห่งน่าหลาน มันสามารถบรรลุถึงระดับสูงสุดของพลังปราณระดับที่สอง ปฐมภูมิโลกันณ์ และอีกไม่ช้านาน มันจะสามารถก้าวข้ามไปสู่พลังปราณระดับขั้นที่สามพลิกผันอเวจี

ยามเมื่อมันสาวเท้าก้าวเข้ามา สายตาของมันกวาดตวัดไปยังแอ่งโลหิตที่นองโชกพื้น แผงคิ้วนั้นขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

ภายในบริเวณสวนยังคงมีกรุ่นอายแห่งพลังปราณของยอดฝีมือหลงเหลืออยู่ พลังปราณของผู้ที่มีฝีมือยุทธสูงส่งยิ่งกว่าตัวมันเองจนสามรถกระตุ้นเร้าความรู้สึกหวาดกลัวให้เกิดขึ้นภายในใจของหวางจ้งได้

มันสอดส่ายสายตาโดยรอบก่อนมาบรรจบลงที่เกอซีผู้นั่งจิบชาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ภายในแววตาของมันบ่งบอกถึงความแคลือบแคลงสงสัยอย่างเด่นชัด

นี่คือคุณหนูสามแห่งน่าหลานผู้มีแต่ความตื่นกลัวทั้งยังเป็นผู้ไร้ความสามารถ เศษสวะที่ถูกขับออกมาจากเรือนผู้นั้นล่ะหรือ? ทว่าจากที่เห็นนี้ แม้นางจะอยู่ในสภาพค่อนข้างขาดสารอาหารแลดูอมโรคไร้สิ้นพลังกระแสปราณที่พลุ่งพล่านในกาย ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายเจิดจ้า สตรีผู้ขลาดเขลาไร้ค่าผู้นั้นหายไปไหนเสีย?

หรือจะมียอดฝีมือคอยช่วยหนุนหลังคุณหนูสาม ทำให้นางเย่อหยิ่งจองหองผยองตนเช่นนี้? กระทั่งฉินลู่ยังถูกนางจัดการด้วยแผนการอันชั่วร้าย

ฮึ่ม! นางประเมินความสามารถของตนสูงส่งเกินไปแล้ว คิดหรือว่าแค่เพียงมีผู้ช่วยหนุนหลัง ก็จะสามารถกระทำตนผยองกับสกุลน่าหลานได้? เห็นจะมีแค่เพียงคนธรรมดาสามัญเท่านั้นที่นางสามารถลงมือจัดการได้!

แม้หวางจ้งจะเหยียดหยันเยาะเย้ยอยู่ภายในใจ ทว่าสิ่งที่แสดงออกกลับยังคงมีความเคารพยำเกรง “บ่าวรับคำสั่งจากฮูหยินมาเรียนเชิญคุณหนูสามกลับเรือนใหญ่ขอรับ”

เกอซีวางถ้วยชาลงพร้อมปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “หากข้าไม่กลับเล่า?”

นัยน์ตาหวางจ้งหรี่ลง ฉับพลันขุมพลังที่รุนแรงร้ายกาจก็พวยพุ่งออกมาจากร่างของมันอย่างไม่มีการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า

แรงพลังกระแสปราณของผู้มีพลังฝีมือชั้นสูงกดดันให้จางซาน ซีเจี่ยรวมไปถึงเหล่าบริวารที่อยู่ร่วมกันเพื่อช่วยปกป้องเกอซีมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป ผู้ที่ยังมีฐานพลังฝีมือด้อยยิ่งรู้สึกอ่อนแรงเข่าล้าทรุดร่างลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น

กระทั่งสีหน้าของเกอซีก็ซีดเผือดลงไปเช่นกัน ร่างที่นั่งอยู่บนม้าหินสั่นสะท้านเล็กน้อย

หวางจ้งมีสีหน้าพึงพอใจเมื่อได้เห็นความอ่อนด้อยของอีกฝ่าย เจ้าพวกที่เป็นดั่งมดปลวกเบื้องหน้าเขาพากันเนื้อกายสั่นสะท้าน หวางจ้งค่อยๆ ลดพลังปราณของตนเองลงทีละน้อย

รอยยิ้มแห่งความเคารพยังคงฉาบทาอยู่บนดวงหน้าชายวัยกลางคน ทว่าในแววตากลับฉายอาการแห่งความเหยียดหยัน และย่ำยี “บ่าวรับคำสั่งฮูหยิน ต้องนำตัวคุณหนูสามกลับไปขอรับ หากคุณหนูสามยืนกรานขัดชืนเช่นนี้ บ่าวจำต้องจับคุณหนูสามมัดกลับคืนสู่เรือนใหญ่ขอรับ”

เกอซีกดสายตาลงทำให้มิอาจมีผู้ใดสามารถอ่านความรู้สึกจากใบหน้าซูบตอบนั้นได้ ทว่ามันประดุจดั่งว่าหญิงสาวกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวจากคำขู่ ซึ่งทำให้แม้กระทั่งปลายเส้นผมของนางก็ยังไหวระริกอย่างเห็นได้ชัด

ผ่านไปครู่หนึ่ง หวางจ้งจึงได้ยินน้ำเสียงของอีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างแผ่วเบา “ได้ ข้าจะกลับไปกับเจ้า”

หวางจ้งผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ มันยิ่งรู้สึกได้ชัดว่าเกอซีผู้นี้นับเป็นบุคคลที่ต่ำต้อยอย่างแท้จริง ยามนี้มันมั่นใจเหลือเกินว่า นางก็ยังคงเป็นเศษสวะไร้ค่าที่ขลาดเขลาเช่นเดิมผู้นั้น นางทำได้เพียงนั่งกอดเข่าผอมบางของตน ไม่มีสิ่งใดแสดงออกถึงความน่ายำเกรงเลยแม้แต่น้อย

ส่วนฉินลู่ ผู้ใดจะล่วงรู้ได้ว่ามันเพียงได้รับบาดเจ็บหรือสิ้นใจไปแล้ว มันเป็นเพียงตัวสวะที่ไม่มีพลังฝีมือสูงส่งเท่าไร มันเพียงรู้จักแต่การประจบสอพลอไปวันๆ หาได้มีผู้ใดในเรือนใส่ใจในความเป็นความตายของมันไม่

เกอซีขึ้นไปบนรถม้าที่หวางจ้งจัดเตรียมไว้ เสียงแม่นมเฉินร้องเรียกอย่างร้อนรนติดตามมาจากด้านหลัง “คุณหนู คุณหนูขอบ่าวติดตามไปด้วยเจ้าค่ะ บ่าวกับเซี่ยวหลีขอกลับไปกับคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ! เบื้องหน้าต่อไป คุณหนูจะต้องกลายเป็นคุณหนูผู้เกรียงไกรแห่งสกุลน่าหลาน คุณหนูจะอยู่ที่นั่นโดยไม่มีแม่นม และสาวใช้ข้างกายได้อย่างไรเจ้าคะ!”

ในแววตานั้นเปี่ยมไปด้วยความมุ่งหวัง ราวกับนี่คือความไฝ่ฝันอันยาวนานของนางที่จะได้เห็นเกอซีกลับไปเป็นคุณหนูแห่งเรือนน่าหลานอีกครา

รอยยิ้มอย่างเย็นชาเผยผ่านมุมปากของเกอซียามเมื่อนางเอ่ยกล่าวขึ้นอย่างเนิบช้า “เมื่อแม่นมเฉินหมายจะติดตามข้าไปด้วยก็มาเถิด ส่วนเซี่ยวหลี เจ้าอยู่ที่นี่ คอยช่วยดูแลการฝึกฝนของพวกซีเจี่ยจนกว่าข้าจะกลับมา”




***จบตอน ข้าจะกลับไปกับเจ้า***
2


ตอนที่ 106 ให้นางได้ตามประสงค์



ฉินลู่ดิ้นรนต่อสู้จนหมดแรงพลัง นัยน์ตาของมันกลับกลายเป็นไร้อารมณ์ความรู้สึก สติสัมปัชฌัญญะเลือนลางจางหาย

เกอซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้หัวใจ “พูดมา เหตุใดฮูหยินน่าหลานจึงเรียกตัวข้ากลับไป?”

ฉินลู่เบิ่งดวงตาอันไร้ความรู้สึกออกกว้างขณะที่ปากของมันขยับอ้า “ฮูหยินไม่ต้องการให้คุณหนูรองสมรสกับนายน้อยแห่งสกุลจู หากแต่ชื่อเสียงของคุณหนูรองถูกทำให้หม่นหมองไปแล้ว อีกทั้งสกุลจูยังไม่ยอมปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นจบลงโดยง่าย ฮูหยินจึงคิดหาหนทาง ใช้กิ่งบ๊วยเข้าเสียบก้านบนต้นท้อ*โดยให้คุณหนูสามเข้าพิธีสมรสกับนายน้อยแห่งสกุลจูแทนคุณหนูรอง จากนั้นจึงแพร่กระจายข่าวออกไปว่า นายน้อยสกุลจูเกิดความเข้าใจผิดเนื่องจากผู้ที่เปลื้องผ้าและทำเรื่องน่าอับอายให้เกิดขึ้นแก่นายน้อยสกุลจูผู้นั้นคือคุณหนูสามแห่งสกุลน่าหลาน หากเป็นดังเช่นที่กล่าว สกุลน่าหลาน และสกุลจูย่อมสามารถเกี่ยวพันดองกันได้ด้วยพิธีสมรสในครานี้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้ชื่อเสียงของคุณหนูรองไม่แปดเปื้อนอีกด้วย”

*ใช้กิ่งบ๊วยเข้าเสียบก้านบนต้นท้อ หมายถึงย้อมแมว
เป็นเช่นนี้เอง

มุมปากของเกอซียกยิ้มอย่างเยาะหยัน “จูจงป้าคือไอ้อ้วนอืดสมองกลวง ทั้งยังบ้าอิสตรี....... ฮูหยินน่าหลานจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้าจะยอมออกเรือนแทนน่าหลานเฟ่ยเสวี่ย?”

ฉินลู่ตอบกลับ “ข้าไม่รู้ ซือลู่เพียงกล่าวว่าฮูหยินมีวิธีที่สามารถทำให้คุณหนูสามต้องยอมรับ และออกเรือนแทนคุณหนูรอง แม้จะไม่เต็มใจก็ตาม”

เมื่อได้ยินเรื่องราวทุกอย่างจากฉินลู่แล้ว เกอซีถอนแท่งเข็มเงินออกมาก่อนจะเหวี่ยงร่างฉินลู่ทิ้งไป

ซีเจี่ยเข้ามาโค้งศีรษะให้นายหญิงของตน “นายน้อยต้องการให้ข้าเก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อยไหมขอรับ?”

เกอซีพยักหน้า หญิงสาวเพียงปรายตาดูซีเจี่ยลากฉินลู่ผู้ดูราวกับคนพิการออกไปในสภาพไม่ต่างจากซากสุนัขด้วยแววตาที่ด้านชาไร้ความรู้สึก

ครั้นเมื่อหันกลับมาอีกคราจึงประสานเข้ากับดวงตาที่ตื่นตระหนกด้วยความประหลาดใจของไป๋หู่

“คุณหนูน่าหลาน ท่าน.....มิใช่ไม่มีพลังยุทธหรอกหรือ? เหตุใดท่านจึงสามารถสะกดจิตผู้คนได้?

เกอซีกลับมานั่งบนม้านั่งศิลา นางยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคราก่อนจะเอ่ยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาเนิบ “เจ้าลืมไปแล้วล่ะหรือว่างานของข้าคือสิ่งใด? ตราบใดที่เจ้ามีความชำนาญคุ้นเคยต่อสภาพสรีระของมนุษย์ เจ้าย่อมมีความสามารถในการควบคุมผู้คนได้ตามใจปรารถนา”

ภายในใจของไป๋หู่สั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นกระทั่งทั่วทั้งกายตึงเกร็ง ในแววตาเผยให้เห็นถึงความยอมรับระคนหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

จริงสิ! คุณหนูน่าหลานคือยอดหมออัจฉริยะผู้สามารถเยียวยารักษาอาการเส้นชีพจรฉีกขาดของนายน้อยแห่งสกุลโอวหยางได้ คนไร้ค่าเยี่ยงฉินลู่ย่อมไม่อยู่ในสายตาของนาง

อา.... ช่างเป็นสตรีที่ควรค่าสมกับการที่นายท่านสนใจอย่างแท้จริง

เมื่อคิดได้เช่นนั้น สายตายามเมื่อชายหนุ่มจับจ้องมายังเกอซีจึงเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมอย่างเหลือล้น เขารีบละล่ำละลักบอกกล่าว “คนจากเรือนใหญ่น่าหลานกล้ารังแกคุณหนู ทั้งยังหมายจะล่อลวงคุณหนูให้ออกเรือนไปกับนายน้อยสกุลจูที่น่าขยะแขยงนั่น กล้าก่อเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ พวกมันสมควรตายตกเป็นหมื่นครั้ง คุณหนูให้ข้าติดตามท่านไปสั่งสอนพวกมันให้ได้สำนึกว่าอย่าได้คิดเหิมเกริมเช่นนี้อีก”

เกอซีแย้มยิ้มอย่างเย็นชาขณะทิ้งสายตาไปยังอีกฝ่ายกระทั่งทำให้ไป๋หู่รู้สึกหวาดหวั่น หญิงสาวเพียงส่ายหน้าพลางเอ่ยตอบ “ไม่จำเป็น ข้าคิดจะกลับเรือนใหญ่น่าหลานอยู่แล้ว ฮูหยินน่าหลานหมายจะให้ข้าออกเรือนไปกับจูจงป้ามิใช่รึ? ข้าสามารถทำให้นางสมหวังได้ สมควรได้เวลาตอบแทนน้ำใจนางแล้ว”

“เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?” ไป๋หู่ร้องลั่นด้วยท่าทีร้อนใจยิ่งนัก “นายท่านไม่ยอมให้ท่านเข้าพิธีสมรสกับผู้อื่นอย่างแน่นอน ในเมื่อท่านคือ........”

