กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
คุยเรื่องทั่วไป ข่าวสาร / Re: สมาชิกใหม่ แนะนำตัวที่นี่
« กระทู้ล่าสุด โดย Baitoey เมื่อ ตุลาคม 19, 2019, 09:43:30 PM »
1.ใบเตย
2.อ่านนิยาย
 ❤สวัสดีจ้าาา❤
2
บัญญัติครองสวรรค์ / บทที่ 30: เหยื่อล่อ
« กระทู้ล่าสุด โดย หยางเชี่ยนอวิ๋น(ผู้แปล) เมื่อ ตุลาคม 18, 2019, 08:33:19 PM »


บทที่ 30: เหยื่อล่อ



"การยอมรับยันต์ภารกิจ ก็เสมือนหนึ่งว่าเจ้ามอบชีวิตของเจ้าให้กับสำนักแล้ว ศิษย์ของสำนักที่รับยันต์ภารกิจ อาจจะต้องออกไปกำจัดสัตว์อสูรภายนอกสำนัก เพื่อจะให้ได้เม็ดวิญญาณอสูรจากปีศาจนั่นกลับมาตามรายละเอียดในยันต์ภารกิจ ซึ่งรางวัลสูงค่ามากแปรผันตามความอันตราย  หรือความยากลำบากของภารกิจนั้นๆ มีศิษย์นอกสำนักหลายร้อยคนที่เข้ามาใหม่ และอาจสามารถก้าวไปถึงจุดสูงสุดของขั้นสามได้ในทุกๆ สิบปี แต่มีเพียงไม่กี่สิบคนที่จะได้กลายเป็นศิษย์ใน  ส่วนที่เหลือจึงยินยอมเสี่ยงรับยันต์ภารกิจ..."

ภายในกระท่อมไม้ หยูซานเหลียงเล่าทุกอย่างที่เขารู้เกี่ยวกับเรื่องยันต์ภารกิจให้ฝางซิงฟัง

พูดง่ายๆ ยันต์ภารกิจ ก็คือ บัตรคำสั่งจากสำนัก  และประเภทของงานก็ขึ้นอยู่กับชนิดของบัตรที่ได้รับเลือก

โดยในบัตร จะแจ้งภารกิจว่า ศิษย์จะต้องกระทำสิ่งได้บ้าง อันได้แก่
ยันต์ภารกิจ กำจัดสัตว์อสูร ทางสำนักจะบอกพิกัดของสัตว์อสูรนั้น และให้ศิษย์ไปฆ่ามัน

ยันต์ภารกิจ เพื่อความสงบสุขของผู้คน เป็นการออกไปจัดการกับปัญหาใดๆ ที่เกิดจากพวกกบฏในพื้นที่ต่างๆ

ยันต์ภารกิจ กำจัดคนทรยศ เมื่อมีคนทรยศต่อสำนัก สำนักจะมอบหมายให้ศิษย์ที่รับยันต์ออกไปจัดการคนผู้นั้นเสีย

ศิษย์ในสำนักโดยทั่วไป มักจะเข้าใจว่า ยันต์ภารกิจนี้  เป็นการประเมินความสามารถของศิษย์ และบางครั้งก็ใช้เพื่อลงโทษศิษย์ด้วย

ภายหลังจากได้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องได้รับยันต์ภารกิจ หากเขาปฏิบัติภารกิจได้ไม่ครบตามที่สำนักกำหนด ก็จะถูกตัดทรัพยากรต่างๆ เพื่อการฝึกฝนด้วย

ส่วนศิษย์นอกสำนักนั้น จะไม่ถูกบังคับให้ต้องรับยันต์ภารกิจ แต่หากพวกเขาต้องการที่จะฝึกจนถึงขั้นสี่ เพื่อเข้าไปเป็นศิษย์ในสำนัก พวกเขาก็ต้องยอมรับยันต์นี้  เพื่อให้ได้รับผงหินพิสุทธิ์สำหรับผลิตยาบรรลุขั้น

ว่ากันตามตรงแล้ว โฮวชิงเองก็ถูกฝางซิงบีบจนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรับยันต์ภารกิจนี้

เพราถ้าฝางซิงไม่หลอกเอาเม็ดวิญญาณอสูรจากเขา เขาก็คงไม่ยอมเสี่ยงกระทำเช่นนี้

คืนนั้นทั้งคืน ฝางซิงรู้ว่ามีคนเฝ้าอยู่หน้ากระท่อมของตน คอยติดตามดูความเคลื่อนไหวของเขาตลอดทั้งคืน คนพวกนั้นคงเกรงว่าฝางซิงจะทำในสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึง

ฝางซิงแกล้งทำทุกอย่างตามปกติ ในขณะเดียวกันก็จดจำใบหน้าของคนทั้งสองไว้ในความทรงจำ

เมื่อเขากลับจากการปฏิบัติภารกิจ เขาจะให้ไอ้สองคนนี่  และเฮ่ยซานได้ชดใช้ในสิ่งที่ทำกับเขา

ฝางซิงจัดการเก็บขวดยานัตถุ์ ดาบอัคคีเก้างูทอง เข็มวายุหลีฮัว และหินจิตวิญญาณทั้งหมดของเขา รวมถึงของใช้จำเป็นอื่นๆ ไว้ในวงแหวนมิติ ก่อนจะใช้แหวนมัดผูกผมเขาไว้ ดึงผมยาวของเขาเป็นผมหางม้าอย่างเรียบร้อย บางครั้งจุดที่เห็นเด่นชัดที่สุด มักกลายเป็นจุดที่คนมองไม่เห็น ส่วนหน้ากากว่านลั่วของเขา และดาบจากโฮวชิงนั้น ทั้งสองถูกซุกแน่นอยู่ในห่อผ้าของเขา

จากนั้น ฝางซิงก็ลงนั่งขัดสมาธิ  รอคอยการมาเยือนของดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ

ในใจของเขา พลุ่งพล่านไปด้วยเลือดลมแห่งการต่อสู้ และความโกรธเกลียด

ในเช้าวันถัดมา เมื่อท้องฟ้าสว่างไสว  โฮวชิงได้มาถึงหุบเขาชิงซี พร้อมกับศิษย์นอกสำนักอีกสองสามคน พวกเขาบังคับฝางซิง ให้เดินทางไปพร้อมกับพวกเขา ในจำนวนชายสี่คน โฮวชิงมีขั้นการฝึกสูงสุดคืออยู่ในจุดสูงสุดของขั้นสาม ส่วนที่เหลือ สองคนอยู่ในขั้นที่สาม และอีกคนอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นสอง 

เฮ่ยซาน ซึ่งดูแลหุบเขาชิงซี ก็เตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อย เขาเฝ้ามองคนทั้งห้าที่กำลังเดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม

ผิดกับหยูซานเหลียงที่ยืนรอข้างทางด้วยสีหน้าหม่นหมอง เขาอยากที่จะหยุดยั้งคนทั้งหมด แต่ก็ทำได้เพียงมองดูฝางซิงถูกพาตัวไปด้วยความห่วงใย

"ข้าแซ่หยู ไม่ใช่จู นะ ศิษย์น้องฝาง.... "

เห็นฝางซิงกำลังจะออกจากหุบเขา เขาก็รวบรวมความกล้าตะโกนเสียงดัง

"ข้ารู้แล้วน่า ศิษย์พี่จู!"

เสียงฝางซิงค่อยๆ ไกลออกไปๆ ขณะที่นักพรตอ้วนทรุดเข่าลงกับพื้นแล้วร่ำไห้

"เฮ้..ไอ้อ้วนงี่เง่า.. ตอนนี้เด็กนั่นจากไปแล้ว ถึงคราวของเจ้าแล้ว ข้าจะจัดการเจ้าเอง"

เสียงน่ากลัวของหลิวเฟิงดังขึ้นอย่างกะทันหันเบื้องหลังหยูซานเหลียง เขาหันหลังไปดูด้วยความประหลาดใจ

เขาพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันของเขาไม่ได้ดีไปกว่าฝางซิงนัก

โฮวชิงได้รับยันต์ภารกิจมาแล้ว พวกเขาทั้งสี่คนจึงตรงไปยังจุดภารกิจ โดยหิ้วตัวฝางซิงไปด้วย พวกเขาทำราวกับฝางซิงเป็นนักโทษ

เมื่อแสดงยันต์ภารกิจที่พวกเขาได้รับมาแล้ว พวกเขาก็ได้รับม้าเลือดมังกรห้าตัวเพื่อใช้ในการเดินทาง  ครั้นออกมานอกสำนัก คนทั้งสี่คอยจับจ้องฝางซิงตลอดทาง ด้วยกังวลว่าฝางซิงอาจจะสร้างความยุ่งยากให้แก่พวกเขา แต่ฝางซิงก็เพียงติดตามพวกเขาอย่างเงียบๆ

พวกเขาขี่ม้าเลือดมังกร ซึ่งถูกพัฒนาสายพันธุ์มานับพันๆ ปี มันถูกเลี้ยงมาเพื่อใช้เป็นพาหนะ เลือดของมันได้รับการพัฒนามาจากเลือดสัตว์ประหลาดในตำนาน คือ ม้ามังกร ร่างทั้งร่างปกคลุมด้วยเกล็ด มันไม่แค่สามารถเดินทางบนบกได้นับพันๆ ไมล์ หากแต่มันยังสามารถว่ายน้ำได้ มันเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ และหาได้ยากมาก ราคาของมันจึงสูงอย่างหาที่เปรียบมิได้