เพียงถูกสายตาอันเย็นยะเยียบของเกอซีจับจ้อง อีกฝ่ายพลันชะงักปากทันที ทั้งยังกระถดถอยไปถึงสองก้าวด้วยความหวาดกลัว

ทว่าภายในใจกลับรันทดหดหู่ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเขาคือผู้มีพลังยุทธในระดับชั้นปฐพีสะท้านสะเทือนแล้วเหตุใดเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณหนูน่าหลานผู้ไร้พลังฝีมือเขากลับรู้สึกว่าตนไม่เคยอยู่ในสายตาของอีกฝ่ายแม้เพียงเล็กน้อย ทว่ากลับกลายเป็นเขาที่ต้องเป็นฝ่ายตกอยู่ภายใต้ความรู้สึกเกรงกลัวเสียเอง!

เกอซีเรียกเซี่ยวหลีให้จัดสำรับอาหารส่งให้แก่ไป๋หู่ พร้อมกับอาหารที่หยิบยื่นส่งให้ หญิงสาวเปล่งเสียงขึ้นจมูกกล่าวคำ “ข้าจะออกเรือนไปกับผู้ใด ข้าเท่านั้นเป็นผู้ตัดสินใจ ผู้ที่หายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ใส่ใจกระทั่งจะเอ่ยกล่าวบอก มีคุณสมบัติใดมาบงการการตัดสินใจของข้า?”



***จบตอน ให้นางได้ตามประสงค์***

3


บทที่ 26: อยากขโมยไก่แต่กลับต้องเสียทั้งไก่ทั้งข้าว



'เฮ้..เฮ้...กล้าหลอกลวงนายน้อยหรือ ไอ้คนสารเลว? คิดว่าข้าไม่มีมาตรการตอบโต้เรื่องนี้หรอกรึ?'

ฝางซิงเยาะเย้ย นัยน์ตาของเขาเป็นประกาย น้ำเสียงก็ชัดเจน ท่าทางของเขาผ่อนคลายราวกับว่าเขาไม่ให้ความสำคัญใดๆ กับโฮวชิงเลย  "อย่า...เจ้าอย่าพยายามที่จะเล่นเกมกับข้า แม้ขั้นการฝึกของข้าอาจจะไม่เท่ากับเจ้า แต่ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้าเจ้าก็อาจไม่มีโอกาสอยู่ดูพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้! เจ้าคิดว่าเจ้าซ่อนตัวตนของเจ้าได้ดีมากงั้นรึ? ฮะ! ข้ารู้ตัวตนของเจ้ามาแต่แรก  และข้าได้ทิ้งจดหมายแจ้งผู้อื่นเอาไว้แล้ว ... "

หยดเหงื่อเย็นๆ ไหลลงจากหน้าผากโฮวชิง ใจเขาสั่น ขณะกดดาบสีเงินเล่มนั้นไปที่ฝางซิงเพื่อหมายชีวิต

ดาบสีเงินนั่นฝังอักษรรูน์โบราณไว้หลายตัว ดูไม่ใช่ดาบธรรมดาๆ

“ข้าถามเจ้าว่า เจ้ารู้ตัวตนของข้าได้อย่างไร..?”

โฮวชิงเต็มไปด้วยไอสังหาร จากความตื่นตระหนกเมื่อมีคนล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริง ทำให้เขาใกล้เป็นฆาตกรเข้าไปทุกที

ยิ่งได้รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา ทั้งยังมีแผนสำรองตอบโต้เขาไว้แล้วด้วย ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งหวาดกลัว

ฝางซิงกดดันโฮวชิงด้วยการเปิดเผยตัวตน ในตอนแรกเขาเพียงหวังจะยื้อเวลาไม่ให้โฮวชิงจากไปง่ายๆ  แต่บัดนี้เขาต้องพยายามหาข้อแก้ตัวที่ดี เพื่อยับยั้งไม่ให้โฮวชิงฆ่าเขาจริงๆ

สมองของฝางซิงคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว แล้วเขาก็โพล่งออกมา “เจ้านี่โง่จริงๆ เจ้าไม่คิดหรือว่า ในหมู่ศิษย์นอกสำนัก คนที่ต้องการผงหินพิสุทธิ์อย่างเร่งด่วน จะมีสักกี่คนกัน?  "

โฮวชิงชะงักทันที ขาของเขาสั่นคลอน ด้วยความรู้สึกทั้งโกรธทั้งอาย
ใช่..เขาคิดว่าไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนสามารถระบุตัวตนของเขาได้

ศิษย์ที่เพิ่งผ่านเข้ามาจากการคัดเลือกเมื่อครึ่งปีก่อน มีเด็กเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้ามาเป็นศิษย์นอกสำนัก หรือสามารถผ่านขั้นฝึกฝนจากระดับต้นมาได้ แต่ไม่มีใครสามารถมาถึงระดับที่จะผ่านไปสู่ระดับ 4 เช่นนี้ได้ ส่วนใหญ่ก็แค่ผ่านเข้ามาเป็นนักพรตน้อย อย่างดีก็แค่ผ่านระดับต้น จะหายาบรรลุขั้นไปทำไม

ในความเป็นจริง โฮวชิงรู้ดีแก่ใจว่า ในหมู่ศิษย์นอกสำนักนับพันเหล่านี้เขาเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขาก็คือ การที่เขาฝึกฝนจนผ่านขั้นสองมาแล้วก่อนหน้าจะเข้าร่วมสำนัก หลังจากเข้ามาในสำนัก เขาได้พบกับเพื่อนเก่าที่คอยช่วยเหลือ จัดหายาเพิ่มพลังต่างๆ  ให้เขา จนเขาสามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกฝน จนตอนนี้เขาติดอยู่ที่คอขวดระหว่างขั้นที่สามกับสี่

และคนที่รู้เรื่องระดับขั้นของเขา ก็มีเพียงไม่กี่คน กระทั่งเขาไปยังหุบเขาที่พำนักของเพื่อนหญิง แล้วได้ประมือกับพวกรุ่นพี่ จนพวกนั้นพ่ายแพ้ไป

แน่นอนว่าเรื่องนั้นย่อมแสดงตัวตนของเขาให้โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

“ไม่จริงหรอก ต่อให้เป็นเช่นนั้น เขาก็แค่คาดเดา ทำไมถึงมั่นใจจนเอ่ยชื่อข้าออกมาได้ล่ะ?”

โฮวชิงคิดเช่นนั้นขึ้นมาได้ เขาก็บังคับดาบไปทางฝางซิงอีกครั้ง

ฝางซิงอาจไม่ใช่ปรมาจารย์ที่รู้ทุกเรื่องในโลก แต่ประสบการณ์ของเขาก็มีไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนึกอยู่ชั่วครู่ ฝางซิงก็หาทางออกได้  เขาพูดเยาะๆ ว่า “ตอนแรก ข้าก็มีคนที่ข้าสงสัยหลายคน ว่าชายคนนั้นคือใครกัน? ข้าเติบโตมาในสำนักนี่ คนกว่าครึ่งที่ข้าสงสัยข้าล้วนรู้จักดี ด้วยน้ำเสียง  และท่าทางของเจ้า ไม่ใช่พวกเขาแน่ๆ  พอคิดดูอีกที คนส่วนใหญ่ที่ตลาดมืดนั่น ชอบผ้าคลุมหน้าสีดำ มีเพียงเจ้าสวมใส่ผ้าคลุมสีขาว เสื้อคลุมของเจ้าก็สะอาดสะอ้าน นี้อาจหมายความว่าเจ้าชอบสีขาว หรือเจ้าเป็นคนที่รักความสะอาด  และประณีตมากเหลือเกิน ดังนั้นจากที่กล่าวมา มันก็แคบลงมาอีก และเจ้ามีกลิ่นมัสค์ที่เข้มข้นมาก...? "

ฝางซิงทำท่าราวกับไม่สามารถทนต่อกลิ่นนั่นได้ เขาโบกมือไหวๆ ที่จมูกของตน "การที่ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใคร ไม่ใช่เรื่องยาก!"

โฮวชิงตัวสั่นระริก เขายกวงแขนของตนขึ้นจ่อจมูก  ก่อนที่จะก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว

ฝางซิงยังตีเหล็กขณะร้อน  "ฮึ..ดังนั้นเมื่อข้ากลับไป วันนั้น ข้าพยายามสอบถามข้อมูลจากคนอื่นๆ และก็ได้ร่องรอยมากมาย ถ้าข้าไม่รู้ตัวตนเจ้าสิ น่าแปลกมากกว่า ที่จริง ข้าเคยเห็นเจ้าใกล้ๆ ด้วยซ้ำ ไฝที่อยู่ตรงคิ้วของเจ้า นั่นแหละเป็นตัวบ่งชี้ว่าเจ้าเป็นใคร หากการแลกเปลี่ยนเป็นไปด้วยดี ข้าก็ไม่อยากเปิดเผยตัวตนของเจ้า แต่นี่เจ้ากล้าหักหลังข้า!”

โฮวชิงรู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ ในเวลาเดียวกัน ก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว

ตอนแรก โฮวชิงคิดว่าฝางซิง “เป็นเพียงเด็กรุ่นสองที่ไม่ได้เรียนรู้ หรือมีทักษะอะไรมากมาย เลยมองข้ามไป ไม่คาดคิดว่าชายคนนี้จะฉลาดถึงเพียงนี้ วางแผนจนสามารถสืบหาตัวเขาได้ คิดแล้วก็ยิ่งเย็นเยือกไปทั้งใจ ในเวลาเดียวกัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองด้านข้างของฝางซิง พินิจว่าเป็นคนเดียวกับที่เขาพบเมื่อ 9 วันก่อนนี้หรือไม่

ฝางซิงมองโฮวชิงที่แสดงสีหน้าอธิบายไม่ถูก ดาบของโฮวชิงยังคงลอยอยู่ในอากาศ ฝางซิงพยายามเดาใจโฮวชิง เพื่อเติมเชื้อไฟลงไปเรื่อยๆ

ฝางซิงปลดผ้าคลุมหน้าสีดำของเขาออก พร้อมกล่าวเสียงเย็นๆ ว่า "ข้าแค่ต้องการให้การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ราบรื่น ไม่อยากมีปัญหาใดๆ ตอนนี้ข้าให้เจ้าได้เห็นหน้าข้า เจ้าก็ควรมอบเม็ดวิญญาณอสูรของแท้ให้แก่ข้า นับจากวันนี้ไป เราต่างไม่รู้จักกัน เจ้าไม่ต้องกังวลว่าข้าจะหักหลังเจ้า หรือคิดแก้แค้นใดๆ กับเจ้า เมื่อเจ้าเห็นหน้าข้าแล้ว มันก็เพียงพอที่จะคุกคามข้าได้แล้ว...”

"เจ้า..."

โฮวชิงชะงักขณะมองหน้าที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้าม  พลันเขาก็รู้สึกประหลาดใจ จนอดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“ฟิ้ว........”

ทันใดนั้น ลำแสงสีทองก็สว่างวาบส่องประกายออกมาล้อมรอบฝางซิง แสงจากดาบอัคคีเก้างูทองนั่นเอง มันหมุนวนรอบตัวฝางซิง  พร้อมกับงูทองทั้งเก้าที่ลอยรอบๆ ดาบ

ดาบนั้นทรงพลังมาก มากกว่าดาบเงินของโฮวชิงหลายเท่า มันปล่อยกลิ่นอายพลังเย็นยะเยือก

โฮวชิง รู้สึกประหลาดใจทันทีที่เห็น แต่ยังควบคุมจิตใจตนเองไว้ได้ เขากล่าวเสียงเย็นๆ ว่า "เจ้าคิดจะสู้กับข้าหรือ?"

ฝางซิงยิ้มเยาะอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวว่า "เหมือนที่ข้าเคยกล่าวไว้ ข้าแค่อยากจะทำธุรกิจ ข้าอยากบอกให้เจ้าทราบอีกอย่างว่า ถึงแม้ว่าขั้นฝีมือของเจ้าอาจจะสูงกว่า แต่ข้าก็มีคลังอาวุธเวท... ถ้าเราต้องต่อสู้กันจริงๆ   เจ้าอาจจะไม่ใช่ผู้ได้เปรียบ"

โฮวชิงมองไปที่ดาบอัคคีเก้างูทองนั่น  ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ 

ในความคิดของเขา การรับมือกับดาบอัคคีเก้างูทองนี่ยากมาก ถ้าต้องต่อสู้กันจริงๆ เขาเกรงว่าอาจได้รับบาดเจ็บไม่ใช่น้อย

ดาบนั่น ทำให้เขารู้สึกถึงการคุมคามที่แข็งแกร่ง
บรรดาลูกหลานของผู้มีอำนาจในสำนัก สามารถครอบครองอาวุธเวทที่มีคุณภาพสูงมากมาย น่าเสียดายจริงๆ

"เมื่อพี่ชายต้องการแค่ทำธุรกิจ...เช่นนั้น..โปรดยอมรับคำขอโทษอย่างจริงใจของข้า"

โฮวชิงค่อยหยุดดาบบนอากาศของเขาอย่างระมัดระวัง  ก่อนจะทำท่าแสดงอาการคำนับต่อฝางซิง แต่ขณะก้มคำนับ ก็ยังไม่วายระแวง

ฝางซิงโบกมือ และกล่าวว่า "ไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก! ข้าต้องการเพียงเม็ดวิญญาณอสูร!"

โฮวชิงยิ้มอย่างอึดอัดใจ เขาสอดมือลงไปในอกเสื้อ นำขวดเคลือบเล็กๆ ออกมา แล้วโยนไปให้ฝางซิง

ฝางซิงรับขวดเคลือบมา เปิดจุก แกล้งทำดมกลิ่นยาเม็ดนั่น แล้วปิดจุก เขายิ้มเยาะไปทางโฮวชิง เอ่ยกล่าวว่า “แค่การแลกเปลี่ยนง่ายๆ ทำไมเจ้าต้องทำให้ยุ่งยาก? น้องชาย ข้าจะบอกเจ้าบางสิ่ง  เจ้าอย่าเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยมันจะนำพาตัวเจ้าไปสู่หายนะ! เอาล่ะ ไปได้ ถ้าจะให้ดีเราไม่ควรมาเจอกันอีก"

จากนั้น เขาก็หันกลับพร้อมรอยยิ้มเยาะ ขณะที่ดาบอัคคีเก้างูทองยังลอยอยู่บนอากาศ

"โปรดรับการคารวะจากข้าอีกครั้งเพื่อขอโทษ"

โฮวชิงโค้งคำนับอีกครั้งด้วยท่าทางสุภาพ เขาไม่ต้องการมีปัญหากับลูกหลานของผู้มีอำนาจในสำนัก

ในความเป็นจริง ตอนนี้..โฮวชิงเริ่มเสียใจ เพราะเกรงว่าชายคนนี้อาจใช้ความสัมพันธ์ภายในสำนักเพื่อกดดันเขาในภายหลัง

แต่ข้าก็พอจดจำลักษณะของเขาได้ อีกทั้งการแลกเปลี่ยนก็จบลงด้วยดี ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเขาเอง ก็มีสายสัมพันธ์อันดีในสำนักเช่นกัน ไม่เช่นนั้นเขาจะสามารถเข้าร่วมสำนักได้ทั้งที่มีฝีมืออยู่ในระดับขั้นที่สองแล้วหรอกหรือ

คิดเช่นนี้  โฮวชิงก็รีบเก็บดาบของตน ก่อนที่จะออกจากยอดเขาไป

ขณะเดินบนถนน สายลมเย็นๆ พัดเอื่อยๆ เหงื่อเย็นของเขาแห้งหมดแล้ว แต่โฮวชิงยังขมวดคิ้ว ขณะจมอยู่ในห้วงคิดของตน 'เขาคือใครกันนะ? ข้าแน่ใจว่า ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน..แต่เดี๋ยวข้าค่อยไปสอบถามศิษย์น้องหญิงเซวี่ยดู ชายคนนี้มักแทนตัวเองว่า “นายน้อย”  อืม... เขาผอมสูง  และมีดาบสีทอง ...

"เอ๊ะ..มันคือดาบอัคคีเก้างูทอง ...”

“ทำไมเหมือนคุ้นๆ ...?”

โฮวชิงหยุดฝีเท้าลง หลังจากนั้นเป็นเวลานาน ฉับพลันเขาก็นึกได้ ใครบางคนเคยบอกเขาว่า มีโจรในตลาดมืดขโมยดาบอัคคีเก้างูทองไป ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อปรากฏเช่นนี้ใจของเขาก็กระตุก คิดแล้วเขาก็รีบเอาถุงผงหินพิสุทธิ์ออกมาตรวจสอบทันที  มีบางอย่างผิดปกติมากขึ้น  มือของเขาปกคลุมไปด้วยผงสี

ผงหินก็ดูชื้นๆ หนืดๆ นั่นมาจากเหงื่อของเขา มันแปลกมากที่สีตก
ลูกหลานของคนในสำนัก จะกลายเป็นโจรในตลาดมืดได้อย่างไร?
แล้ว ถ้าเป็นโจร จะกลายมาเป็นลูกหลานของคนในสำนักได้อย่างไร?

“ข้าจะฆ่าเจ้า!”
คำถามทั้งหมดกระจ่างชัดแล้ว

โฮวชิงบ้าคลั่งจนลำคอของเขาขึ้นเส้นเลือดสีน้ำเงินให้เห็นชัดเจน เขาคำรามด้วยความโกรธ จนได้ยินไปไกล 3-4 ลี้

หลังจากคำรามดังลั่นแล้ว เขาก็ย้อนกลับไปยังยอดเขาอีกครั้ง  หลังจากนั้นก็เดินเสาะหาไปทั่วเขาอย่างบ้าคลั่ง

ในเวลาเดียวกัน ฝางซิงก็รีบลงมาจากเขา และเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น แบบนี้โฮวชิงจะจับเขาได้อย่างไร?

ถึงตอนนี้ ก็ได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว เขาไม่ต้องรู้สึกละอายใจใดๆ เมื่อตัวเขาเองก็เหมือนโจรที่ปล้นคนเลว ด้วยหลุมพรางที่เขาวางไว้ ทำให้โฮวชิงไม่มีเวลาตรวจสอบผงหินพิสุทธิ์นั้นอย่างพินิจพิจารณา เพราะมัวแต่จดจ่อกับกลมายาล่อลวงของเขา จึงละเลยที่จะตรวจสอบให้ดี อยากขโมยไก่แต่กลับต้องเสียทั้งไก่ทั้งข้าว....




***จบบท อยากขโมยไก่แต่กลับต้องเสียทั้งไก่ทั้งข้าว***
4


ตอนที่ 105 คืนสู่เรือนน่าหลาน?



กล่าวถ้อยวาจาทั้งสิ้นออกไปแล้ว ฉินลู่เหยียดกายขึ้นตรงด้วยท่าทีเหินห่าง “ข้ามาวันนี้เพื่อเรียนเชิญท่านตามคำสั่งของฮูหยิน ฮูหยินกล่าวว่าเมื่อครั้งท่านยังเยาวว์วัยได้กระทำความผิดไว้ ฮูหยินจำต้องลงโทษท่านด้วยการขับท่านให้มาอยู่ในเรือนน้อยแยกจากตัวเรือนใหญ่แห่งนี้ การที่คุณหนูต้องมาอยู่ในสถานที่นี้หลายปีแล้วย่อมถือได้ว่าคุณหนูสำนึกผิดแล้ว ดังนั้นฮูหยิน และนายท่านจึงเมตตาให้ข้ามาเรียนเชิญคุณหนูสามกลับไปอยู่ในเรือนใหญ่น่าหลาน”

ฉินลู่กล่าวจบมันเชิดหน้าขึ้นเพื่อรอชมหยาดน้ำตาแห่งความปลื้มปีติยินดี รอชมนางคุกเข่าแสดงความซาบซึ้งต่อน้ำใจที่มันมีให้

ทุกคนล้วนทราบดีว่า ชีวิตความเป็นอยู่เมื่อได้กลับไปสู่เรือนใหญ่แห่งน่าหลาน กับการจมปลักคุดคู้อยู่ในเรือนโกโรโกโสแห่งนี้ย่อมแตกต่างกันประดุจดั่งสรวงสวรรค์กับผืนพิภพ น่าหลานเกอซีถูกขับออกจากเรือนใหญ่มาแต่ครั้งเยาว์วัย นางมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าทาสรับใช้ ยามนี้ เมื่อมีโอกาสได้กลับคืนสู่เรือนใหญ่ หากนางไม่ตื่นเต้นยินดีก็คงต้องเสียสติวิกลจริตไปแล้วเป็นแน่

แม่นมเฉินที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกลเปล่งเสียงอุทานออกมาด้วยความปรีดา หยาดน้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นพร้อมน้ำเสียงพึมพำ “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ท่านได้ยินไหมเจ้าคะ? ในที่สุดนายท่านก็มารับตัวคุณหนูกลับเรือนแล้ว ในที่สุดนายท่านก็ยอมรับคุณหนูแล้วนะเจ้าคะ!”

แววตาของฉินลู่กลับยิ่งแลดูจองหอง มันเยาะหยันต่อชะตาที่อาภัพของอีกฝ่าย

ทั้งน่าหลานเกอซี และนางหญิงชราผู้นี้ล้วนไม่รู้ตัวเลยว่าตนจะได้มีชีวิตสุขราญอยู่ในเรือนใหญ่แห่งน่าหลานได้เยี่ยงไร สมควรกล่าวว่าพวกนางจะได้เผชิญต่อสภาพที่เรียกได้ว่าราวกับต้องตายไร้ที่ฝังเสียมากกว่ากระมัง ถึงตอนนั้น ความเจ็บใจเสียหน้าในวันนี้ของมันจะได้รับการชดใช้

ยิ่งคิด พ่อบ้านใหญ่ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น หากทว่ารั้งรออยู่เนิ่นนาน อาการแห่งความซาบซึ้งใจกลับยังไม่ปรากฏให้ได้ยลเห็น ครั้นเมื่อมันแหงนเงยใบหน้าที่ก้มต่ำขึ้นมา จึงประสานเข้ากับดวงตาที่เหยียดหยันแสดงอาการแดกดันของเกอซีเข้าอย่างเต็มตา

เห็นได้ชัดว่านี่คือใบหน้าที่ผอมบางซูบตอบเมื่อครู่ หากทว่ามิรู้เมื่อไรที่แววตาคู่นั้นกลับกลายเป็นนัยน์ตาที่คมกริมเฉียบขาดประดุจคมดาบ ความเย็นเยียบจับจิตที่สามารถดูดกลืนวิญญาณผู้คนแผ่ซ่านผ่านแววตาคู่นั้น

ทั่วร่างของมันหนาวยะเยือกสั่นสะท้าน ยังมิทันที่มันจะได้เอ่ยกล่าวสิ่งใด เกอซีกลับเป็นฝ่ายเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเฉื่อยชา “โอ! มารับข้ากลับเรือนใหญ่แห่งน่าหลานงั้นรึ? นี่คือคำสั่งของฮูหยินน่าหลานงั้นสิ?”

“ถูกแล้ว......ถูกแล้ว เป็นเช่นนั้น” ถูกจับจ้องด้วยแววตาคมกริบคู่นั้น ภายในใจของฉินลู่หนาวสะท้านกระทั่งน้ำเสียงที่เปล่งออกมายังตะกุกตะกัก “ฮูหยินยินดีหยิบยื่นน้ำใจให้แก่เจ้าแล้ว เจ้าก็ควรน้อมรับแต่โดยดี”

“ไม่เร็วจนเกินการ ไม้ช้ากระทั่งสายไป นางเพิ่งจะมาแสดงไมตรีเมตตาต่อข้าตอนนี้กระนั้นหรือ? หรือนางคิดว่า ข้า! เกอซี! เป็นเพียงเด็กสามขวบ?” เกอซีหัวร่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ข้าไม่ใคร่จะแน่ใจนักว่าการกระทำในครานี้ของนางมาจากน้ำใจอารี หรือจิตมุ่งร้ายกันแน่?”

น้ำเสียงของนางอัดแน่นไปด้วยรังสีสังหาร “น่าเสียดาย หากแค่เพียงเรือนน่าหลานกระจอกหมายจะให้ข้ากลับไป คงต้องรอดูก่อนว่าข้ามีใจอยากจะกลับไปหรือไม่!”

สีหน้าของฉินลู่แปรเปลี่ยนไปทันทีพร้อมคำขู่คำราม “คุณหนูสาม ฮูหยินไว้หน้าเจ้าแล้วจึงยอมให้เจ้ากลับเรือนใหญ่ เจ้ามันช่างไร้ยางอาย เจ้ามันเป็นแค่เพียงนางเด็กเหลือขอชั้นต่ำหน้าทน! น้ำหน้าอย่างเจ้ายังเคยคุกเข่าอ้อนวอนขออาหารจากพวกเรา หรือเจ้าหลงลืมไปสิ้นแล้ว? เจ้ายังกล้าคิดเหิมเกริมว่าตนคือคุณหนูแห่งน่าหลานอีกกระนั้นรึ? ถุย! อีกไม่นานสกุลน่าหลานก็จะถอนเจ้าออกจากรายชื่อสกุลแล้ว ถึงตอนนั้นข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทนมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเพียงไร.....”

เสียงตะคอกคำรามของฉินลู่ชะงักค้างอยู่ในลำคอ เมื่อร่างของมันถูกยกขึ้นกระทั่งลอยเหนือพื้นด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียวที่รัดรอบลำคอ

มันอ้าปากกว้างหอบหายใจ ‘แฮ่ก แฮ่ก’ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเกิดสีม่วงแดงเป็นหย่อมๆ นัยน์ตาที่ตื่นกลัวหวาดผวาระคนแปลกประหลาดใจจับจ้องฝ่ามือที่แลดูบอบบางอ่อนแอของสตรีร่างน้อยตรงหน้าที่ยกร่างทั้งร่างของมันขึ้น

เกอซีแย้มยิ้มอ่อนบางให้แก่ฉินลู่ก่อนเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “ไป๋หู่ นายของเจ้ามักจัดการพวกทาสรับใช้ที่ก้าวร้าวกับนายตนเยี่ยงไร?”