ในอดีตที่ผ่านมา ลุงสองของฝางซิง เคยพบม้าเลือดมังกรนี้ และชื่นชอบในตัวมันมาก ม้าเลือดมังกรตัวนั้นกำลังจะถูกส่งตัวไปยังเมืองหลวง ลุงสองจึงจัดกำลังไปขโมยม้าเลือดมังกร  แต่การคุ้มกันม้าเลือดมังกรมีประสิทธิภาพมาก พวกเขาไม่สามารถจับม้าเลือดมังกรได้ ลุงสองจึงวางยาพิษส่งมันไปสู่ความตาย นี่เป็นวิธีการโจรกรรมของพวกเขา  ถ้าพวกเขาไม่ได้ก็ไม่มีใครควรได้

ด้วยเหตุนี้ ฝางซิงจึงขี่ม้าเลือดมังกรด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

แม้ว่าม้าเลือดมังกรพวกนี้จะมีสายเลือดเกี่ยวข้องกับม้ามังกร แต่มันก็เชื่องมาก  อาจเป็นเพราะพวกมันถูกพัฒนามานานนับพันปี  อีกทั้งยังได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี จนเชื่อฟังคำสั่ง นอกจากนี้ยังราวกับว่าพวกมันสามารถอ่านใจของคนที่ขี่มันได้ ว่าเมื่อใดที่ต้องการให้พวกมันวิ่ง หรือต้องการให้พวกมันหยุด

ทางสำนักได้ฝึกม้าเลือดมังกรเหล่านี้ขึ้นเพื่อให้ศิษย์ใน และศิษย์นอกที่ฝึกได้เพียงระดับต้นๆ สามารถใช้งาน  ส่วนผู้อาวุโส และศิษย์ที่มีระดับขั้นสูงๆ มักจะใช้การเหาะขึ้นฟ้าด้วยตนเอง หรืออาจขี่เมฆ หรือสัตว์ปีกอื่นๆ

เช่นศิษย์สำนักชิงหยุน ซูหลิงหยุนขี่นกกะเรียน ส่วนเสี่ยวเจี้ยนหมิงก็ขี่นกอินทรีย์เหล็ก

ภายในหนึ่งวัน กลุ่มของโฮวชิงก็ควบม้าห่างออกมาจากสำนักนับพันไมล์ กระทั่งมืด พวกเขาจึงหยุดพัก

ศิษย์พี่โฮว...พวกเรา...เดินทางมาที่นี่เพื่ออะไรหรือ?"

ฝางซิงแสร้งทำท่าทางเขินอาย นอบน้อม และระแวดระวัง ขณะถาม

โฮวชิงตอบด้วยรอยยิ้มน้อยๆ "เพื่อกำจัดสัตว์อสูร และปีศาจยังไงล่ะ เจ้ากลัวหรือ?"

ร่างกายเล็กๆ ของฝางซิงสั่นเทา ราวกับว่ากำลังตื่นกลัว "กลัวสิ กลัวมากด้วย...สัตว์อสูร และปีศาจแบบไหนกัน?"

โฮวชิงยิ้มเย็นๆ หนึ่งในสามของพรรคพวกเขา ที่ชื่อเฉียนถง หัวเราะขึ้นอย่างเย็นชา ก่อนจะกล่าวตอบขึ้นแทน "สัตว์อสูรระดับสี่..มีชื่อว่า คางคกเหลือม มันแข็งแกร่งมาก เจ้าควรระวังตัวไม่ให้ถูกมันกลืนลงท้อง ถ้าเจ้าไม่ต้องการจะกลายเป็นอึของมัน.!"

"อ่า..."

ฝางซิงทำหน้าหวาดกลัว

“ฮ่า..ฮ่า...”

ชายพวกนั้นหัวเราะขึ้นพร้อมกัน พลันบรรยากาศก็ผ่อนคลายลง

แต่ฝางซิงพบร่องรอยในแววตาของพวกเขา ว่าไม่ได้รู้สึกสบายอกสบายใจอย่างที่แสดงออกภายนอก

"อืม...ศิษย์พี่โฮว หากภารกิจนี้สำเร็จจริงๆ  ข้าจะได้ดาบบินนี่ พร้อมกับหินจิตวิญญาณอีกสิบก้อน ใช่ไหม?"

ทันใดนั้น ฝางซิงก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความระมัดระวัง ให้แลดูเหมือนว่าเขามีความโลภอยู่บ้างเล็กน้อย ทั้งที่ในใจเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

โฮวชิงมองหน้าฝางซิงอย่างแปลกใจ เขายิ้ม "แน่นอน!"
ชายอีกสาม ต่างมองหน้ากันอย่างมีความหมาย พวกเขายิ้มโดยไม่มีใครพูดอะไรในเรื่องนี้

ฝางซิงทำท่าทางแข็งขัน เขายืดอก พร้อมกับพูดว่า "ยิ่งอันตรายก็ยิ่งได้สมบัติที่ล้ำค่า!

ท่าทางของฝางซิงแลดูองอาจ  ขณะที่กำลังของเขาอ่อนแอมาก ดังนั้นคนที่เหลือจึงทำท่าทางเย้ยหยันให้กับคำพูดเขา

ครั้นเห็นภาพลักษณ์ที่ดูละโมบโลภมากของฝางซิงแล้ว คนเหล่านั้นจึงหมดความกังวลใจ การจับตาดูฝางซิงจึงลดน้อยลงตามลำดับ

ในวันที่สอง เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้า  พวกเขาก็เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง ตอนนี้ ฝางซิงพยายามทำให้คนพวกนั้นผ่อนคลายจากการเฝ้าจับตามองเขา โดยการแสร้งทำตัวเป็นคนละโมบโลภมาก ทำกิริยาไร้เดียงสาเหมือนเด็กเล็กๆ ที่อดตื่นเต้น  และมีความสุขไม่ได้เมื่อได้ออกมาท่องเที่ยว นั่นเป็นเหตุทำให้พวกผู้ใหญ่ทั้งสี่ต่างมองเขาอย่างหมดคำพูด

ทุกครั้งที่หยุดพักผ่อน ฝางซิงจะอาสาหาน้ำให้ม้ากิน  ก่อกองไฟ และล่าสัตว์ อย่างขยันขันแข็ง เขามักเสแสร้งทำทีเคารพ  และขอคำปรึกษากับศิษย์พี่ทุกคนในเรื่องของการฝึกฝน ด้วยวิธีนี้ ศิษย์พี่ทั้งสี่จึงเล่าถึงความสำเร็จที่กล้าหาญชาญชัยของตนเอง ต่างก็ยกยอปอปั้นตัวเอง และฝางซิงก็จะแสดงความชื่นชมจากแววตาของเขาทุกครั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นดำเนินไปถึงจุดสุดยอด

ช่วงเวลาสามวันที่เดินทางร่วมกัน  ฝางซิงทำตัวสนิทสนมคุ้นเคยกับทุกคนราวกับเป็นพี่น้อง ทุกคนต่างรู้สึกว่าฝางซิงเป็นเหมือนน้องชายตัวน้อยๆ และต่างก็เอ็นดูฝางซิง กระทั่งชายที่ชื่อหลิวซานมักจะถอนหายใจเบาๆ โดยไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่มองหน้าฝางซิง

ในคืนที่สาม ขณะที่ฝางซิงกำลังเอนตัวลงนอนข้างๆ กองไฟ หลิวซานก็เดินย่องไปหาโฮวชิงอย่างเงียบ ๆ แล้วกระซิบว่า "ศิษย์พี่โฮว..เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ หรือ?"

โฮวชิงมองเด็กน้อยที่นอนหลับพร้อมกับลมหายใจที่สงบ และสม่ำเสมอ  เขามองใบหน้าอ่อนละมุนของเด็กน้อย ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบกับหลิวซาน

"ไม่มีทางเลือกอื่น มันเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ ที่มีร่างกายใหญ่โตมาก ลำพังพวกเราเองไม่มีโอกาสแน่ ด้วยขนาดของมันไม่อาจสู้ด้วยกำลัง  มีเพียงวิธีเดียวก็คือ สัตว์อสูรตัวนี้ชอบกินเนื้อมนุษย์ โดยเฉพาะคนที่มีขั้นของการฝึกอยู่บ้าง ยิ่งเป็นที่โปรดปรานของมัน ดังนั้นเราจึงต้องใช้เจ้าเด็กนี่เพื่อล่อมัน  จากนั้นก็... "




***จบบท เหยื่อล่อ***
3


บทที่ 11 : ความมืดประโลมใจ



นางยินยอมที่จะอยู่ต่อ หากแต่ก็ไม่ยอมให้คำสัญญาใด ๆ แม้ว่าเขาจะพยายามหว่านล้อมด้วยถ้อยคำหวานปานน้ำผึ้ง แต่แล้วท้ายสุด ถ้อยคำเพียงลมปากของเขาก็ถูกทำลายลงในวันถัดมา

องค์ชายหวังเจี้ยนนั่งบนเกี้ยวที่ใหญ่โตพอที่จะบรรจุคนได้ทั้งราชวงศ์ เกี้ยวนั้นกรุด้วยผืนผ้าไหม และเรียงรายด้วยหมอนนุ่ม ๆ พระสนมนั่งอยู่ข้างกายเขา ริมฝีปากฉ่ำวาวกรีดยิ้มเย้ายวน นางดูราวกับองค์หญิงในขบวนแห่แหนอันสวยงามเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

คางของนางเชิดรับกับไหล่ที่ยกตั้งตรงอย่างภาคภูมิ การกลับมาของพระชายาคนเก่ามิใช่ข่าวใหม่ในวังแห่งนี้แล้ว ทว่าองค์ชายก็ยังเลือกพระสนมคนโปรดของเขาให้อยู่ข้างกายเขา

หยิงเยว่ยืนนิ่ง ขณะมองดูขบวนแห่ที่คล้ายการแห่ศพนั่น คางของนางสั่นทันทีที่เห็นขบวนเกี้ยวผ่านหน้าไป ดูราวกับขบวนแห่ศพ และนางก็ไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่า อยากให้มันกลายเป็นขบวนศพจริง ๆ ไปเสีย

นางอยากกรีดคอของคนทั้งคู่ และสังหารคนทั้งคู่ให้ตายตกอยู่เคียงข้างกัน องค์ชายถูกชายาขี้หึงสังหาร หากแต่หยิงเยว่ก็ไม่อยากให้คนทั้งสองถูกยกย่องว่าตาย เพื่อบูชารัก

หยิงเยว่รู้สึกว่านางคงจะอกหักยับเยิน หากนางยังคงเอ้อระเหยอยู่ตรงนี้นานเกินไป นางจึงก้าวเท้าเดินออกไปอย่างไร้จุดหมาย ไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวเข้าไปยังส่วนที่เงียบสงบของพระราชวัง

ยามนี้หยิงเยว่รู้สึกราวกับตนอยู่ในปราสาทที่มืดมิดมองมิเห็นสิ่งใด มีลมหายใจทว่าไร้ตัวตน

วันเวลาผ่านไปอย่างเลื่อนลอย โดยที่ไม่มีวันใดเลย ที่นางจะไม่คิดหลบหนีออกไปจากที่นี่ ...

นางขอร้องหวังเจี้ยนมอบกระบี่คืนให้แก่นาง ... พร้อมทั้งสัญญากับเขาว่า นางจะไม่เข้ามายุ่มย่ามในชีวิตเขาอีก

เขาเชื่อนาง และคืนกระบี่ให้แก่นาง กระบี่ที่เขายึดไว้นานแล้ว นั่นทำให้นางพอมีความสุขขึ้นมาบ้าง

ช่วงเวลาว่าง ๆ หยิงเยว่มักจะใช้เวลาในการเดินเล่น บางครั้งก็หยอกล้อนางกำนัล รวมถึงบรรดาทหารองครักษ์ที่หวังเจี้ยนส่งมาติดตามนางเล่นอย่างสนุกสนาน นับเป็นความสนุกเพียงอย่างเดียวที่นางมี จนกระทั่งนางรู้ว่าทหารองครักษ์ถูกลงโทษ เพราะการเล่นสนุกของนาง นางจึงหยุดเรื่องสนุกนั้นลงทันที

บางวันนางก็ขลุกอยู่แต่ในห้องบรรทม และจมอยู่กับตนเอง หยิงเยว่เพลิดเพลินอยู่กับความสงบเงียบ ราวกับนางถือสันโดษ หากแต่กลับไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะบางครั้งนางก็สามารถรับรู้ได้ถึงเงา ๆ หนึ่งมานั่งอยู่เคียงข้างกาย มันหายใจ เฝ้าดู คอยดูแล และอยู่เป็นเพื่อนนาง

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา

บุรุษนี่...

ทันใดนั้นเองเสียงขู่คำรามที่เต็มไปด้วยความเศร้า และความเหงาก็ดังแว่วมาอย่างฉับพลัน

นางยังพยายามผูกมิตรกับเงามืด แม้จะมีคำพร่ำเตือนจากหวังเจี้ยนว่าให้หนีห่างจากมัน  ทว่าในความมืดมิด สำหรับนางมันกลับสงบเงียบ และหอมหวาน นางปรารถนาที่จะสนทนากับมัน ... ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งใดก็ตาม

นางคลับคล้ายเหม่อลอย  เมื่อองค์ชายหวังเจี้ยนโผล่พรวดพราดเข้ามา พร้อมกับเสียงกระแทกประตูเปิดดังโครม

นัยน์ตาของนางเบิกกว้าง ปั่นป่วน กระสับกระส่าย ห้องทั้งห้องสว่างไสวขึ้นราวกับเมฆดำได้ถูกพัดพาจากไป เพื่อเปิดทางให้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาแทนที่

หวังเจี้ยนไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใด ทั้งความมืดมิดในตอนแรก และแสงสว่างที่สาดเข้ามาอย่างฉับพลันนั้น หากแต่เขากลับสังเกตเห็นความเศร้าหมองในแววตาของนาง

นางจ้องมองเขา อ้าปากค้าง พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่า เขามาที่ห้องบรรทมแห่งนี้ด้วยเหตุใด ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน หวังเจี้ยนจ้องมองนางเนิ่นนานอย่างเป็นกังวล เห็นได้ชัดว่า เขากำลังค้นหาอะไรบางอย่างในตัวนาง

"มีสิ่งใดกระนั้นหรือ ?" นางเอ่ยถาม พร้อมกับทิ้งศีรษะลงบนแท่นบรรทม

เขาไม่เอ่ยคำ เพียงแค่เดินจากประตูไปยังแท่นบรรทม จากนั้นก็นั่งลงข้าง ๆ นาง วางมือบนแขนของนางเบา ๆ หยิงเยว่พยายามสลัดมันออก หากทว่าเขาก็ไม่ยอมปล่อย

นางพบว่าการต่อต้านเขา มีแต่จะเสียพลังงานไปเปล่า ๆ เช่นนั้นนางจึงปล่อยเขา

"ปล่อยมือจากข้า หวังเจี้ยน" นางเอ่ยพึมพำเบา ๆ

หวังเจี้ยนย้ายมือจากแขนไปที่ไหล่ของนาง

"เอามือของท่านออกไป หวังเจี้ยน"

"เจ้าไม่ต้องการข้ากระนั้นหรือ ?” เขาเอ่ยถามเบา ๆ

หวังเจี้ยน...ประเดี๋ยวร้อน ประเดี๋ยวเย็นไม่เคยมีคำว่าพอดี ในวันนี้เขากำลังเร่าร้อนกระทั่งแทบมอดไหม้

นี่เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

...หยิงเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ไพเราะ หากแต่เต็มไปด้วยอาการเย้ยหยันจนน่าขนลุก "ไม่...ที่รัก...ข้าไม่ต้องการ"

เขาส่งเสียงคราง พร้อมทั้งขยับเข้าไปข้าง ๆ นาง พาดขาของเขาขึ้นบนแท่นบรรทม เพื่อเผชิญหน้ากับนางตรง ๆ นัยน์ตาสีโอ๊คเข้มของเขาจ้องมองนางอย่างอ่อนโยน หากแต่นางกลับไม่ยอมสบตาเขา

"ท่านคิดจะทำสิ่งใด...หวังเจี้ยน ท่านควรอยู่กับพระสนมของท่านมิใช่รึ ?"

ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว ขณะผ่อนลมหายใจออก "ข้าไม่เห็นนางหลายวันแล้ว"

หยิงเยว่กระพริบตา น้ำเสียงของเขาดูไร้อารมณ์อย่างประหลาด "ท่านไม่รู้สึกอะไรเลยกระนั้นหรือ ?"

"อืมม ...  ?"

"ท่านไม่สนใจเลยหรือ หากนางจากไป ?"

"ไม่...ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด" เขากล่าวอย่างเย็นชา ก่อนจะโอบแขนตระกองกอดหยิงเยว่ไว้ "ข้าคิดว่า ข้าพร้อมจะปล่อยนางแล้ว"

"เช่นเดียวกันกับที่ท่านเคยกระทำกับข้า" หยิงเยว่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นจัด
 
"มันแตกต่างกัน หยิงเยว่"

"ความแตกต่างของการกำจัดสตรีทันทีที่นางหมดประโยชน์คืออะไร ? "

"ได้โปรดอย่ากล่าวเช่นนั้นกับข้า"

เขาดึงนางเข้ามาใกล้ ทว่านางกลับผลักเขาออกไป

หยิงเยว่หันหน้าไปทางอื่น

"เราสนทนากันเรื่องอื่นนอกจากเรื่องนี้จะได้หรือไม่ ข้าไม่ต้องการให้เราต้องทะเลาะกัน"

สายไปเสียแล้ว และนางเองก็แทบจะไม่ใส่ใจ แม้แต่จะทะเลาะกับเขาอีกต่อไป

"เลิกให้นางกำนัล และทหารองครักษ์ติดตามข้าเสียที...หวังเจี้ยน...ข้าไม่สามารถใช้ชีวิตโดยมีนางกำนัล และทหารคอยติดตามข้าอยู่ตลอดเวลาได้ มันทำให้ข้าเจียนบ้าแล้ว"

"ไม่ !" เขาตอบกลับทันที จนนางใจสั่นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ของเขา ไม่มีอาการลังเล ไม่มีการประนีประนอม นี่เป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวของเขา

"เหตุใดไม่..."