ไป๋หู่มองฉินลู่ผู้ถูกเกอซีขย้ำลำคอด้วยหางตาที่เย็นชา ก่อนจะตอบคำที่ทำให้ผู้รับฟังต้องขนลุก “หั่นเป็นพันชิ้นก่อนจะบดขยี้กระดูกให้แหลกเหลวเป็นฝุ่นผง! อย่าเก็บเจ้าโสโครกคนนี้ไว้ให้สกปรกนัยน์ตาเลย”

ฉินลู่เบิ่งตากว้าง มันพยายามตะเกียกตะกายดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดกำลังด้วยความหวาดกลัว ปากออกเสียงร้องตะโกนจนแหบแห้ง “เจ้าไม่กล้าหรอก! ฮูหยิน.....ฮูหยินจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

“เรายังไม่รู้เลยว่าผู้ใดจะไม่ปล่อยผู้ใดกันแน่!” แท่งเข็มเงินไร้เงาปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเกอซีราวปาฏิหาริย์ ฉับพลันแท่งเข็มเหล่านั้นถูกซัดทะลวงแทรกเข้าสู่หัวของอีกฝ่าย



***จบตอน คืนสู่เรือนน่าหลาน?***
5
คุยเรื่องทั่วไป ข่าวสาร / Re: สมาชิกใหม่ แนะนำตัวที่นี่
« กระทู้ล่าสุด โดย benjarat เมื่อ กรกฎาคม 29, 2019, 05:57:36 PM »
1.ชื่อโบว์ค่ะ
2.อ่านนิยายค่ะ
3.สวัสดีนะคะ
6


ตอนที่ 104 แม่เลี้ยงใจร้าย



ปลายแส้ฟาดกระหน่ำลงบนร่างฉินลู่อย่างรุนแรงราวกับห่าฝน แม้ว่ามันจะเพียรพยายามรวบรวมกระแสพลังปราณเพื่อดิ้นรนหลีกหนีสักเท่าไรก็มิอาจหลุดพ้นจากแรงฟาดตีที่ร้ายกาจรุนแรงราวกับจะเฉือนเลือดเนื้อบนร่างของมันจนขาดสะบั้นได้เลย

การทรมานยังคงดำเนินต่อไปอีกถึงชั่วระยะเผาธูปสิ้นครึ่งก้านกว่าทุกสิ่งจะยุติ ยามนี้ฉินลู่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส น้ำมูกน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้า

ไป๋หู่มองดูเกอซีโบกตวัดปลายแส้เป็นประกายแวววาวสะท้อนไปทั่วอย่างคล่องแคล่วงดงามราวกับการร่ายรำเช่นนี้ก็อดมิได้ที่จะรู้สึกยอมรับนางมากยิ่งขึ้นนกว่าแต่ก่อน

นางเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญที่ไร้สิ้นพลังยุทธ ทว่ากลับสามารถสยบผู้มีพลังฝีมือระดับพลังปราณเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มทำให้มันหวาดกลัวแทบคลั่งด้วยแส้กระดูกสัตว์แค่เพียงชิ้นเดียว !

“คุณชา.....คุณหนูน่าหลานอบรมบริวารได้อย่างมีชั้นเชิงยิ่งนัก”

เกอซีแหงนเงยศีรษะขึ้นจึงสบเข้ากับรอยยิ้มแสดงอาการประจบประแจงของอีกฝ่าย นางเพียงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา “เช่นนั้นให้ข้าสอนวิธีนี้ให้แก่นายของเจ้าด้วยน่าจะดีมิน้อย!”

ชายหนุ่มหน้าแข็งค้างรีบก้มศีรษะลงอย่างมิกล้าเอ่ยคำใดอีก

หากนายท่านได้ร่ำเรียนวิธีการเช่นนี้แล้วนายท่านจะไปฝึกฝนกับผู้ใดเล่า? มิใช่ลูกน้องอย่างพวกเขาล่ะหรือ?

คุณหนูน่าหลานจะน่ากลัวเกินไปแล้ว!

ยามนี้ฉินลู่ค่อยๆ คืนสติกลับมาอีกครา มันตะเกียกตะกายพยามยามยกร่างที่แสนเจ็บปวดหนักหนาค่อยๆ หยัดลุกขึ้นจากพื้นพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแสดงอาการเกรี้ยวกราด “คุณหนูสาม เจ้าลงแส้ข้าด้วยเหตุใด? ฮูหยินมอบหมายให้ข้าเป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องต่างๆ อันเกี่ยวพันกับส่วนนอกตัวเรือนใหญ่น่าหลาน วันนี้ฮูหยินให้ข้ามาตามตัวเจ้า หากแต่เจ้ากลับกระทำตัวใหญ่ยโสไม่ไว้หน้าข้า หรือเจ้าหมายใจจะฉีกหน้าฮูหยิน?”

เกอซีแสยะยิ้ม บนดวงหน้านั้นหาได้ปรากฏความหวาดหวั่นต่อฉินลู่ดั่งที่มันคาดคิด กลับกัน สิ่งที่เผยผ่านออกมาคือความแข็งกระด้างเย็นชา และหมิ่นหยาม “เจ้าคิดว่าตนคือผู้ใดจึงอ้างนามฮูหยินได้?”

เห็นอีกฝ่ายยังคงแสดงท่าทีไม่พอใจ ความดูแคลนที่ฉายผ่ายแววตาของหญิงสาวกลับยิ่งชัดเจน “ข้าขอบอกเจ้าไว้ตรงนี้เลยว่าเจ้ามันก็เป็นแค่เพียงสุนัขรับใช้แห่งน่าหลาน ส่วนตัวข้า ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม ข้าก็ยังคงเป็นคุณหนูสามแห่งสกุลน่าหลาน สุนัขเยี่ยงเจ้ากลับกล้ามาเห่าหอนใส่เจ้านายตน ข้าจำต้องสั่งสอนให้เจ้ารู้จักสิ่งควรมิควร หากเจ้าร้องเรียนเรื่องนี้ต่อฮูหยิน เจ้าคิดว่านางจะช่วยอะไรเจ้าได้?”

“หึหึ! หรือข้าควรให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปสู่ภายนอก? ข้าจะได้บอกแก่ทุกคนว่าฮูหยินน่าหลานให้พ่อบ้านฉินลู่มาเรียนเชิญข้าอย่างหยาบคายอีกทั้งยังขู่ทำร้ายข้า ถึงตอนนั้นเราค่อยรอชมกันว่าชาวเมืองเหยียนจิงจะตัดสินให้ข้าเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง หรือจะพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า ฮูหยินน่าหลานผู้อ่อนโยนอารีเปี่ยมคุณธรรม แท้จริงแล้วกลับเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ เป็นแม่เลี้ยงใจร้ายที่เฝ้าคอยรังแกทำร้ายบุตรสาวผู้เกิดแต่อนุ!”

ไป๋หู่ที่ยืนอยู่ข้างๆรีบขันอาสาด้วยความกระตือรือร้น “เรื่องแพร่กระพือข่าวเยี่ยงนี้ข้าถนัดนัก! คุณหนูน่าหลานโปรดวางใจให้ข้าเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ได้เลย รับรองว่าเพียงไม่ถึงครึ่งวัน ชื่อเสียงใหม่ของฮูหยินน่าหลานจะลือกระฉ่อนเป็นที่ล่วงรู้กันได้ทั่วไม่เว้นแม้กระทั่งภายในเขตพระราชฐาน”

เกอซีเกือบสำลักน้ำชาที่กำลังกลืนลงลำคอ  นางไม่เคยคาดคิดเลยจริงๆ ว่าอารักขาส่วนตัวของราชันมัจจุราชจะมีงานอดิเรกคือการซุบซิบนินทาเหมือนพวกหญิงชราจอมจุ้น!

หากแต่กลับตรงกันข้ามกับฉินลู่ ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดน่ากลัวด้วยความหวั่นวิตกตื่นกลัว

ฮูหยินน่าหลานเฝ้าคอยรักษาภาพลักษณ์อันสูงสง่า เมตตาเอื้ออารีกระทั่งเป็นที่ล่วงรู้ไปทั่วในเมืองเหยียนจิง หากชื่อเสียงของนางกลับต้องแปดเปื้อนด้วยเพราะมันเป็นต้นเหตุ บทสรุปนี้แค่เพียงคิดก็มิอาจกล้าจินตนาการได้แล้ว

อีกทั้งครานี้ ฮูหยินสั่งการให้มันมาเรียนเชิญคุณหนูสามให้กลับเข้าไปอยู่ในเรือนใหญ่ คุณหนูสามผู้นี้ยังมีค่าเสมือนเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนอยู่ เช่นนั้นแล้วฮูหยินจึงยังไม่ขับนางออกไป ที่สุดแล้วผู้ที่โชคร้ายก็คือตัวมันนั่นอง

ยิ่งคิดฉินลู่ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบเป็นสายจากเม็ดเหงื่อที่กลั่นตัวไหลลงบนหน้าผาก นัยน์ตาของมันฉายประกายขึ้นวูบหนึ่ง มันก้มศีรษะลงรีบเอ่ยกล่าว “ขอคุณหนูสามอย่าได้กล่าววาจาไร้สาระ! ฮูหยินคือผู้ที่ทรงความยุติธรรมทั้งยังมีจิตใจเอื้ออารี นางไม่เคยมีใจคิดทำร้ายรังแกบุตรีแห่งอนุเลย เมื่อครู่ เป็นข้าเองที่มุทะลุหยาบคายล่วงเกินคุณหนูสาม ขอคุณหนูสามโปรดอภัย”



***จบตอน แม่เลี้ยงใจร้าย***

7
หนึ่งหทัยมั่นตราบนิรันดร์ / ตอนที่ 23 ควันหลง
« กระทู้ล่าสุด โดย น้องหญิงน้อย (ผู้แปล) เมื่อ กรกฎาคม 27, 2019, 09:58:05 AM »


ตอนที่ 23 ควันหลง



ขณะกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วปรโลก ข้าพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นตาอยู่ไกลห่างออกไป ไอหย่า


“ฉู่ฉู่ !” เสียงท่านพ่อลอยดังกระหึ่มผ่านอากาศเข้ามา


ข้าแสร้งทำเดินลอยหน้าเข้าไปหอมแก้มท่านพ่อ “สายันต์สวัสดิ์
 ท่านพ่อ !” ข้าส่งยิ้มสดใสพร้อมรีบโปรยคำหวาน “มิได้พบหน้าท่านพ่อเสีย นาน วันนี้ท่านพ่อหล่อเหลายิ่งนัก ! ทรงผมใหม่หรือเพคะ ?” อดมิได้ที่จะเสริมแต่งใส่ไข่ทั้งที่ท่านพ่อศีรษะโล้นล้าน


“ฉูฉู่ ! ข้ายังมิได้อนุญาตให้เจ้าลงไปเยือนโลกมนุษย์ เพื่อติดตามบุรุษนะ !” ท่านพ่อโกรธเกรี้ยวจนตัวสั่นหน้าแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด  และด้วยสายตาอันเฉียบคม ข้ารีบกวาดตามองหาผู้อาจสามารถนำพาข้าออกจากสถานการณ์ในยามนี้ได้


“ท่านแม่ !” คลายใจได้ในทันทีที่เห็นท่านแม่เดินตรงเข้ามาหาพวกเรา ข้ารีบส่งสายตาออดอ้อนสุดชีวิต ท่านแม่ ได้โปรดช่วยหยุดท่านพ่อให้ข้าทีเถิด ! ท่านแม่คงเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถกำราบปีศาจผู้นี้ได้ !


“ที่รัก” ท่านแม่กระเถิบกายเข้าหาท่านพ่อพร้อมสองแขนที่โอบรัดร่างสูงใหญ่โดยรอบ “ฉูฉู่นั้นมีวัยเพียงพอจะกระทำตามใจปรารถนาได้แล้ว หากนางหมายไล่ล่าบุรุษ เราก็ควรปล่อยนางไปนะเจ้าคะ”


ท่านแม่ ! ไยน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากของท่านฟังดูคล้ายจะตำหนิเช่นนั้นเล่า ?


“ทว่ายอดยาหยี !” สีหน้าท่านพ่ออ่อนโยนลงในทันที คิ้วทั้งสองจิกเข้าหากันคล้ายกำลังพยายามข่มห้ามความโกรธา “ท่านผู้นั้นคือเทพแห่งสงครามเชียวนา ! ผู้ใดจะล่วงรู้ได้ว่าเขาจะทำเช่นไรกับบุตรสาวของเรา !”


“ไอหย่า ชู่ววววว” ท่านแม่ตีแขนท่านพ่ออย่างหยอกเย้า “ท่านจำได้หรือไม่ว่าท่านทำเช่นไรกับข้า ย่อมเป็นเฉกเช่นกัน !”


ท่านพ่อหน้าแดงราวหงฉ่ายโถว* ส่วนจินตนาการของข้าก็เตลิดจนฉุดไม่อยู่ไปแล้ว ข้ายังมิอยากลงลึกในรายละเอียดความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นของท่านพ่อ และท่านแม่ คงเห็นเพียงท่านทั้งสองหันมาจ้องตากันจนหวานฉ่ำเยิ้ม ช่างเปิดเผยจริงใจกันเหลือเกิน
*หงฉ่ายโถว คือหัวไชเท้าสีแดง


ข้ารีบเลี่ยงหลบย้อนกลับไปหาท่านยายเมิ่ง แม้จะดีใจที่ท่านพ่อท่านแม่กลับมาคืนดีกันดังเดิม ทว่าการแสดงความรักต่อหน้าสาธารณชนเยี่ยงนี้ช่างน่ารังเกียจนัก


“อ้า ท่านยายเมิ่ง !” ข้ากล่าวทักทายท่านยายผู้ซึ่งกำลังตักน้ำแกงให้เหล่าวิญญาณทั้งหลาย พลางหันมองเหล่าวิญญาณที่เรียงแถวต่อคิวรอดื่มน้ำแกงอย่างใจจดใจจ่อ “กิจการรุ่งเรืองใหญ่แล้วท่านยาย”


ข้าลอบกระเถิบใกล้ท่านยายผู้กำลังตักน้ำแกง


“องค์หญิง หม่อมฉันประหม่าไปหมดแล้ว จู่ ๆ พระองค์ก็เข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้ หม่อมฉันทำอันใดไม่ถูกแล้วเพคะ” ยังเห็นฝ่ามือที่อ่อนแรงของท่านยายสั่นเทา ยามเมื่อยื่นส่งถ้วยแกงให้เหล่าวิญญาณผู้ล่วงลับ


“ข้ามิได้จะกัดท่านเสียหน่อย” ข้าบ่นอุบอิบ “ก็ข้าเบื่อนี่นา ขอมาช่วยท่านได้หรือไม่เล่า ?” ครานี้แนวแถวรอน้ำแกงยาวมากจริง ๆ ยาวเสียเหลือเกิน เห็นทีมนุษย์โลกจะล้มตายกันเป็นจำนวนมาก บนโลกเกิดโลกระบาดกระนั้นหรือ ?