"เพื่อความปลอดภัยของเจ้า...หยิงเยว่...ข้าไม่สามารถอยู่กับเจ้าได้ตลอดเวลา และในเวลาที่ข้ามิได้อยู่เคียงข้างเจ้า ข้าต้องการให้มีคนที่สามารถปกป้องเจ้าได้อยู่กับเจ้า" เสียงเข้มงวดราวกับออกคำสั่งของเขากลับละลายหัวใจนางจนอ่อนยวบ

หยิงเยว่ถอนหายใจ นางรู้สึกเหมือนติดกับดัก นางรู้ว่า นางไม่อาจจากเขา แม้ว่านางจะพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนมากเพียงใดก็ตาม

"หยิงเยว่" หวังเจี้ยนเขย่าตัวนาง

"กระไรหรือ... ?" ถ้อยคำของนางชะงักค้าง ขณะที่นางมองเห็นเงาซุ่มซ่อนอยู่ที่มุมห้อง




*** จบบท ความมืดประโลมใจ***
4

ตอนที่ 116 น่าหลานเจิ้งเจ๋อ



คิดได้เช่นนั้น แววตาของจูอี้ฉวินยิ่งหม่นมัวเย็นชา สุ้มเสียงดุดันลั่นขึ้น “น่าหลานเจิ้งเจ๋ออยู่ที่ใด? ข้าต้องการพบเขา หากเขายังต้องการได้ชื่อว่าเป็นหมอมือหนึ่งแห่งจินหลิงอยู่ก็เร่งออกมา! ไม่คิดเลยว่าเขาจะให้ฮูหยินและบุตรออกมารับหน้าแทนตน ซ้ำยังรวมหัวกันหลอกลวงสกุลจูของข้า ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อเจรจานัดหมายเรื่องการจัดพิธีสมรสเพื่อรับน่าหลานเฟ่ยเสวี่ยเข้าเป็นคนของสกุลจู นี่นับเป็นการไว้หน้าตระกูลน่าหลานแล้ว หากเราไม่เคารพธรรมเนียมประเพณีลอบฉุดนางไปเป็นอนุ ผู้ใดยังจะกล้ากล่าวคำใดได้อีก!”

“เจ้า---เจ้ากล้า----!” ฮูหยินน่าหลานกรีดร้องอย่างมิอาจทนฟังได้อีก “หัดดูสารรูปบุตรชายสกุลจูของเจ้าเสียก่อน! อายุปาเข้าไปสามสิบแล้วทว่ากลับยังมิอาจบรรลุถึงระดับพลังปราณปฐมภูมิโลกันตร์ได้ ส่วนบุตรีของข้าด้วยวัยเพียงสิบแปดก็สามารถบรรลุถึงขั้นปฐมภูมิโลกันตร์ได้แล้ว นางนับเป็นอัจฉริยะไร้ผู้เทียมทาน บุตรชายของเจ้าหมายจะสมรสกับเฟ่ยเสวี่ยของข้าเสมือนดั่งคางคกหมายจ้องกินเนื้อหงส์ อย่าหวังไปหน่อยเลย!”

“ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน เจ้าจงเลือกเอาเองว่าจะจัดพิธีสมรสระหว่างบุตรชายของเจ้ากับน่าหลานเกอซีหรือจะกลับไปเสีย! คิดหรือว่าพวกเราสกุลน่าหลานจะกลัวสกุลจูของเจ้า?”

นางไม่มีทางยอมให้บุตรสาวของตนออกเรือนไปกับไอ้งั่งผู้นี้เป็นแน่ ยิ่งโดยเฉพาะต่อหน้าโอวหยางฮ่าวเซวียนผู้นั้น!!!

คำขู่ของฮูหยินน่าหลานทำให้สีหน้าของสองพ่อลูกตระกูลจูตลอดถึงองค์ชายหกย่ำแย่อย่างถึงที่สุด

นางรีบผลักเสนอตัวเกอซีออกมาพร้อมเสียงคำรามลั่น “พูดสิว่าเจ้าชื่นชมคุณชายจู เจ้าต้องการออกเรือนตบแต่งเป็นฮูหยินของคุณชายจู เมื่อสองวันก่อนเจ้ามิใช่หรือที่บอกข้าว่าเจ้าตกหลุมรักคุณชายจูตั้งแต่แรกเห็นที่หอรื่นรมย์ เจ้าจึงพยายามหาทางติดตามเขาไปจนถึงเรือนสกุลจู ใช่ไหม?”

เกอซีถูกผลักออกมาอย่างรวดเร็วกายของนางซวนเซแข้งขาอ่อนแรงร่างทรุดร่วงลงไปนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้าง

ตั้งแต่ต้นกระทั่งตอนนี้นางยังคงก้มหน้างุดเนื้อกายสั่นเทามีสีหน้าท่าทางหวาดผวาตื่นกลั่วน่าสงสารราวกับกำลังถูกข่มเหงรังแก ริมฝีปากของนางค่อยๆขยับเอื้อนเอ่ยออกมาทีละคำ “ข้า ....ข้า.....” ประดุจดั่งกำลังพยายามรวบรวมถ้อยคำให้กลายเป็นรูปประโยค ยิ่งทำให้จูอี้ฉวินมั่นใจว่านางกำลังถูกบีบบังคับ

มีเพียงโอวหยางฮ่าวเซวียนผู้เดียวเท่านั้นที่พอจะแกะรอยเงื่อนงำที่ซุกซ่อนเก็บงำในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพียงทว่าสามารถได้เห็นตระกูลน่าหลาน รวมถึงน่าหลานเฟ่ยเสวี่ยประสบกับเคราะห์กรรมที่เลวร้ายได้เขาจะเปิดเผยเงื่อนงำเหล่านี้เพื่อเหตุใด กลับกัน มันสมควรช่วยสุมเพลิงเพิ่มเชื้อไฟต่างหาก

ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ พลางกระซิบข้างหูองค์ชายหกว่า “กระหม่อมชักไม่ใคร่แน่ใจว่าฮูหยินน่าหลานกลายเป็นนายใหญ่แห่งเรือนน่าหลานตั้งแต่เมื่อไร กระทั่งตอนนี้พวกเขากำลังยกเลิกการเจรจาเรื่องงานมงคลสมรสฉีกหน้าสกุลจู สถานการณ์เลวร้ายเยี่ยงนี้ท่านหมอน่าหลานกลับยังไม่โผล่หน้ามา ผู้ที่รู้จักท่านหมออาจกล่าวได้ว่าเขามีภารกิจรัดตัว ทว่าผู้ที่ไม่รู้จักท่านหมอน่าหลานย่อมกล่าวได้ว่าเขาเป็นบุรุษอ่อนแอไร้ความสามารถ ต้องอาศัยบุตร และภรรยาบังหน้ากระทำตนได้น่าอับอายยิ่ง”

องค์ชายหกหัวเราะร่วนหากแต่มิได้ต่อคำ เสียงบ่าวรับใช้ร้องเอะอะโวยวายแตกตื่นอยู่ด้านนอก “นาย.....นายท่าน มาแล้ว?”

ฮูหยินน่าหลานใบหน้าถอดสีด้วยความตื่นผวาหวาดหวั่น สายตาของนางกรอกส่ายไปมา สุดท้ายกลับคว้าชายเสื้อเกอซีมาบิดม้วนจนเป็นเกลียว

ที่ผ่านมาโดยตลอด น่าหลานเจิ้งเจ๋อยังคงอยู่ในเรือนเพียงทว่าเขากำลังทำการตรวจปรุงโอสถต่างๆ อยู่ในห้องใต้ดิน

เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับน่าหลานเฟ่ยเสวี่ย ฮูหยินน่าหลานเคยพูดคุยปรึกษาเขาแล้วหากทว่าเขากลับไม่ใส่ใจ ผู้เป็นฮูหยินจึงต้องคิดหาหนทางรักษาชื่อเสียงให้สกุลน่าหลานด้วยตนเอง

โดยที่แท้แล้วย่อมไม่มีทางที่นางจะสามารถยกเกอซีมาเข้าพิธีสมรสแทนน่าหลานเฟ่ยเสวี่ยได้เลย ด้วยเหตุที่น่าหลานเจิ้งเจ๋อเคยสั่งกำชับไว้ว่า หากไม่ได้รับการอนุญาตจากเขาแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจนำตัวเกอซีไปใช้กระทำสิ่งใดได้ หากเขาล่วงรู้สิ่งที่นางกำลังทำเวลานี้......

เพียงแค่คิดถึงอุปนิสัยของสามีผู้เย็นชาอารมณ์แปรปรวนของตนเอง ทั่วทั้งร่างของฮูหยินน่าหลานก็สั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุมได้




***จบตอน น่าหลานเจิ้งเจ๋อ***
5
สัญญารัก...ราชันย์ปีศาจ / บทที่ 10 : ใจร้าย
« กระทู้ล่าสุด โดย หยางเชี่ยนอวิ๋น(ผู้แปล) เมื่อ ตุลาคม 12, 2019, 09:49:24 PM »


บทที่ 10 : ใจร้าย



"อะไรกัน..." เสียงของพระสนมดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ แขนเรียวยาวของนางพาดหลวม ๆ บนไหล่ของหวังเจี้ยน นางยิ้ม...มันเป็นรอยยิ้มที่ประสงค์ร้าย รอยยิ้มของนางบ่งบอกถึงความอิจฉาริษยาในตัวหยิงเยว่

หยิงเยว่โกรธจนบอกไม่ถูก นางกราดมองด้วยประกายตาดุดันไล่จากพระสนมไปจนถึงหวังเจี้ยนซึ่งยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ขณะจ้องมองมาที่นาง

"ท่านต้องการกระทำสิ่งใดกันแน่ ?" หยิงเยว่ตะคอกออกมาอย่างดุเดือดโดยไม่ใส่ใจสิ่งใดอีก

รอยยิ้มเสแสร้งของพระสนม เหยียดกว้างออกไปอีก ขณะจ้องมององค์ชายหวังเจี้ยนด้วยความพึงพอใจ

"องค์ชายหวังเจี้ยน...ที่รัก" พระสนมเอ่ยอย่างแผ่วเบา

เพียงเห็นริมฝีปากที่ดูอันตรายของพระสนมอยู่ใกล้ ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หยิงเยว่รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนด้วยความโกรธ

"เหตุใดท่านถึงไม่เคยบอกข้าว่า ท่านยินยอมให้ชายาที่น่าสมเพชของท่านคืนกลับวังแล้ว ? เช่นนี้ข้าก็ต้องปรนนิบัติท่านให้มากขึ้นเป็นสองเท่ากระนั้นสิ"

หยิงเยว่คำรามในลำคออย่างพะอืดพะอม นางพุ่งไปที่กลางห้อง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ชีวิตของนางต้องตกต่ำเพราะพระสนมผู้นี้  ห้าปีที่แล้วนางปล่อยให้พระสนมผู้นี้ทำร้ายจิตใจของนางทุกเมื่อเชื่อวัน แต่นั่นก็ผ่านมาถึงห้าปีแล้ว ยามนี้นางมิใช่เด็กสาวที่หวาดกลัวต่อทุกสิ่งทุกอย่างเฉกเช่นตอนอายุสิบหกปีอีกต่อไป

องค์ชายหวังเจี้ยนเบิกตากว้างอย่างน่าหวาดกลัว เขาพยักพเยิดกับหัวหน้าองครักษ์ฉั่วอย่างเงียบ ๆ  "พานางออกไปจากที่นี่ !"

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วก้าวยาว ๆ เข้ามาคว้าตัวหยิงเยว่ไว้โดยง่าย นิ้วใหญ่ ๆ ของเขาวางอยู่บนท่อนแขนของนาง จากนั้นก็ลากตัวหยิงเยว่ผลุนผลันออกไปจากห้อง

หยิงเยว่ร้องโวยวายประท้วงทุบตีมือของเขา ทว่าหัวหน้าองครักษ์ฉั่วก็ไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งทั้งคู่ออกมายังโถงทางเดินที่ไกลจากห้องนั้นพอสมควรแล้ว

"หยิงเยว่... !"

"เหตุใดเจ้าถึงไม่เคยบอกข้า !" นางโอดครวญ อีกทั้งพยายามเดินหนีหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว เมื่อไม่นานมานี้ นางคิดว่าเขาเป็นคนที่นางเชื่อใจได้ "เจ้าทำให้ข้าดูเหมือนคนโง่ ! เจ้ารู้ทั้งรู้ว่าเขายังอยู่กับนาง !"

"ข้าเองก็คิดว่าท่านรู้เรื่องนี้ และหากข้ารู้ว่าท่านยังไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ล่ะก็ ข้าก็คงจะพาท่านออกห่างจากห้องนั้นแล้ว" เขาพยายามที่จะขยับเข้ามาใกล้ หากแต่นางก็หมุนตัวหนี เพื่อรักษาระยะห่างไว้

"ไม่ข้าไม่รู้ เขาไม่เคยเอ่ยถึงนางเลย !" หยิงเยว่กัดฟัน ที่นางยิ่งรู้สึกเกลียดมากขึ้น ก็คือการเห็นหัวหน้าองครักษ์ฉั่วต้องยอมทนรองรับความโมโหโกรธาของนาง นางจึงพยายามสงบสติอารมณ์สูดลมหายใจเข้าออกสองสามครั้งเพื่อเห็นแก่เขา

"เรื่องมันซับซ้อนเกินกว่าที่ท่านคิด" เขาเอ่ยพึมพำเบา ๆ

"นอกเหนือจากการมีสตรีอีกคนนั่งอยู่บนตักของเขา ยังจะมีอะไรซับซ้อนไปกว่านี้อีก ข้าไม่ควรพักอยู่ที่นี่เลย ข้าควรออกไปเสียตั้งแต่ราตรีนั้น" นางกล่าว “ฉานซินประเด็นที่เจ้าพูดถึงคืออะไร ?”

"ไม่...หยิงเยว่...องค์ชายหวังเจี้ยนมีเหตุผลส่วนพระองค์ และท่านก็ไม่ควรไปจากที่นี่ !"

หยิงเยว่รวบชุดฮันฝูที่พองรุ่มร่าม ก่อนจะกระโจนออกจากโถงทางเดิน การเคลื่อนไหวของนางว่องไวราวกับจอมยุทธ นางใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวไปตามโถงทางเดินโถงแล้วโถงเล่าอย่างมั่นคง ไปตามเส้นทางกลับสู่ห้องบรรทมของนาง  เพื่อจะหนีจากไป

"ข้าไม่มีสิ่งใดจะเจรจากับเจ้าแล้ว ข้าจะไปจากสถานที่เฮงซวยนี่เสียที !"

"อย่า...ช้าก่อน ! ท่านไม่ควรหนีไปจากที่นี่" หัวหน้าองครักษ์ฉั่วอยากไล่ตามนาง ทว่าการรายงานองค์ชายนั้นสำคัญกว่า

มันควรเป็นหน้าที่ของสามีที่จะไล่ตามภรรยาของตน

หยิงเยว่กลับไปยังห้องของตน กระชากประตูตู้เสื้อผ้าให้เปิดออก เพื่อค้นหาเสื้อคลุม(jiang yi : เสื้อคลุมแบบนักพรต) สักตัวออกมาผลัดเปลี่ยน

นางรีบถอดชุดฮันฝูราคาแพงนั่นออก

อาจเป็นได้ที่หวังเจี้ยนจะพยายามยับยั้งนาง หากแต่บางทีเขาก็อาจไม่ใส่ใจในเรื่องนี้เลยก็เป็นได้

หวังว่าเขาจะไม่สนใจไยดีนาง และปล่อยให้นางได้อยู่อย่างสงบ

นางพบว่าเสื้อคลุมของหวังเจี้ยนมีขนาดใหญ่กว่าตัวนางถึงสองเท่า

นั่นทำให้นางไม่รู้สึกคล่องตัวอย่างที่คิด หากแต่ด้วยความรีบร้อน และความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่นางประสบอยู่ จึงทำให้นางต้องยอมรับมัน

"เจ้าคิดจะทำสิ่งใด และกำลังจะไปที่ใด" หวังเจี้ยนเข้ามาขัดจังหวะ

หยิงเยว่ยังคงปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างไปเรื่อย ๆ

"ข้าจะไปแล้ว" นางเอ่ยเสียงแข็ง

"ห้ามเจ้าไปไหนทั้งนั้น" น้ำเสียงของเขาเข้มงวด อีกทั้งหนักแน่น

ไม่มีร่องรอยความรักเฉกเช่นหวังเจี้ยนคนที่เคยอยู่กับนางเมื่อสองสามราตรีก่อน

ความอ่อนโยนเช่นนั้นของเขาหายไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือหวังเจี้ยนผู้เย็นชา

เขามาเพื่อยับยั้งไม่ให้นางจากไป

นางหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าของนางบึ้งตึง

หยิงเยว่ก้าวไปข้างหน้าอย่างอาจหาญ ทุกย่างก้าวของนางหนักแน่น และมั่นคง กระทั่งเหลืออีกเพียงครึ่งทางก็จะถึงตัวเขาแล้ว

นางไม่หวาดกลัวใด ๆ และนางจะบริภาษเขาทันที หากเขาขัดขวางไม่ให้นางไปจากที่นี่

หวังเจี้ยนก้าวเข้ามาดักหน้านาง เขาหยุดลงทันทีที่พบว่าไม่มีระยะห่างระหว่างเขาและนางแล้ว

"เจ้าจะต้องไม่ไปไหนทั้งนั้น...หยิงเยว่"

น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความเมตตา ถ้อยคำของเขามิใช่คำอ้อนวอนขอร้อง หากแต่เป็นคำสั่ง ราวกับนางเป็นเพียงนางกำนัลที่เขาสามารถสั่งการใด ๆ ก็ได้

หยิงเยว่จ้องมองเขา ร่างของนางสั่น อารมณ์ของนางแปรปรวนถึงเพียงนี้ก็เพราะเขานั่นแหละ

"ข้าเป็นคนโง่ที่หลงเชื่อในคำหลอกลวงของท่าน ทั้งที่ข้าควรจะรู้ดีกว่าผู้ใด"

นางเดินวนรอบ ๆ ตัวสวามี เสื้อคลุมของเขายังคงอยู่ในมือของนาง

หวังเจี้ยนไม่ขยับหนีแม้เพียงน้อย... เขาเพียงแต่... อ้าแขนออกกางกั้นมิให้นางเดินหนีไปได้ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงคำรามในลำคอเบา ๆ "เจ้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น"

นางสูดลมหายใจเข้า และผ่อนลมหายใจออก

นางก้าวหลบแขนของเขาอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินไปที่ประตู นางจะไม่แสดงอาการต่อต้าน ทว่าก็ไม่ยอมให้เขาขัดขวางการจากไปของนาง

"อย่าทำให้ข้าต้องยุ่งยาก หาไม่แล้ว...ข้าจะโยนเจ้าเข้าคุก หากข้าไม่มีทางเลือก"

"หวังเจี้ยน...คนเฮงซวย  หากเป็นเช่นนั้นข้ายอมติดคุกเสียยังดีกว่า"

บานประตูถูกเลื่อนเปิดออก แสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามา หยิงเยว่ผู้กำลังยืนอยู่หน้าประตูต้องผงะเล็กน้อยด้วยแสงเจิดจ้าทำให้นัยน์ตาของนางพร่ามัว

พระสนมเอนกายพิงกรอบประตู สีหน้าของนางเต็มไปด้วยอาการดูถูกเหยียดหยาม แขนข้างหนึ่งกอดอก ส่วนอีกข้างหนึ่งวางบนกรอบประตูอย่างเฉื่อยชา

"มีปัญหาใดหรือที่รัก ?" นางส่งเสียงแผ่วเบา  "เหตุใดท่านจึงไม่ปล่อยให้นางไปล่ะ  ประเดี๋ยวข้าจะได้ปรนนิบัติท่านในแบบที่ท่านชอบเช่นเคยไง"