“มิเป็นไรเพคะ องค์หญิง หม่อมฉันทำหน้าที่นี้เพียงผู้เดียวมายาวนานหลายพันปีโดยมิมีผู้ช่วยมาเนิ่นนาน” ข้ารับรู้ได้ถึงความเศร้าสร้อยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น และข้าก็เริ่มค่อย ๆ กระเถิบเข้าไปหาทีละน้อย ๆ


เริ่มลองช่วยตักน้ำแกง และหน้าที่ผู้ช่วยตักน้ำแกงก็เริ่มกลายเป็นงานอดิเรกของข้าในช่วงหลายวันที่รั้งรอจินเดินทางกลับจากภารกิจแรกในโลกมนุษย์ ข้ายังมิต้องการเดินทางเข้าสู่ภพชาติต่อไปโดยมิมีจิน มันย่อมไร้ความหมาย


ข้าหยิบถ้วยแกงส่งให้วิญญาณดวงหนึ่ง และนึกได้ว่าข้ารู้จักวิญญาณดวงนี้ เมื่อครั้งไปเยือนโลกมนุษย์ที่ผ่านมา !

วิญญาณดวงนั้นถลึงตาจ้องข้าด้วยความเกรี้ยวกราด “เจ้า !” นั่นคือทั้งหมดที่เขาหลุดปากออกมาอย่างดังจนแก้วหูแทบแตก ข้าเพิ่งนึกได้ว่านับแต่กลับมาจากเยือนโลกมนุษย์ ข้าก็ยังมิได้สวมใส่ผ้าคลุมหน้า ด้วยเริ่มรู้สึกรำคาญหลังจากมิได้สวมใส่มานานหลายปีในช่วงเยือนโลกมนุษย์


“ยินดีต้อนรับสู่ปรโลก ฝ่าบาท !” ข้ากล่าวเหน็บแนม แม้คนผู้นี้จะเคยเป็นองค์ฮ่องเต้ในเมืองมนุษย์ หากทว่าเมื่ออยู่ในที่นี้ เขาก็เป็นเพียงวิญญาณที่ไร้ความหมาย “เหตุใดเจ้าจึงจดจำข้าได้เล่า ? มิคิดเลยว่าเราจะได้พบกันอีกเผชิญหน้ากันอีก ข้าได้ล่วงเกินสิ่งใดต่อท่านกระนั้นหรือ ? ท่านสิ้นใจตามอายุขัยกระนั้นหรือ ?”


“มีหรือที่ข้าจะมิรู้จักเจ้า ? มีหรือจะมิรู้จักเจ้า ! เจ้าคือผู้ทำลายชีวิตข้า ! เจ้ามัน !” เขาแหกปากร้องโวยวายด้วยความฉุนเฉียว ทั้งเหล่าวิญญาณ เหล่าเทวทูตต่างหันขวับถลึงตาใส่เขาราวกระบี่ที่แหลมคม มีหรือที่เขาจะยังกล้าขึ้นเสียงกับข้าเช่นนี้อีก ? ข้ารู้ดีว่าเขายังมิรู้ว่าข้าคือผู้ใด หากทว่านี่เป็นคราแรกที่มีผู้กระทำต่อข้าเยี่ยงนี้ ทั้งข้าคงจะโป้ปดอย่างแน่แท้ หากจะกล่าวว่าข้ามิรู้สึกถึงการถูกหมิ่นเกียรติ


“ข้าเพียงปรารถนาจะมอบหมายใต้หล้าให้โอรสของข้า หากทว่าทุกสิ่งในใต้หล้ากลับพลิกผันด้วยฝีมือชาวบ้านผู้เป็นเพียงสามัญชน ! นั้นก็คือเจ้า” เขายื่นมือข้ามโต๊ะเข้ามาคว้าไหล่ ทั้งยังถ่มน้ำลายใส่เท้าข้าด้วยอาการเดือดดาลอย่างหนัก  ทั้งเหล่าภูต และเทวทูตต่างจ้องเขม็งเตรียมพร้อมโจมตีเขาทุกเมื่อ หากแต่ข้าช่วยยกมือขึ้นยั้งไว้ ฮ่องเต้เฒ่าผู้นั้นยังพล่ามพ่น “มิอยากเชื่อว่าเจ้าจะเป็นผู้นำของพรรคชาวบ้านพวกนั้นจริง ๆ ! ฮ่าฮ่าฮ่า ! ได้พบเจอตัวที่นี่นับเป็นโชคชะตา ข้าจะฆ่าเจ้า เหมือนดังที่พวกมันสังหารข้า ! และเมื่อไรที่ข้ากลับไปได้ ข้าก็จะสังหารเจ้าเลือดชั่วจินนั่นอย่างแน่นอน !”


ข้าโกรธ โกรธเกรี้ยวอย่างแท้จริง และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ข้าถึงจุดเดือดดาลอย่างแท้จริง แค่เพียงวิญญาณกระจอกจากโลกมนุษย์ คิดหาญสังหารข้าเชียวกระนั้นหรือ ? คิดโยนความผิดที่ตนถึงแก่ความตายมาให้ข้ากระนั้นหรือ ? เพียงได้ยินว่าเขาคิดหมายสังหารจินเช่นกัน ข้าก็อดนึกหยันน้ำหน้ามิได้ ว่าสมองของคนผู้นี้จักต้องผิดปกติอย่างแน่แท้ จึงคิดว่าวรยุทธขี้ประติ๋วของตนจะสามารถเด็ดชีวิตเทพเจ้าแห่งสงครามได้ ข้าคว้าสองมือที่จับกุมลาดไหล่ของตนพร้อมเหินร่างขึ้นเหนือศีรษะ พลิกร่างคนผู้นั้นกลางอากาศ เพียงเสียงดัง ‘ตึ่ง’ ดังก้อง ข้าก็ฝังร่างของเขาไว้ในผืนดินพร้อมบาทาที่ประทับเหนือศีรษะอย่างเด่นสง่า

เหล่าภูต และเทวทูตต่างพากันส่งเสียงเชียร์เกรียวกราว เมื่อได้เห็นเหตุการณ์น่าตื่นตา บอกได้เลยว่าพวกเขาคงรู้สึกผิดหวังที่ตนมิได้เป็นผู้ยืดเส้นยืดสายบ้าง การล่วงเกินข้ามิต่างใดกับการแส่หาหลุมฝังศพกลบหน้าตน เช่นนั้นจึงมิมีผู้ใดขวัญกล้าถึงเพียงนี้

“เจ้าควรสังวรไว้ว่ายามนี้เจ้ากำลังอยู่ในที่ใด” ข้าออกแรงกดฝ่าเท้าให้หนักขึ้นกระทั่งใบหน้าของเขาต้องจุมพิตกับแผ่นพื้นที่เปรอะเปื้อน “จินที่เจ้ากำลังกล่าวถึงนั้น แท้จริงคือเทพเจ้าแห่งสงคราม หากเจ้าหมายใจจะสังหารเขา เช่นนั้นก็ผ่านข้าไปให้ได้เสียก่อน” ข้าทำตาเขียวปัด “ทว่า เท่าที่เห็น เจ้ามันก็มิได้ต่างใดกับมดน้อยใต้ฝ่าเท้าข้าดี ๆ นี่เอง อย่างเจ้ามีปัญญาใดมาเที่ยวป่าวประกาศจะปลิดลมหายใจของพวกเราเล่า ?”

ข้ากวักมือเรียกเทวทูตผู้ทำหน้าที่คุ้มครองแดนนรกเข้ามารับคำสั่ง “ลากวิญญาณเจ้านี่ไปบ่อกำเนิดเดรัจฉาน จับกินน้ำแกงสักห้าถ้วยให้สมองเลอะเลือน อ้อ ! ทำจนกว่าเขาจะรู้ผิดในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป”

“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”

ขณะที่เทวทูตหิ้วปีกเขาออกไป ฮ่องเต้แดนมนุษย์ผู้นั้นยังมิวายหันมาแสดงท่าทีชิงชังข้า ส่วนตัวข้าคงเพียงโบกมือลา “นี่ ! บทลงทัณฑ์นี้นับว่าผ่อนปรนให้แก่เจ้ามากอย่างมหันต์แล้ว ! เจ้าควรขอบใจน้ำใจข้ามากกว่า เพราะแท้จริง หากเจ้าได้รับการลงทัณฑ์จากผู้อื่น ชะตาของเจ้าจะเลวร้ายถึงขีดสุด…..อย่างที่เจ้าคงมิปรารถนาแม้เพียงจะได้ยลยิน” เพราะหากองค์ประมุขสวรรค์ หรือกระทั่งซือมิ่งรับรู้เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ ในครานี้ คาดว่าทั้งคู่คงมิยอมปล่อยให้เขาลอยนวลไปง่ายดายเพียงนี้ กระทั่งหากเป็นบิดาของข้า ก็คงจับเขาขังคุกวิญญาณให้สถิตอยู่ในที่นั้นตลอดกาล สถานที่ ๆ ทำให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายอยากตายเสียยังดีกว่าการคงอยู่ ข้ายังยินยอมให้ฮ่องเต้เฒ่าผู้นั้นได้รับอิสรภาพทั้งที่นั่นมิใช่สิ่งที่เขาพึงได้รับ เมื่อเขากระทำการล่วงเกินต่อหลานสาวเพียงผู้เดียวแห่งองค์ประมุขสวรรค์ บุตรสาวเพียงผู้เดียวแห่งองค์พญายมในปรภพ

ข้าย้อนกลับมายังโต๊ะแจกน้ำแกงของท่านยายเมิ่ง เพื่อหยิบยื่นส่งถ้วยน้ำแกงให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายต่อไปราวกับมิมีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหน้า ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับทั้งหลายต่างจับจ้องข้าด้วยสายตาระแวดระวัง ยามนี้ทุกดวงวิญญาณล้วนปิดปากสนิท ข้าจึงโปรยรอยยิ้มแสนอบอุ่นให้ทุกคนพลางเอ่ยปากไถ่ถามเรื่องราวเรื่อยเปื่อย

“เจ้ามาจากเมืองกู่กระนั้นหรือ ?” ข้าปริปากถามวิญญาณดวงหนึ่งผู้ดูคล้ายราชองค์รักษ์

“พ่ะย่ะค่ะ…..องค์หญิง” เขาตอบคำ คล้ายจะตระหนักรู้ในฐานะของข้าทันทีหลังเหตุการณ์เมื่อครู่ สองมือประสานศีรษะก้มคารวะอย่างนอบน้อม

“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยแทนฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เพียงยังทรงหม่นมัวด้วยเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น พระองค์คงมิคิดว่าท่านผู้บัญชาการทัพกับองค์ชายรองจะสมคบคิดล้มล้างราชบัลลังก์……” พร้อมกันนั้น วิญญาณดวงนั้นก็ค่อย ๆ หันไปหาวิญญาณอีกดวงที่อยู่ด้านข้างด้วยอาการงก ๆ เงิ่น ๆ

วิญญาณอีกดวงยักไหล่กล่าวคำ “ไม่สำคัญอันใดอีกแล้ว เพียงพรรคแสงจันทร์บุกเข้าวังหลวง พวกเราก็ตายกันเกลี้ยง กำลังของพวกมันเข้มแข็งเหลือเชื่อ เรื่องนั้นข้าหาได้นึกเสียใจแต่ประการใดไม่ ทว่าที่เสียดายนั้นคือข้ามิได้เห็นท่านผู้บัญชาการทัพลงมือสังหารฝ่าบาทด้วยความเดือดดาลต่างหากเล่า” กล่าวจบเขาก็เปล่งเสียงหัวเราะลั่น

วิญญาณผู้เป็นราชองครักษ์แสดงท่าทีคล้ายกำลังปราม หากทว่าวิญญาณดวงนั้นกลับยังกล่าวคำ “ก็แล้วอย่างไรเล่า ! พวกเรามิได้สนองงานฝ่าบาทอีกต่อไปแล้ว พวกเราทุกคนตายแล้ว ! ข้าอยากพูดอันใดข้าก็พูด จะต้องเกรงกลัวอาญาใดกันอีกเล่า !”

เหล่าวิญญาณผู้ล่วงลับเริ่มหันมาพูดคุยกันขรม ส่วนข้าก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ได้บ้าง เช่นนี้เอง พรรคแสงจันทร์ของข้ากระทำการอุกอาจถึงขั้นยึดครองราชบัลลังก์ หากทว่า ข้ากลับมิได้แปลกประหลาดใจในเรื่องนั้น ที่ทำให้ข้านึกฉงนนั้นคือ จินเป็นผู้ลงมือสังหารองค์ฮ่องเต้ด้วยตนเอง ความตายของข้าสร้างความสะเทือนใจให้เขาถึงเพียงนี้เชียวกระนั้นหรือ ? ในความซาบซึ้งยังแฝงด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้ง ข้าเริ่มรู้สึกเห็นใจฮ่องเต้ผู้นั้นขึ้นบ้างเล็กน้อย การกระทำของเขานำพามาซึ่งหายนะให้แก่ตนเองโดยแท้ แล้วจินเล่า ? สิ่งที่จินตัดสินใจกระทำลงไปจะกระทบภารกิจในการเยือนโลกมนุษย์ของเขามากน้อยเพียงใด ?

เหล่าวิญญาณผู้ล่วงลับมิได้บอกเล่าเหตุการณ์ใดเกินกว่านั้น เมื่อส่วนใหญ่ล้วนตายตกในเหตุการณ์จราจลในวังหลวง หากแต่เหล่าวิญญาณหน้าใหม่ที่เพิ่งข้ามสู่ปรโลกในสองสามวันให้หลังได้บอกเล่าเรื่องราวที่ต้าเหรินสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ ทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยส่งเสริมหนุนนำราชบัลลังก์ให้แก่เขาก็คือจิน ส่วนพรรคแสงจันทร์ก็ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นสำนักที่ได้รับความยอมรับนับถือมากที่สุดในแคว้น และเมื่อจินเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแสงจันทร์คนใหม่ก็ยิ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้พรรคแสงจันทร์ทะยานขึ้นสู่การเป็นพรรคที่รุ่งเรืองอย่างมิอาจหยุดยั้ง ทั้งยังกลับกลายเป็นพรรคที่นำพาแคว้นเข้าสู่ยุคทองในหน้าประวัติศาสตร์อีกด้วย

ขณะมือของข้ายังคงหยิบยื่นถ้วยน้ำแกงให้เหล่าดวงวิญญาณ ข้าก็อดนึกสงสัยมิได้ว่าจินจะกลับแดนปรโลกเมื่อไร ในเมืองมนุษย์เขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จนข้าเกิดข้อกังขาว่าเมื่อไรเขาจึงจะถึงจุดแห่งความพึงพอใจ เขาจะคิดถึงข้ามากมายเหมือนดังที่ข้าคิดถึงเขาบ้างหรือไม่ ? หากความทรงจำของเขากลับคืนมาเขาอาจเดือดดาลหัวเสีย เพียงเขายังมิรู้ว่าแท้จริงตัวข้าเองก็คือเทพบนแดนสวรรค์เช่นกัน หากจินกลับสู่ปรโลกแล้วจะพลิกแดนใต้พิภพแห่งนี้ เพื่อควานหาวิญญาณของข้าบ้างหรือไม่หนอ ?

เมื่อนึกขึ้นได้ ข้าจึงดึงผ้าคลุมหน้าขึ้นสวมใส่ เพื่อป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ ข้ายังมิอยากให้เขาจดจำข้าได้ แม้จะต้องพบกับความเจ็บปวด เมื่อคิดว่าเขาจักต้องมองข้ามข้าไปก็ตามที เพราะข้ามิคิดว่าตัวข้าจะเข้มแข็งพอจะเผชิญหน้าเขาเมื่อสถานภาพของเขาคืนสู่ความเป็นเทพแห่งสงคราม อย่างน้อยที่สุด ด้วยผืนผ้าปกปิดใบหน้านี้ ข้าก็สามารถอำพรางตนเองได้ ข้ายังต้องการปกปิดเรื่องราวทุกอย่าง รอกระทั่งถึงวันที่เขามีใจรักข้า คล้ายสิ่งนี้คือกลไกในการปกป้องหัวใจรักของข้า

หลายสัปดาห์ผ่านไปกระทั่งถึงวันที่เหล่าภูตแลเทวทูตทั้งหลายตื่นเต้นกระโตกกระตาก ข้ายังนึกฉงนว่าสิ่งใดกันที่ทำให้พวกเขาแลดูกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าจึงมองตามแนวสายตาของเหล่าวิญญาณ  ห่างออกไปไกล จินกำลังเดินข้ามผ่านปากประตูปรโลกเข้าสู่บันไดแห่งสรวงสวรรค์ เขาแลดูบึ้งตึง ดีจริงที่ข้าใช้ผ้าคลุมหน้าบดบังใบหน้าที่แท้จริงของตนไว้ เขาย่อมมิรู้จักข้า

ทว่า !
ประเดี๋ยว !

ไยเขากลับก้าวฉับ ๆ ตรงมาทางนี้เล่า ? แล้วไยจึงมาทำตาเขียวใส่ข้าเช่นนั้นเล่า ? นี่เขารู้จักข้าด้วยกระนั้นหรือ ? ประเดี๋ยวก่อน ! ยามนี้เรือนผมของข้าก็ได้กลับคืนสู่เส้นผมสีเงินยวง ทั้งบนใบหน้ายังมีผืนผ้าคลุมปกปิด !
ย่อมมิมีทางที่เขาจะล่วงรู้ได้ว่าข้าคือผู้ใด !

ข้ายังคงข่มบังคับตนเองให้หยิบยื่นส่งถ้วยแกงอย่างต่อเนื่องด้วยความอดทน และเพียงมินาน จินก็ก้าวเข้ามาหากระทั่งเราห่างกันแค่เพียงย่างก้าวเดียว ยามนี้ข้าประหม่าขึ้นมาแล้ว เขารู้ว่าข้าคือผู้ใดแน่แท้ทีเดียว !

ข้ารีบดีดตัวกระโจนทยานสู่สรวงสวรรค์ บ้าชะมัด ! เหตุใดข้าต้องหนีด้วยเล่า ! สมองมิอาจหยุดสั่งการสองขาให้ซอยยิก  ข้าวิ่ง วิ่งกระทั่งวนจนครบรอบแดนสวรรค์ กระทั่งย้อนกลับคืนสู่ผืนปรภพอีกครา ครั้นเมื่อหันกลับมา ข้ากลับยิ่งต้องตื่นตะลึง นั่น ! จินยังติดตามมา ! ฝีเท้าถูกเร่งความเร็วให้ยิ่งขึ้น กระทั่งมันพาข้าย้อนกลับมายังโถงถ้ำแห่งกาลเวลา สถานที่ตั้งแห่งบ่อหวนคืนสู่วัฏฏะในปรโลก นั่นล่ะทางหนีของข้า ! ความตื่นตกใจมีอำนาจเหนือสมองที่สั่งการ

“หยุด ! หยุดตรงนั้น ฉูฉู่ !” น้ำเสียงของเขาร้อนรน ข้าไม่เหลียวหลังหันกลับ หากแต่เลือกที่จะตัดสินใจโยนร่างกระโจนลงสู่บ่อวัฏฏะ พร้อมกับในศีรษะที่อัดแน่นไปด้วยจินตนาการว่าเขาจะติดตามมาไล่สังหารข้าเช่นไรในชาติภพต่อไป



***จบตอน ควันหลง***


สำหรับ "หนึ่งหทัยมั่นตราบนิรันดร์" ปัจจุบันแปลจบแล้วนะคะ ท่านใดสนใจอ่านตอนที่เหลือแจ้งความประสงค์ได้ทาง Inbox เพจนิยายแปลออนไลน์ฟรี ราคา 400 บาทจบเรื่อง
ส่งเป็นไฟล์ จำนวน 3 ไฟล์ (3 เล่ม) ส่งให้เฉพาะบัญชี Gmail เท่านั้น หากท่านใดสมัครสมาชิกบ้านต้นคูนด้วยบัญชีอื่นที่ไม่ใช่ Gmail แจ้งบัญชี Gmail ได้ทาง inbox เพจนะคะ รุ้งจะทำการเปลี่ยนอีเมล์ในระบบให้เองไม่ต้องทำการสมัครสมาชิกเข้ามาใหม่นะคะ

ขอบคุณค่ะ




8


ตอนที่ 103 ให้เจ้าสิ้นลมไปอย่างทุเรศทุรัง



ขนมอบน้ำตาลนี้ทำมาจากผลไม้ และบุปผาพลังวิญญาณซี่งเติบโตในมิติเวทของเกอซี ยิ่งเมื่อประสานเข้ากับหยาดน้ำจากทิพย์ธาราแห่งความสันโดษชั้นเก้า มันก็ยิ่งส่งกลิ่นหอมน่าทานแสดงถึงความสดใหม่ได้ยิ่งกว่าของว่างอันลือชื่อในยุคสมัยปัจจุบันของนางเสียด้วยซ้ำ หากทว่าเหนือสิ่งอื่นใดนั้นคือ ของว่างสำรับนี้สามารถช่วยฟื้นฟูพลังปราณ เสริมแรงโคจรของพลังให้โลดแล่นไปทั่วร่าง คงความเสถียร สร้างสภาวะที่สมดุลย์ให้แก่เส้นชีพจรลมปราณ นับเป็นขนมว่างอันเป็นที่ชื่นชอบของเซี่ยวหลี และเกอซี

ไป๋หู่ยืนมองเกอซี และเซี่ยวหลีรับขนมว่างด้วยท่าทีหดหู่ ยามเมื่อกลิ่นหอมโชยแตะจมูกยั่วใจ ภายในช่องท้องก็เริ่มปั่นป่วน

ในที่สุด เซี่ยวหลีก็ไม่อาจทนเห็นท่าทางน่าสงสารเช่นนี้ได้อีกต่อไป เมื่อได้รับอนุญาตจากเกอซี เด็กน้อยจึงหยิบยื่นส่งขนมว่างให้ชายหนุ่มพร้อมส่งรอยยิ้มที่สดใส

ยามนี้ ฉินลู่ที่ร้องโหยหวนจากความเจ็บปวดทรมานเมื่อครู่เริ่มค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมาทีละน้อย มันพยายามดิ้นรนบิดกายหมุนไปโดยรอบเพื่อหาตัวตนของผู้ที่ส่งแรงพลังกดอัดมันจนจมธรณี ใบหน้าของมันบิดเบ้ด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าฉับพลัน กลับกลายเป็นความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านแสดงออกมาทั่วทุกอณูบนผิวหน้า

จางซาน.......เหนือความคาดหมาย เป็นจางซาน! ทว่าจางซานมีพลังปราณเพียงระดับขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มเท่านั้นมิใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงสามารถอัดแรงพลังใส่มันได้?

คงเพราะลอบทำร้าย? ย่อมต้องเป็นด้วยเพราะมันไม่ทันตั้งตัว จางซานจึงสบโอกาสลอบโจมตีอย่างง่ายดาย เป็นเช่นนี้นี่เอง!

ฉินลู่คำรามลั่นด้วยความขุ่นเคือง “เจ้าสุนัขจางซาน รู้ไหมว่าข้าคือผู้ใด? ยามนี้ข้าคือผู้ดูแลส่วนนอกแห่งจวนน่าหลาน! เจ้ากินหัวใจเสือมารึ จึงกล้าล่วงเกินข้าเช่นนี้? รีบปล่อยตัวข้า ได้ยินไหม?! หาไม่แล้วข้าจะให้เจ้าต้องสิ้นลมไปอย่างทุเรศทุรัง!”

หน้าที่ผู้ดูแลส่วนนอกที่ฉินลู่กล่าวถึงนั้นคือหน้าที่ในการจัดการเรือนหลังน้อยแห่งนี้นั่นเอง เมื่อทาสรับใช้ทั้งหมดรวมไปกระทั่งพวกจางซานที่อยู่ในเรือนโกโรโกโสแห่งนี้ล้วนเป็นคนของสกุลน่าหลาน เช่นนั้นแล้วย่อมนับได้ว่า พวกมันล้วนเป็นลูกน้องของฉินลู่เช่นกัน ชีวิตของทาสรับใช้พวกนี้ย่อมขึ้นอยู่กับฉินลู่จะสั่งการให้เป็นไป ดังนั้นมันจึงเหิมเกริมยิ่งนัก

อาการเยาะหยันอย่างไม่แยแสปรากฏในดวงตาของจางซานพร้อมน้ำเสียงลุ่มลึก “ฉินลู่ เจ้าคิดว่าตนคือผู้ใดกันเล่า? ยามนี้ข้ารู้แค่เพียงว่าคุณหนูคือนายเพียงผู้เดียวของข้าเท่านั้น”

เมื่อครั้งที่จางซานถูกเกอซีควบคุมจิตไว้ วาจาท่าทางของเขาล่องลอยเหมือนคนไร้สติ คราแรกเขาอยู่อย่างสิ้นหวัง มีแค่เพียงความคิดที่ว่าตนคงจำต้องใช้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่นี้อย่างโง่งมไร้ความรู้สึกทางจิตวิญญาณเป็นแค่เพียงหุ่นเชิดเท่านั้น

ทว่าต่อมา สติสัมปชัญญะของเขากลับแจ่มชัดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นอกเสียจากเรื่องที่เขาไม่อาจควบคุมตนเองให้สามารถฝ่าฝืนคำสั่ง และทำร้ายเกอซีได้แล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่แตกต่างจากคนปกติธรรมดาสามัญ

อีกทั้งเครื่องดื่มสมุนไพรชุดพิเศษที่คุณหนูจัดให้แก่พวกจางซานกลับช่วยส่งเสริมให้พลังฝีมือของพวกเขาก้าวหน้ายิ่งขึ้นกระทั่งช่วยผลักดันให้พวกเขาสามารถข้ามผ่านระดับที่พวกเขาติดขัดมาเนิ่นนานได้ ยิ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจระคนยินดียิ่งนัก จางซานคือผู้มีพลังฝีมือสูงที่สุดในกลุ่มคนเหล่านี้ เขาสามารถบรรลุข้ามขอบเขตขั้นที่สามในระดับพลังปราณเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มได้

นับแต่นั้นมา พวกจางซานทั้งหมดล้วนยอมอุทิศกายใจให้การยอมรับนับถือเกอซีในฐานะนายหญิงของพวกมันอย่างหนักแน่น จักต้องกล่าวไปไยถึงผู้จัดการกระจอกแห่งสกุลน่าหลานผู้นี้ เพราะหากแม้นว่าฮูหยินน่าหลานมาเหยียบเยือนด้วยตนเอง พวกเขาก็พร้อมจะสนองคำสั่งแค่เพียงคุณหนูผู้เดียวเท่านั้น

ได้ยินจางซานกล่าวเช่นนั้น ฉินลู่ทำได้เพียงจ้องค้างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความโกรธเกรี้ยวส่งให้ทั่วร่างของมันสั่นเทิ้ม อายพลังปราณเริ่มคุกรุ่นเผาไหม้เพิ่มความรุนแรงขึ้นภายใน

ไม่ว่ามันจะพยายามคิดใคร่ครวญเพียงไร ก็ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า จางซานผู้เป็นทาสรับใช้แห่งเรือนใหญ่ซึ่งเคยให้ความเคารพนับถือในตัวมันมาโดยตลอดจะกลับกลายเป็นผู้ทรยศยอมก้มศีรษะเลียแข้งเลียขาคุณหนูสามผู้ไร้ค่านางนี้ได้!