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ?" น้ำเสียงของหวังเจี้ยนดุดัน "เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในห้องนี้"

"โอ้...ได้โปรดเถิด ... " นางเดินเข้าห้องโดยไม่สนใจคำเตือนของหวังเจี้ยน

เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งอึดใจในการกระโจนเข้าไปหานาง

กิริยาอันว่องไวแฝงไว้ด้วยความดุร้ายอันตราย นั่นมาจากอารมณ์เกรี้ยวกราดซึ่งปะทุขึ้นในตัวเขา  เขาพุ่งไปที่พระสนมก่อนจะกระชากตัวนางออกจากห้องทันที

"ออกไป...!" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงคำราม เสียงคำรามในแบบที่ทำให้หัวใจของพระสนมแทบหยุดเต้นด้วยความหวาดกลัว

แท้ที่จริงองค์ชายมักจะอารมณ์เสียเสมอ  ทว่าเขาไม่เคยอารมณ์เสียมากถึงเพียงนี้มาก่อน

มันช่างป่าเถื่อน น่ากลัว และนั่นเป็นเพราะเขาไม่ชอบใจที่ชายาของเขาได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น

เขาโยนพระสนมออกจากห้อง

"เจ้าอย่าหาญกล้าก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้ ขณะที่ข้า และชายายังอยู่ที่นี่ !" เขาขบฟันกล่าวด้วยน้ำเสียงคำรามในลำคอข้างหูของพระสนม

พระสนมร้องครางด้วยความหวาดกลัว ขณะที่องค์ชายถอยกลับมากระแทกบานประตูปิดใส่ใบหน้าของนาง

ใบหน้าของหยิงเยว่นั้นเต็มไปด้วยความตกใจ นางไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่

"เกิดเรื่องบ้าบออะไรกันนี่ ?"

หวังเจี้ยนไม่สนใจถ้อยคำเหล่านั้น เขาหันกลับมาสนใจนาง เขาเปลี่ยนบุคลิกเป็นคนอ่อนโยนอีกครั้ง

"พักอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ...หยิงเยว่" เขาเอ่ยเบา ๆ "เจ้าไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้อันตรายเพียงใด"



***จบบท ใจร้าย***
6


ตอนที่ 114 ไม่อาจละเลยคุณหนูรอง



โอวหยางฮ่าวเซวียนก้าวออกมา ชายหนุ่มช่วยยั้งองค์ชายหกไว้ เขาเพียงยกยิ้มขึ้นบางเบา

“องค์ชายหกอย่าได้ทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ล้มป่วยลงครานี้ทำให้กระหม่อมได้เห็นธาตุแท้ของผู้คน ในความโชคร้ายที่ตระกูลโอยหยางต้องเผชิญกลับกลายเป็นความโชคดีที่ทำให้กระหม่อมไม่หลวมตัวเข้าพิธีสมรสไปกับภรรยาผู้มีจิตเยี่ยงอสรพิษ กระหม่อมสมควรกล่าวคำขอบคุณต่อตระกูลน่าหลานด้วยความซาบซึ้งใจยิ่งมากกว่าพะย่ะค่ะ”

จูอี้ฉวินที่ยืนอยู่ด้วยกันปล่อยเสียงหัวเราะลั่นขณะที่อีกมือยกขึ้นลูบหนวดเครา “สกุลจูของข้าหาได้เกรงกลัวต่อภรรยาผู้มีจิตอสรพิษเลยแม้เพียงน้อย นางกำลังจะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งคนสกุลจูของพวกเราแล้ว ไม่ว่านางจะเป็นลูกสะใภ้ที่หัวรุนแรงหรือชั่วร้ายสักเพียงไร สกุลจูของพวกเราย่อมมีวิธีการอบรมสั่งสอนนางได้อย่างแน่นอน ขอเวลาแค่เพียงไม่เกินขวบปีเท่านั้น นางก็จะกลายเป็นภรรยาที่แสนดีของบุตรชายข้า สำหรับเรื่องนี้ ขอฮูหยินน่าหลานอย่าได้กังวลไป ตระกูลจูของเราจะไม่มีวันละเลยคุณหนูรองอย่างแน่นอน”


กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฮูหยินน่าหลานบิดเบ้ไปมาตลอดเวลาด้วยความอับอาย นางพยายามข่มกลั้นตนเองอย่างยิ่งเพื่อจะมิให้ต้องหลุดสบถวาจาหยาบคายเผ็ดร้อนบาดหูออกไป ฝ่ามือที่แนบอยู่ข้างลำกายกำแน่นกระทั่งเส้นโลหิตปูดโปนออกมาอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งเมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาคมสันของโอวหยางฮ่าวเซวียนผู้มีท่วงทีองอาจงามสง่า กรุ่นอายรัสมีแห่งความสูงส่งแผ่ซ่านกำจายออกมาจากกาย ช่างแตกต่างจากจูจงป้าผู้เป็นราวกับสุกรผู้นั้นอย่างมิอาจเทียบเทียม ยามนี้ฮูหยินน่าหลานสำนึกเสียใจอย่างหนักหนากระทั่งลำไส้กลับกลายเป็นสีเขียว

มิคิดเลยว่าอาการเจ็บป่วยของโอวหยางฮ่าวเซวียนจะสามารถเยียวยารักษาให้หายได้! นายท่านให้การวินิจฉัยไว้ว่าเขาจะต้องอยู่ในสภาพของผู้พิกลพิการอย่างแน่นอน ที่สุดแล้ว ผู้ใดคือผู้ให้การเยียวยารักษา?!

หากนางรู้แต่แรกว่าทุกสิ่งจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ การให้เฟ่ยเสวี่ยออกเรือนไปสู่สกุลโอวหยางย่อมเป็นหนทางที่เพริศแพร้วงดงามเป็นที่ยิ่ง! ทว่ายามนี้ ทุกสิ่งพลันมลายสิ้น!

ฮูหยินน่าหลานกัดฟันกระทั่งเสียงขบไรฟันดังชัดหูด้วยความเสียดายอย่างเหลือประมาณ หากแต่จูอี้ฉวินหาได้ใส่ใจสีหน้าท่าทางของนางแม้เพียงน้อย ดวงตาเล็กๆ ที่เปล่งประกายสุกใสยังคงจับจ้องเขม็งมายังฮูหยินน่าหลาน “ฮูหยินน่าหลาน ในวันนี้เรามาเพื่อพูดคุยเรื่องการหมั้นหมาย จะอย่างไรเสียคุณหนูรอง และบุตรชายของข้าก็มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นต่อกันแล้ว หากบุตรชายของข้าไม่มาสู่ขอนางให้เหมาะสมย่อมจะทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูรองต้องแปดเปื้อนมิใช่หรือ? ฮูหยินน่าจะเชิญตัวคุณหนูรองออกมาเพื่อให้หนุ่มสาวได้พบปะพูดคุยกันบ้าง ยิ่งหากพวกเราสามารถเลือกวันมงคลสมรสกันให้เรียบร้อยชัดเจนในวันนี้เลยนั่นย่อมเป็นการดียิ่ง”

ทันทีที่คำว่า ‘ความสัมพันธ์แนบแน่น’ กระทบเข้าโสตประสาท เส้นเลือดดำบนหน้าผากของฮูหยินน่าหลานพลันปูดโปนขึ้น ครั้นเมื่อหางตาสะบัดไปเห็นอาการยิ้มคล้ายเยาะของโอวหยางฮ่าวเซวียนนางก็ยิ่งร้อนรุ่ม ผู้เป็นมารดารีบร้องสั่งให้บ่าวรับใช้ไปเรียกตัวเกอซีออกมา

เพียงครู่เท่านั้น สาวน้อยในชุดผ้าโปร่งสีชมพูที่ทับซ้อนด้วยผ้ามัสลินบางเบาโปร่งใสก็ปรากฏกายขึ้น นางมวยผมเป็นทรงซาลาเปาสองข้างบนศีรษะ มีบ่าวรับใช้สองคนประคองแขนทั้งสองข้างเดินก้าวออกมา

ทันทีที่จูจงป้าเห็นสาวน้อยผู้นี้ความฉงนสนเท่ห์ก็ฉายผ่านดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงงัน

จูจงป้าโกรธเกรี้ยวฉุนเฉียวอย่างหนัก เพียงกำลังจะอ้าปากกว้างหนาก่นด่าออกมา อีกฝ่ายกลับแหงนเงยศีรษะที่กำลังก้มงุดขึ้นจนเผยให้เห็นรอยแย้มยิ้มชั่วร้ายที่พุ่งตรงมาถึงเขา

จูจงป้าเคยได้รับบทเรียนมาคราหนึ่งแล้ว มันรีบหยุดชะงักคำ ความเจ็บแปลบระเบิดพุ่งถาโถมไปทั่วทั้งร่าง น้ำเสียงทั้งหมดจุกติดแน่นอยู่ที่ลำคอ

ชั่ววูบ เพียงเห็นอีกฝ่ายพลิกฝ่ามือหงายขึ้น ป้ายผนึกตราทาสที่อยู่ในฝ่ามือของหญิงสาวส่งแสงสะท้อนผ่านเข้าม่านนัยน์ตาของมัน ฉับพลันก็รู้สึกเจ็บปวดทรมานราวกับถูกทิ่มแทงลงไปถึงเนื้อสมอง ติดตามมาด้วยสติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลางมีเพียงเสียงออกคำสั่งบางอย่างดังก้องสะท้อนอยู่ภายในใจ ทำให้มันต้องน้อมรับกระทำตามอย่างอับจนหนทาง

นอกไปเสียจากคนทั้งคู่แล้วมิได้มีผู้ใดสังเกตเห็นการกระทำที่รวดเร็วฉับไวของเกอซีได้เลย เว้นเสียแต่โอวหยางฮ่าวเซวียนผู้ยืนอยู่ไม่ไกลกันนัก ชายหนุ่มเหลือบสายตาดูหญิงสาวคราหนึ่ง หันไปมองจูจงป้าอีกคราหนึง หากแต่กลับไม่เอ่ยคำใด มีเพียงอาการแย้มยิ้มอย่างเห็นได้ชัดในแววตาที่ล้ำลึกคู่นั้น

ฮูหยินน่าหลานคว้ามือเกอซีผลักไปหาพ่อลูกสกุลจู “ในวันนั้น ผู้ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่น และมีความบาดหมางกับคุณชายจูจงป้าก็คือเด็กคนนี้ นางคือคุณหนูแห่งตระกูลน่าหลานของเราเช่นกัน งานมงคลสมรสครานี้จะช่วยเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลจูและตระกูลน่าหลาน พวกเราทั้งสองตระกูลนับว่ามีฐานะเท่าเทียมกัน ย่อมถือได้ว่าพิธีสมรสครานี้คือคู่ที่เหมาะสมกันยิ่งนัก.....”




***จบตอน ไม่อาจละเลยคุณหนูรอง***
7


ตอนที่ 115 การหมั้นหมายลุล่วงไปด้วยดี



คำกล่าวของฮูหยินน่าหลานยังมิทันจะสิ้นสุด จูจงป้าผู้ตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมจิตของเกอซีพลันหุนหันกระโดดร้องตะโกนลั่น “ไม่ใช่นาง! ท่านพ่อ ไม่ใช่นางอัปลักษณ์ผู้นี้! สกุลน่าหลานคิดเล่นตลกกับข้ารึ? นางหญิงอัปลัษณ์ ไร้ค่าไม่ได้เรื่องผู้นี้ นายน้อยเยี่ยงข้าหรือจะชายตามอง? น่าหลานเฟ่ยเสวี่ยปากคอเราะร้ายอุปนิสัยก้าวร้าว ส่วนหญิงผู้นี้ทั้งอ่อนแอทั้งขี้ขลาด จะเป็นน่าหลานเฟ่ยเสวี่ยได้อย่างไร?!”

สีหน้าของจูอี้ฉวินดำคล้ำในทันที สายตาเย็นยะเยียบสาดส่งมายังอีกฝ่าย “ฮูหยินน่าหลาน นี่หมายความเช่นไร? นำสาวใช้ผู้ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาย้อมแมวเช่นนี้ ท่านคิดจะหยอกยั่วตระกูลจูของข้าให้เป็นดั่งตัวตลกกระนั้นหรือ? เช่นนั้นก็จงอย่าได้ติเตียนที่ข้าจะต้องตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับพวกท่าน องค์ชายหกพ่ะย่ะค่ะ กลับถึงวังเมื่อไร กระหม่อมจะขอเข้าเฝ้ากุ้ยเฟย*เพื่อแจ้งเรื่องที่ตระกูลน่าหลานใช้อำนาจข่มเหงตระกูลจูของกระหม่อม ถึงตอนนั้น เราจะได้เห็นกันว่าบุตรีแห่งน่าหลานของพวกเจ้าจะยังสามารถออกเรือนกับผู้ใดได้อีกหรือไม่!”
*กุ้ยเฟยคือ ตำแหน่งของพระชายาที่มีตำแหน่งสูง ในที่นี้หมายถึงจูเยราเยร่าน้องสาวของจูอี้ฉวิน พระมารดาขององค์ชายหก

องค์ชายหกยกยิ้มพลางพยักหน้าด้วยสีหน้าครื้นเครงที่ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมชมละครการแสดงชุดเยี่ยม

ฮูหยินน่าหลานละล่ำละลักออกมาด้วยความร้อนรน “นางคือเกอซี คุณหนูสามแห่งตระกูลน่าหลานของพวกเรา หาใช่สาวใช้ไม่มีหัวนอนปลายเท้าไม่ หากนายใหญ่จูไม่เชื่อคำข้าก็สามารถไปตรวจสอบรายชื่อสกุลในตัวเมืองได้ ท่านจะทราบว่าเรือนน่าหลานมีคุณหนูสาม ผู้มีนามว่าน่าหลานเกอซีอยู่จริงหรือไม่”

ฮูหยินน่าหลานเว้นช่วงถอนหายใจยาวออกมาคราหนึ่งก่อนจะปั้นสีหน้าสลดด้วยท่าทีเศร้าใจ “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเองที่อบรมบุตรสาวไม่ดี เมื่อสองวันก่อนที่เฟ่ยเสวี่ยออกเดินทางจากเรือนไป ตัวข้าเองก็มัวแต่เศร้าเสียใจจึงมิทันเฉลียวใจเลยว่าเกอซีจะแอบอ้างตนเป็นเฟ่ยเสวี่ย อีกทั้งนางยังไปขายตัวที่หอรื่นรมย์เพื่อหมายจะหาคู่ครองในฝัน ทั้งข้า และเฟ่ยเสวี่ยเพิ่งจะรู้เรื่องเมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่ทราบเรื่องก็ด้วยเพราะสาวใช้ข้างกายของเกอซียอมเปิดเผยออกมา.....พวกเราจึงเพิ่งรู้ว่านางกับคุณชายจูมีความสัมพันธ์แนบแน่นต่อกันแล้ว แม้เรื่องนี้จะไร้เหตุผล ทว่าก็ทำให้ตระกูลจู และตระกูลน่าหลานของเราจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เมื่อเป็นชะตาลิขิตให้พวกเราสองตระกูลได้จัดพิธีสมรสขึ้นย่อมเป็นผลดีกับพวกเราทั้งสองตระกูลมิใช่หรือ?”

เกอซีแทบจะอยากเข้าไปยืนปรบมือแสดงความชื่นชมให้ฮูหยินน่าหลาน สิ่งที่นางคาดเดาไว้ช่างถูกต้องมิได้ผิดเพี้ยนเอาเสียเลย

อีกทั้งคำล่าวยังแอบแฝงความนัยให้แก่จูอี้ฉวินว่าหากตระกูลจูหมายจะสร้างความสัมพันธ์กับตระกูลน่าหลานย่อมสมควรยอมรับตัวน่าหลานเกอซีไปแทน

ตระกูลที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างน่าหลาน ผนวกเข้ากับทักษะการรักษาอันล้ำเลิศของน่าหลานเจิ้งเจ๋อ ผลพวงที่จะได้รับจากการสมรสระหว่างสองตระกูลย่อมนับได้ว่าเกินคำบรรยาย อาจเรียกได้ว่าไม่มีผู้ใดเสียเปรียบต่อกันเลย เช่นนั้นแล้วจะต้องกังวลไปไยว่าบุตรชายของตนจะได้สมรสกับคุณหนูคนไหนในตระกูลน่าหลาน?

จูอี้ฉวินมีสีหน้าครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างหนัก เขากำลังจะรับข้อเสนอนี้งั้นหรือ?

เกอซีมีหรือจะยอมให้ฮูหยินน่าหลานได้ดั่งประสงค์? ไม่มีทาง!

ฉับพลันจูจงป้ากลับเอะอะโวยวายลั่นขึ้น “น่าหลานเกอซี? นั่นมันเศษสวะแห่งสกุลน่าหลานมิใช่หรือ นางไร้สิ้นพลังฝีมือใบหน้าแสนอัปลัษณ์มิใช่หรือ? หากข้าต้องสมรสกับนาง บุตรที่ได้จะเป็นเช่นไร มิเป็นคนไร้ค่าเยี่ยงนางล่ะหรือ?!”

“ท่านพ่อ ข้าไม่อยากสมรสกับนาง! ท่านเห็นท่าทางขลาดเขลาไร้ค่าของนางหรือไม่ คนเยี่ยงนี้หรือจะอาจสามารถไล่ต้อนข้าหัวซุกหัวซุนราวกับลูกสุกรได้? ไม่มีทาง พลังฝีมือของข้าอยู่ในขั้นที่เก้าของระดับพลังปราณขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่ม ข้าจะถูกสตรีผู้เส้นชีพจรพิการไร้สิ้นพลังยุทธทำร้ายได้อย่างไร? หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?! ท่านพ่อ พวกน่าหลานมันเอาสตรีไร้ค่ามาเล่นตลกกับพวกเรา ท่านพ่อ ท่านอย่าได้ยอมพวกมันเด็ดขาด!”

สีหน้าของจูอี้ฉวินมืดมัวทันที

แม้สิ่งที่บุตรชายเอ่ยกล่าวช่างระคายหูทว่าทุกคำล้วนอิงความเป็นจริง

เขาปรายตาสังเกตดูสาวน้อยหน้าโง่ที่เอาแต่ก้มหน้าคุดคู้ที่อยู่ตรงหน้า เพียงปราดเดียวก็รับรู้ได้แล้วว่านางหาใช่แก้วตาดวงใจแห่งสกุลน่าหลาน หากบุตรชายของเขาเข้าพิธีสมรสกับหญิงผู้นี้ สกุลจูจะได้รับน้ำใจไมตรีจากตระกูลน่าหลานสักเท่าไรกันเชียว? ในเมื่อนางคือเด็กเหลือขอที่ถูกตระกูลน่าหลานเขี่ยทิ้ง!