เพียงครู่เดียว พลังปราณทั่วร่างของฉินลู่พลันระเบิดพุ่งทะลวงแรงพลังที่กดอัดของจางซานจนขาดสะบั้น มันถีบร่างของตนกระโจนขึ้นพร้อมส่งแรงเตะออกไป

แม้ว่าจางซานจะเป็นผู้บรรลุขอบเขตขั้นที่สามแห่งระดับพลังปราณเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มแล้วก็ตามถึงกระนั้นเขาย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของฉินลู่ผู้บรรลุขอบเขตพลังปราณขั้นที่สี่แห่งระดับปราณเดียวกัน จางซานจึงสามารถใช้พลังของตนต้านทานไว้ได้แค่เพียงครู่เท่านั้น

หลังเตะจางซานกระเด็นออกไปอย่างรุนแรงแล้ว  ฉินลู่มุ่งตรงมาหาเกอซีด้วยแววตาที่แดงก่ำเหี้ยมโหด มันหมายจะฉีกร่างอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ

ไป๋หู่ ซีเจี่ย และทุกคนในที่นั้นล้วนพร้อมเข้าต่อสู้ ทว่ากลับถูกเกอซียับยั้งไว้ หญิงสาวหยิบแส้กระดูกขาวออกมาจากธำมรงค์มิติเวทที่สวมใส่อยู่บนนิ้ว เพียงโบกสะบัดข้อมือแผ่วเบา ปลายแส้ก็ถูกส่งตรงเข้าหาฉินลู่ที่กำลังสาวเท้ามุ่งตรงเข้ามาจัดการนางอย่างง่ายดาย

ประดุจดั่งว่าแส้สีขาวนวลนั้นมีนัยน์ตา มันพุ่งทะยานตรงเข้าหาร่างของฉินลู่ราวกับอสรพิษที่พร้อมจะฉกกัด แม้จะดูเหมือนการลงแส้ในครานี้หาได้ใช้กำลังมากมาย ซ้ำยังเป็นเพียงการลงมืออย่างแทบจะมิได้ใช้กำลังอีกด้วย หากทว่า ทันทีที่ปลายแส้หวดลงบนร่างของฉินลู่ พลังความรุนแรงร้ายกาจจากปลายแส้กลับระเบิดออกมาทันที

“อ๊ากกกกก”

ฉินลู่เปล่งเสียงร้องโหยหวนพร้อมกับ เสียงดัง ‘ตุ้บ’ มันทรุดกายลงไปนั่งในท่าคุกเข่าอีกครา



***จบตอน ให้เจ้าสิ้นลมไปอย่างทุเรศทุรัง***
9


ตอนที่ 22 โลกทั้งสาม



ทันทีที่กลับคืนสู่โลกใต้พิภพ ข้าก็เริ่มนึกได้ว่าสิ่งที่ตนกระทำลงไปอาจไม่เหมาะควร เพราะหากความตายของข้าเป็นเหตุให้จินสามารถบรรลุภารกิจการลงสู่โลกมนุษได้นั้นย่อมดี ทว่าจะเป็นเช่นไร หากความตายของข้ากลับนำพามาซึ่งหายนะ ? ข้าจินตนาการได้เพียงเจ้าศิษย์ตัวน้อยของข้าจะโมโหเดือดดาลจนสุดฤทธิ์ และพากันลุกฮือขึ้นก่อกบฏล้มราชบัลลังก์ ได้เพียงหวังว่าพวกเขาจะไม่โง่เขลาถึงเพียงนั้น

ขณะกำลังเดินโต๋เต๋เปะปะไปทั่วปรโลก ข้าก็เห็นวังของท่านพ่ออยู่เบื้องหน้าหากแต่ข้ายังมิต้องการเข้าไปกราบคารวะท่านพ่อในยามนี้ ข้ามั่นใจว่าท่านพ่อย่อมรู้ดีว่าข้าเดินทางเยือนแดนมนุษย์เพื่อติดตามจินเล่ยข้าจึงเกรงท่านพ่อจะกักตัวข้าไว้เช่นนั้นแทนที่จะเข้าไปคารวะท่านพ่อ ข้าจึงเลือกมุ่งหน้าไปวังซือมิ่งที่บนสรวงสวรรค์


ซือมิ่งคือเทพชะตา ข้ามั่นใจว่านางจะต้องลิขิตชะตาให้จินเป็นอย่างดี

“ซือมิ่งงงงงงงง” เสียงตะโกนของข้านำไปก่อนบานประตูจะถูกผลักออกด้วยซ้ำ

“อือ...ฮืม”

บานประตูที่ถูกผลักดังปัง สะท้อนก้องสั่นสะเทือนอย่างแรง กระทั่งแว่นตาที่ติดอยู่ปลายจมูกซือมิ่งบิดเบ้

“อันใด” ซือมิ่งหันมาถลึงตาใส่ข้า ขณะยกมือขึ้นปรับสมดุลย์แว่นตา

“อะแฮ่ม ! ข้าตายแล้ว !” ข้ายื่นมือเข้าคว้าชายอาภรณ์ของนางด้วยท่าทีน่าเห็นใจอย่างที่สุด

“รู้แล้ว หาไม่ เจ้าคงมิได้มายืนอยู่ตรงนี้” นางเดินทอดน่องกลับไปเต๊ะท่าขีดเขียนลิขิตชะตาผู้คนต่อ

ซือหลานที่กลับเข้ามาพักในมิติจิตของข้ากระโจนออกมายืดแข้งยืดขา

“นายท่าน เหตุใดท่านจึงตายเล่าขอรับ” ซือหลานมองข้าอย่างตำหนิ

“ซือหลาน มากล่าวเช่นนี้กับเจ้านายได้เช่นไร ! ข้าต้องการคำปลอบใจต่างหากเล่า !” ทันทีที่ข้าทำตาเขียวใส่ เจ้าตัวน้อยก็ร้องเหมียวเสียงหวานพลางเอาหัวเข้ามาไซ้ขาเอาอกเอาใจข้า

“จริงสิ ไยเจ้าไม่คืนร่างเป็นมังกร หรือสุนัขจิ้งจอกแล้ว” ข้ากล่าวพลางช่วยเกาคางให้เจ้าตัวปุกปุย

ซือหลานส่งเสียงฟืดฟาด “อ่า ข้าชักชอบร่างนี้เสียแล้ว นายท่านสามารถอุ้มข้าไปไหนมาไหนได้อย่างสบาย

“เจ้านี่มันแมวขี้เกียจโดยแท้ !” ข้าช่วยเกาพุงให้ ส่วนซือหลานก็หัวสั่นหัวคลอนด้วยความเพลิดเพลินอย่างออกนอกหน้า หากเหล่าสายเลือดมังกรได้มาเห็นซือหลานในยามนี้คงได้กระอักโลหิตกันเป็นแน่ ! สัตว์เทพผู้ศักดิ์สิทธิ์กลับพึงพอใจจะอยู่ในร่างของแมวน้อยอย่างไม่มีกำหนดกระนั้นหรือ ?

นับเป็นความถดถอยอย่างแท้จริง ข้าเริ่มนึกสงสารเผ่าพันธุ์มังกรที่ให้กำเนิดบุตรชายมังกรจอมขี้เกียจที่ในหัวมีเพียงเรื่องกินกับกิน เขายังมีอีกหนึ่งทางเลือก คือการสวมร่างมนุษย์เพื่อฝึกฝนวรยุทธสู่ขั้นปราณเซียน หากทว่าครั้งล่าสุดที่ข้าเคยเห็นเขาในร่างมนุษย์นั้น คือเมื่อครั้งที่เขาฝึกซ้อมกับอาจารย์ฝึกสัตว์เทพในเทียนกง* ทั้งซือหลานแทบไม่ค่อยคืนกลับสู่ร่างมังกร ก่อนจะแปลงร่างเป็นแมวน้อย ซือหลานก็มักใช้ร่างจิ้งจอกสัญจรไปในที่ต่าง ๆ นี่เขาทิ้งเกียรติภูมิแห่งความเป็นสัตว์เวทศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่ใด ?
*เทียนกงคือพระราชวังสวรรค์

“เช่นนั้น ไยเจ้าจึงมาบุกรุกเรือนน้อยของข้าอีกแล้วล่ะนี่ ?”

ซือมิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม ในวันนี้นางเกล้าผมม้วนกลม หวีสับมากมายถูกเสียบใส่ตามเรือนผมคล้ายหมายจะทำหน้าที่แทนปิ่นปักผมตัวจริง แม้เมื่อครั้งก่อนที่ข้าเข้ามาเยี่ยมเยือน นางจะแลดูอิดโรย ทว่าสีหน้าของนางในวันนี้แจ่มกระจ่างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“ข้ารู้ว่าเจ้าคือผู้แต่งชะตาลิขิตให้จิน !” น้ำเสียงเริ่มแสดงความตำหนิ

“เช่นนั้นรึ ?” เส้นเลือดบนใบหน้าของนางเต้นตุ้บ ๆ

“อืม เช่นนั้นย่อมหมายความว่าเป็นฝีมือเจ้า ! เจ้านี่ล่ะ คือผู้ลงมือสังหารข้าตัวจริง !” ใบหน้าข้าแข็งค้างด้วยความตื่นตะลึงในความจริงที่ประจักษ์ สหายคนสนิทของข้าแท้จริงคือผู้สังหารข้า !

นางยกกระดาษม้วนกลมเขกหัวข้า “เจ้านี่มันหัวทื่อหรือไร ? ชะตาที่ข้าเขียนให้จินหาได้มีเจ้าเข้ามาเป็นตัวแปรไม่ เจ้านี่มันตัวป่วนโดยแท้ ทำให้จินตนาการแสนบรรเจิดของข้ากระเจิดกระเจิงไปหมด รู้ตัวบ้างหรือไม่ ?”

“อ้าว” ข้ายกมือขึ้นเกาหัวแกรก “เช่นนั้นเรื่องที่ควรเกิดขึ้นแท้จริงจะเป็นเช่นไรเล่า ?”

“มันเป็นความลับ” นางขยิบตาทำยักไหล่ ข้ารีบเข้าไปยื้อยุดคว้าชายกระโปรงร่ำร้องโอดครวญ ทว่ากลับถูกเตะกระเด็นอย่างไม่ไยดี

“เจ้าช่างใจร้ายกับข้าเหลือเกิน----” ข้าร้องครวญคราง  “ข้าคิดว่าพวกเราคือสหายคู่สนิทเสียอีก”

“สหายคู่สนิท ? นี่เจ้าพล่ามอันใด ?” นางส่งยิ้มชั่วร้ายมาให้ ขณะข้าเริ่มเร่งเสียงร้องโอดครวญ โดยมีเสียงซือหลานหัวเราะคิกคิกเป็นฉากหลัง เจ้าเหมียวบ้า !

“อ้า นี่เจ้าคิดติดตามเขาไปตลอดทั้งสามภพชาติเลยกระนั้นหรือ ?” ซือมิ่งก้มลงกวาดตามองในลิ้นชักก่อนจะคว้ากระดาษขึ้นมาปึกหนึ่ง “ข้ามิอาจแจกแจงรายละเอียดแก่เจ้า หากแต่ย่อมสามารถชี้ตำแหน่งที่อยู่ของเขาได้”

ข้าลุกขึ้นมายืนด้านข้างด้วยความอยากรู้ ทว่านางกลับรีบยกมือปิดปึกกระดาษชุดนั้นราวกับนั่นคือกับระเบิดลับ

“ฝ่าบาทกับข้ากำลังร่วมกันทดลองเปลี่ยนแปลงการรับเคราะห์สวรรค์กันอยู่”     ซือมิ่งใช้ฝ่ามือสำรวจผ่านแผ่นกระดาษหลังจากส่งเสียง ‘ชู่’ ไล่ให้ข้าถอยออกให้ห่าง “เคราะห์คราต่อไปจะเกิดขึ้นในโลกอื่น คราที่สองนี้จะเป็นบนโลกที่มีชื่อว่าโลกแผ่นดินมนุษย์ ส่วนชะตาเคราะห์คราที่สามจะเกิด” นางหยุดชะงัก ขณะหันไปมองกระดาษอีกแผ่นในมืออีกข้าง “ในโลกที่มีนามว่า อมรา”

“โลกอื่น ?” เสียงข้าดังขึ้นราวเสียงสะท้อน ข้ารู้ดีว่ายังมีโลกอื่น ทว่าเทพเจ้าจากโลกอื่นเหล่านั้นแทบมิเคยปรากฏกายมาพบเจอกับพวกเรา ทั้งเราก็มิเคยคิดจะสร้างสัมพันธ์ทำความรู้จักกับพวกเขาเช่นกัน นี่นับเป็นครั้งแรก

“เจ้าได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนี้ด้วยกระนั้นหรือ ?” ข้าตื่นตกใจ ท่านลุงกับองค์ประมุชสวรรค์ในโลกอื่นพบปะทำความตกลงกันเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน ?

“เป็นสิ่งที่ฝ่าบาท และข้าคิดนึกขึ้นมาช่วงระยะที่เจ้าลงไปเยือนโลกมนุษย์อย่างไรเล่า นับเป็นความคิดที่น่าขบขัน เช่นนั้นฝ่าบาทจึงทรงส่งพระราชสาส์นไปยังอีกโลกหนึ่งเพื่อทำความตกลงกัน” ซือมิ่งทำราวกับเรื่องรายละเอียดยิบย่อยล้วนมิได้สลักสำคัญ หากทว่านั่นคือความประหลาดใจครั้งใหญ่ของข้า น่าตื่นเต้นยิ่งนัก  โลกอื่น ! จะน่าอัศจรรย์เพียงใด ?

“ทว่า” ซือมิ่งยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “มีกฎเพียงข้อเดียวที่จำต้องพึงปฏิบัติ”

“กฎนั้นว่าอย่างไร ?” เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาตะหงิด ๆ เสียแล้ว

“บนโลกที่มีนามว่า โลกแผ่นดินมนุษย์ องค์ประมุขสวรรค์แห่งโลกนั้นได้ตรัสแจ้งว่าเหล่าเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายที่ก้าวลงสู่วัฏฏะจักต้องไม่ใช้อำนาจวิเศษ มิว่าเพื่อเหตุผลใดทั้งสิ้น” ซือมิ่งอ่านกระดาษในมือ “ทั้งธำมรงค์เวทก็มิได้รับอนุญาตให้นำติดตัวเพื่อการใช้สอย รวมถึงบรรดาสัตว์เทพก็เช่นกัน สิ่งติดกายใด ๆ ล้วนมิจำเป็น ตัวเจ้าเท่านั้นย่อมเพียงพอ และหากเทพใดขัดขืนกฎเกณฑ์ดังกล่าว เทพผู้นั้นจะถูกส่งตัวไปยังขุมนรกโลกันตร์ตราบชั่วกาลนาน โอ ! ช่างน่ากลัวเสียจริง  การประหารชีวิตเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน อืม….ตรงนี้มีบัญญัติเพิ่มเติมอีก 10 ประการ มนุษย์ทุกคนล้วนต้องปฏิบัติตามกฏบัญญัตินี้ แม้อาจสามารถได้รับการงดเว้นในบางเหตุบางกรณีก็ตาม”

นางเริ่มอ่านกระดาษแผ่นต่อไปที่อยู่ในมือ “สำหรับโลกที่มีนามว่าอมรา ได้กำหนดบทบัญญัติไว้ว่า เหล่าเทพทั้งปวงล้วนจำ ‘ต้อง’ ดื่มน้ำแกงเบญจรสแห่งความลืมเลือน ธำมรงค์เวท คือสิ่งต้องห้าม ทั้งไม่อนุญาตให้นำของวิเศษใดติดกาย ห้ามการประหัตถ์ประหาร เว้นเสียแต่เมื่อเกิดเหตุจำเป็นอย่างแท้จริงเท่านั้น….เอ้า...ก็เมื่อดื่มน้ำแกงเบญจรสแห่งความลืมเลือนไปแล้ว จะไปจำกฏบัญญัติต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างไรกันเล่า !” นางหัวเราะร่วน

ข้าหาได้ใส่ใจไม่ว่าเมื่อข้าก้าวลงสู่โลกอมรา ข้าจะหลงลืมความทรงจำทั้งสิ้น ที่กลัวนั้นเพียงเกรงว่าอุปนิสัยใจคอของข้าจะกลับกลายเป็นเช่นไร หากต้องถูกบีบให้อยู่ในข้อจำกัดมากมายเช่นนี้ ข้าพร้อมจะยอมเปลี่ยนแปลงความเป็นตนเองแล้วกระนั้นหรือ ? ความยึดถือในทิฐิของตนสร้างความหวาดหวั่นในใจข้า

ซือมิ่งกับข้าสนทนากันอยู่พักใหญ่ นางมีความรู้มากมายเกี่ยวกับเรื่องโลกแผ่นดินมนุษย์ และโลกอมรา นางช่วยเติมเต็มความเข้าใจในความแตกต่างกันระหว่างโลกทั้งสองให้แก่ข้า ดูคล้ายโลกแผ่นดินมนุษย์จะเป็นดินแดนที่ไร้พลังเวท หมู่มนุษย์ในโลกแห่งนั้นไม่มีพลังเหนือมนุษย์ และเพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดไปในโลกแห่งนั้นจึงมีความเจริญก้าวหน้าอย่างเหลือเชื่อที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘เทคโนโลยี’ วิทยาศาสตร์ คือสิ่งที่ผู้คนในโลกนั้นใช้อธิบายเวทมนตร์  ทั้งเทคโนโลยียังเป็นสิ่งที่ใช้เลียนแบบเวทมนตร์อีกด้วย

ขณะที่โลกอมรานั้นต่างกันราวหน้ามือกับหลังมือ โลกอมรา คือดินแดนในฝันยุคโบราณสถานที่ซึ่งเวทมนตร์อาคมทั้งหลายถูกจำกัดไว้เพียงในจินตนาการของผู้คน ความสามารถในการใช้เวทมนตร์ขึ้นอยู่กับความมุมานะของคนผู้นั้น เขาจะได้สมใจในปรารถนา หากเขามีจินตนาการที่จะเชื่อมั่นว่าเวทมนตร์มีอยู่จริง แม้ความทรงจำทั้งหมดของข้าจะถูกลบเลือนไปสิ้น ทว่าข้ายังหวังว่าข้าจะมีความคิดโลดโผนเพียงพอจะเปิดรับความเชื่อในเวทมนตร์ เมื่อต้องดำรงอยู่ในโลกอมรา ด้วยความบรรเจิดในการวาดฝันที่แสนฝืดของข้า ข้าคงได้เพียงหวังให้ตนเองโชคดีในโลกอมรา

ซือหลานขดกายพันรอบลำคอของข้า เสียงกรนของเขาดังสั่นสะเทือนเนื้อหนังข้า  ข้าคาดว่าคงสมควรแก่เวลาแล้ว ข้าจึงกล่าวคำอำลาซือมิ่ง หลังจากที่นำซือหลานกลับไปส่งท่านอาจารย์สัตว์เทพในเทียนกง* ข้าก็กลับคืนสู่โลกใต้พิภพ
*เทียนกงคือ พระราชวังสวรรค์

ด้วยยังหวั่นเกรง ข้าจึงมิได้กลับวังของท่านพ่อ คงได้เพียงเดินเตร็ดเตร่อยู่กับเหล่ายมทูตกับพวกวิญญาณทั้งหลายที่ส่งเสียงทักทายการกลับมาของข้า

“องค์หญิง ! การเสด็จเยือนโลกมนุษย์เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ ?”

“องค์หญิง วันนี้พระองค์ทรงดูยอดเยี่ยมยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ !” เอ้า ! เอาเข้าไป ! เยินยอกันเข้าไป !

“องค์หญิง ! แล้วพระองค์จะเสด็จอีกคราเมื่อไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”

พวกยมทูตบ้า ! เพิ่งมาถึงก็อยากถีบหัวส่งกันแล้วกระนั้นรึ ? ประเดี๋ยวก็ริบทองที่ให้ไปคืนเสียหรอก ! ฮึ่ม !




***จบตอน โลกทั้งสาม***
10


ตอนที่ 102 ให้บทเรียนแก่เจ้า



เกอซียังมิทันได้โต้ตอบออกไป เสียงหัวเราะลั่นของไป๋หู่ก็ดังขึ้น “เสื่อมเสียชื่อเสียงสกุลน่าหลานงั้นหรือ? ขอโทษที เหตุใดข้าไม่เคยรู้เลยว่าสกุลน่าหลานมีชื่อเสียงในด้านที่ดีด้วย? ไม่ใช่ว่าน่าหลานเฟ่ยเสวี่ยคุณหนูรองแห่งสกุลน่าหลานของเจ้าไปยั่วยวนคุณชายจูจงป้าแห่งสกุลจูถึงที่หรอกหรือ? เรื่องที่นางเปลื้องผ้าบุรุษ เป็นผู้นิยมความรุนแรงนั้นเป็นที่ล่วงรู้กันโดยทั่ว นางถึงกับใช้พลังฝีมือกับจูจงป้าผู้ซึ่งเป็นตัวสวะที่ไร้ค่า จุ๊ จุ๊ จุ๊ คนสกุลน่าหลานช่างเป็นพวกกบในกะลาเสียจริง!”

เพียงได้ยิน ใบหน้าของฉินลู่พลันแดงก่ำ ความรู้สึกที่ทั้งโกรธเกรี้ยวทั้งอับอายฉายผ่านทางแววตา ทั่วร่างของมันสั่นเทิ้มด้วยความเดือดดาล

กระทั่งสีหน้าของเกอซียังฉายอาการแห่งความแปลกประหลาดใจ

โอ? ไม่คาดคิดเลยว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเหยียนจิงจะเผ็ดร้อนได้ถึงเพียงนี้!

ข่าวนี้ช่างน่ายินดี หากมิใช่เพราะไป๋หู่นางคงไม่อาจล่วงรู้เรื่องที่น่าสนุกเร้าใจเช่นนี้ ช่วงนี้นางยุ่งวุ่นอยู่กับการจัดระเบียบในมิติเวททั้งวัน อีกทั้งยังต้องจัดตารางการฝึกฝนให้กับพวกซีเจี่ยอีกด้วยจึงแทบไม่มีเวลา

หญิงสาวแงนเงยศีรษะขึ้นชำเลืองสายตาไปทางไป๋หู่ด้วยความพึงพอใจ

ไป๋หู่รีบเหยียดกายจัดร่างให้ตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผย ชายหนุ่มแย้มยิ้มอย่างกว้างขวางด้วยความยินดีปรีดาขึ้นมาทันที อั๋ยหยา! คุณชายซีเย่ว ......ไม่สิ ไม่สิ! ควรเรียกว่าคุณหนูน่าหลานจึงจะเหมาะสม! ในที่สุดนางก็ไม่ขุ่นเคืองแล้ว ครานี้ปิ่นโตของนายท่านจะต้องสมบูรณ์ไร้ที่ติอย่างแน่นอน

ฉินลู่อับจนปัญญาจะต่อปากต่อคำจึงตรงเข้าหาไป๋หู่หมายจะสั่งสอนให้อีกฝ่ายต้องหลาบจำ

ทว่าอายพลังที่คุกรุ่นรอบกายของไป๋หู่กลับทำให้มันต้องสั่นผวา แม้ว่าด้วยพลังฝีมือระดับไป๋หู่ย่อมสามารถเก็บซ่อนพลังปราณของตนได้หากแต่ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีผลพวงใดหลงเหลืออยู่ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉินลู่พลันรู้สึกขนลุกหวาดกลัวขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ

มันเคยชินกับการเฝ้าคอยรังแกผู้อื่นอย่างอยุติธรรมมาโดยตลอด เช่นนั้นแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าอายพลังอันน่าสะพรึงของไป๋หู่ ความขวัญกล้าทั้งหลายจึงหดหายสิ้น มันจึงเปลี่ยนมาพุ่งเป้าที่เกอซีแทน “นางแพศยาตัวดี มิใช่เจ้าล่ะหรือที่เป่าหูไอ้หนูหน้ามนผู้นี้ให้กล่าววาจาให้ร้ายคุณหนูรอง และสกุลน่าหลานของพวกเรา? สกุลน่าหลานชุบเลี้ยงเจ้ามานานปีทว่าเจ้ากลับทำตัวต่ำช้าเนรคุณผู้มีพระคุณ!  ไม่เพียงเจ้าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณ ซ้ำยังจะให้ชู้รักของเจ้าพูดจาให้ร้ายสกุลน่าหลานอีกด้วย ในนามของฮูหยิน และคุณหนูรอง ข้าจะลงมือสั่งสอนเจ้าเอง!”

ก่อนหน้านี้ฉินลู่เคยติดตามจางเต๋อจงมาส่งอาหารยังเรือนน้อยโกโรโกโสแห่งนี้ ทั้งยังเคยฉวยโอกาสลงไม้ลงมือกับคุณหนูสามผู้นี้มาแล้ว แม้น่าหลานเกอซีจะได้ชื่อว่าเป็นคุณหนูสามแห่งสกุลน่าหลานหากแต่อุปนิสัยของนางกลับเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไม่สู้คน เพียงถูกตวาดฟาดตีนางก็ทำได้แค่เพียงนั่งบีบน้ำตาเท่านั้น

เมื่อไรที่มันนึกถึงยามที่ตนลงไม้ลงมือกับคุณหนูสามจนนางนั่งเนื้อตัวสั่นเทาอย่างน่าเวทนา จิตใจที่เหี้ยมเกรียมของมันก็รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ

แค่เพียงมันคิดจะเข้าไปตบตีนาง ได้เห็นคุณหนูสามผู้นี้ลงไปขดตัวคุ้ดคู้อยู่ปลายเท้าร้องขอความเมตตาจากมันอีกครา ใบหน้าของมันก็แดงก่ำเนื้อกายสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น

ไป๋หู่เห็นประกายแห่งความชั่วร้ายที่ฉายผ่านดวงตาของชายเหี้ยม นัยน์ตาของชายหนุ่มจึงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก

นางคือผู้ที่นายท่านรักใคร่ชอบพอทั้งยังคอยใส่ใจดูแล คิดไม่ถึงว่าเจ้านี่ถึงกลับกล้าโอหังหมายรังแกนาง! มันสมควรตายเป็นพันครั้งหมื่นครั้ง!

ทว่าไป๋หู่ยังไม่ทันได้ขยับกาย จางซานที่ยืนอยู่อีกด้านก็ตรงเข้ากดไหล่ฉินลู่ จนร่างของมันโค้งโก่งเพราะการเคลื่อนมือที่รวดเร็วประดุจสายฟ้า และแรงพลังที่ถ่ายทอดลงสู่ปลายแขน ฉินลู่เจ็บแปล๊บลงไปถึงจุดตันเถียนจนมิอาจขยับเขยื้อนกายได้แม้เพียงก้าว

จางซานยกฝ่าเท้าขึ้นเตะหัวเข่าฉินลู่อย่างไร้ความปรานี เสียงดัง ‘ตุ้บ’ ฉินลู่ก็ถูกบังคับให้ลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้นศีรษะของมันโก่งโค้งลงไปในท่าแสดงความคาวะต่อเกอซี

ความเจ็บปวดร้าวระบมจากหัวเข่า อีกทั้งแรงพลังปราณที่พุ่งเข้ากดจุดตันเถียนทำให้มันต้องร้องโหยหวนออกมาด้วยความทรมาน

เกอซียังคงนั่งอยู่บนโต๊ะศิลาอย่างนิ่งเฉยราวกับตนไม่ได้ยินเสียงวุ่นวายใดทั้งสิ้น ดรุณีน้อยค่อยๆ เหยียดมือข้ามไปรับขนมอบน้ำตาลที่เซี่ยวหลีเตรียมไว้เป็นอาหารว่างส่งเข้าปากอย่างชดช้อยสง่างาม



***จบตอน ให้บทเรียนแก่เจ้า***

หน้า: [1] 2 3 ... 10
SMF spam blocked by CleanTalk