***จบตอน การหมั้นหมายลุล่วงไปด้วยดี***


8
บัญญัติครองสวรรค์ / บทที่ 29: คนไร้อำนาจ
« กระทู้ล่าสุด โดย หยางเชี่ยนอวิ๋น(ผู้แปล) เมื่อ กันยายน 28, 2019, 07:50:30 PM »


บทที่ 29: คนไร้อำนาจ



เมื่อฝางซิงได้ยินหลิวเฟิงพูดเช่นนั้น เขาก็รู้สึกรำคาญใจขึ้นมาทันที แต่เมื่อเห็นโฮวชิงที่รอคอยคำตอบอยู่ข้างๆ หากทำอะไรลงไปก็มีแต่เสียเปรียบ ฝางซิงจึงทำได้เพียงระงับอารมณ์ไว้ คำพูดของหลิวเฟิง เหมือนจะเป็นการบังคับกลายๆ ขณะที่โฮวชิงเพียงแค่หัวเราะเสียงเย็นๆ  แล้วกระซิบบางอย่างกับเพื่อนของเขา แล้วเพื่อนเขาคนนั้นก็ออกไป เพียงไม่นานก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมด้วยชายอ้วนคนหนึ่ง

ชายคนนั้น ชื่อ เฮ่ยซาน เป็นผู้ดูแลศิษย์นอกสำนักในหุบเขาชิงซีแห่งนี้  เขาขึ้นตรงกับหัวหน้างานธุรการ  ดูแลเกี่ยวกับการอาหาร และโรงโภชนาการในหุบเขาแห่งนี้  แม้ว่าเขาจะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ  แต่สามารถกล่าวง่ายๆ ว่า เรื่องราวต่างๆ  ต้องรายงานผ่านเขาก่อนเสมอ  ดังนั้น เฮ่ยซานจึงคล้ายกับว่าจะเป็น "ประธาน" ที่ไร้ตำแหน่ง

หลังจากเฮ่ยซานเข้ามา  เขาก็หัวเราะแบบสอพลอ กระแอมไอเพื่อล้างลำคอ ก่อนจะพยายามพูดจาโน้มน้าวฝางซิง "ศิษย์น้องฝาง.. นี่เป็นโอกาสดีสำหรับเจ้า! ศิษย์พี่โฮว ต้องการให้เจ้าเข้ารวมกลุ่มกับเขา! เพียงแค่ตามเขาไป และเข้าร่วมทำภารกิจนี้กับศิษย์พี่โฮว ข้าจะแจ้งต่อสำนักลงทะเบียนให้เจ้า เมื่อภารกิจสำเร็จเจ้าจะได้รับผลประโยชน์มากมาย"

'ไอ้สารเลวนี่ ก็พยายามขุดหลุมพลางดักข้าด้วยอีกคน'

ฝางซิงเดือดดาล แต่เขาก็รู้ว่าไม่ควรทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับเฮ่ยซาน

นี่คนพวกนี้คิดว่าเขาเป็นเด็กใช่ไหม? เลยพยายามล่อหลอก ด้วยจิตใจที่ไม่ต่างกับปีศาจร้าย ด้วยคำพูดหว่านล้อมหวานๆ!

อย่างไรก็ตาม การที่คนพวกนี้พยายามโน้มน้าวเขามากเท่าไหร่ แสดงว่าเขาต้องยิ่งไม่ประมาท หากมีคนอื่นให้เลือก คนพวกนี้ก็คงไม่พยายามมากขนาดนี้

เมื่อไม่มีคนคอยปกป้อง ฝางซิงก็ได้แต่ยิ้มประจบ “ขอเวลาน้องชายตัดสินใจหน่อยเถอะ จริงๆ ข้าเองก็เป็นเพียงน้องชายตัวน้อยๆ ทั้งยังอ่อนแอมาก ฝึกได้เพียงขั้นที่หนึ่งเท่านั้น แถมตอนเลือกอาวุธเวท ข้าก็ยังอ่อนหัดจนเลือกของไร้ค่ามาอีก หากต้องต่อสู้ด้วยกำลังแล้ว เกรงว่าข้าคงไม่อาจช่วยอะไรศิษย์พี่โฮวได้มากนัก”

“อา...”

คนทั้งหมดต่างก็หัวเราะออกมา เมื่อพวกเขาฟังเรื่องที่ฝางซิงพูดเกี่ยวกับอาวุธเวทที่ได้มาจากศาลาอุปกรณ์เวท เพราะต่างก็รู้ดีว่าการเข้าไปเลือกอาวุธเวทที่นั่นต้องเจออะไรบ้าง

โฮวชิงหัวเราะชั่วร้าย พร้อมกล่าวอย่างดูถูก  "เรื่องง่ายๆ  เอ้า! ข้าให้ดาบบินเจ้าเล่มหนึ่ง!"

ขณะโยนดาบบินให้ฝางซิง โฮวชิงพูดต่อมาว่า "เอาล่ะ..เมื่อเจ้ามาร่วมงานกับข้า ดาบบินนี่ก็จะเป็นของเจ้า นอกจากนี้ถ้าภารกิจสำเร็จเรียบร้อยราบรื่น เจ้าจะได้รับหินจิตวิญญาณตอบแทนอีก 10 ก้อน เป็นไง? "
ฝางซิงจะพูดอะไรได้? เฮ่ยซานรีบแทรกว่า "ยังมีเหตุผลที่จะปฏิเสธข้อเสนอดีๆ เช่นนี้อีกหรือ! ข้าถือว่าตกลงกันได้แล้ว ข้าจะกลับไปรายงานให้สำนักทราบ  ว่าแต่ ศิษย์พี่โฮวจะออกไปทำภารกิจเมื่อใดกัน?"

โฮวชิงพยักหน้า เขาพูดกับฝางซิง "เราจะเดินทางกันในเช้าวันพรุ่งนี้ คืนนี้เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วกัน”

เขาไม่ได้เก็บดาบบินที่ทิ้งไว้ แล้วก็เดินออกไป

"เด็กเลว จำสิ่งที่เจ้าเคยทำไว้ได้ไหม? คิดว่าข้าจะลืมง่ายๆ งั้นรึ"

หลิวเฟิงเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ในห้อง ก่อนที่เขาจะจากไปเขายิ้มให้ฝางซิง พร้อมกับพูดเยาะๆ

ฝางซิงดึงกริชออกมาดัง “ซวบ” ทันที  พร้อมจ้องหลิวเฟิงอย่างเอาเรื่อง
หลิวเฟิงตกใจ รีบผลุนผลันออกจากประตู เขาตัวสั่นด้วยความกลัวว่าจะถูกฝางซิงแทงด้วยกริชอีกครั้ง

'ไม่..ข้าต้องหักห้ามใจไว้ก่อน ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน ทำอะไรลงไปก็มีแต่เสียเปรียบ'

ฝางซิงถอนหายใจ ก่อนจะกลับมาที่ข้างเตียงของตน  ยามนี้ความคิดเขาเต็มไปด้วยความมืดมน

ในเวลาเดียวกันนั้น  โฮวชิงก็มาถึงปากทางเข้าหุบเขา ฝ่ายเฮ่ยซานก็ยังยิ้มสอพลออยู่ข้างหลัง  โฮวชิงไม่รีรอ  เขานำหินจิตวิญญาณสิบก้อนออกมายัดใส่มือของเฮ่ยซานอย่างไม่เกรงใจ พลางกระซิบเบาๆ ใส่หูเฮ่ยซานว่า “ข้าต้องการเด็กคนนั้น พรุ่งนี้เช้า เจ้าต้องนำเขามาให้ข้า ที่เหลือเจ้าก็จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเอี่ยมอ่อง..”

เฮ่ยซานยิ้ม พร้อมกับตบอกตนเอง " น้องชายสบายใจได้ ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบด้วยฝีมือของข้า เด็กคนนั้นเป็นเพียงศิษย์นอกที่ไม่มีผู้ให้การสนับสนุนใด ๆ ดังนั้นไม่มีใครสนใจหรอกว่าเขาจะกลับมาหรือไม่ ข้าขอแสดงความยินดีกับศิษย์น้อง และพวกของเจ้าล่วงหน้ากับความสำเร็จของเจ้า! "

"ฮ่าฮ่า..สมพรปาก”

เฮ่ยซานเดินกลับไปที่กระท่อมของเขาด้วยความปิติยินดีในหัวใจกับหินจิตวิญญาณที่เขาได้รับ

"ศิษย์น้องฝาง เกิดอะไรขึ้น? เจ้าไม่รู้หรือว่าคนที่รับยันต์ภารกิจเหล่านี้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง? ขนาดศิษย์ฝีมือยอดเยี่ยมของสำนักสามคน! ออกไปทำภารกิจก็ยังล้มเหลว  และทุกคนก็ตายในภารกิจนั้น! พวกเจ้าจะเริ่มกันเมื่อไหร่ แล้วทำไมพวกเขาถึงอยากจะพาเจ้าไปด้วย? เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาไม่ดี! "

ช่วงบ่าย หยูซานเหลียงรีบวิ่งมาหาฝางซิงด้วยท่าทางตื่น ทันทีที่เขาทราบเรื่อง

"อย่านะ..เจ้าไม่ควรไปกับพวกเขา เจ้าต้องเจอเรื่องเลวร้ายแน่นอน ฟังข้านะ ศิษย์น้องฝาง ครั้งก่อนเจ้าเคยมีสัมพันธ์อันดีกับศิษย์พี่หลิงหยุนใช่ไหม? 

เช่นนั้นเจ้าควรไปขอความช่วยเหลือจากนาง  ถ้านางเอ่ยปาก ข้ามั่นใจว่าพวกเขาจะไม่กล้าบังคับเจ้าอีกต่อไป ! "

'ถ้าข้าสามารถขอความช่วยเหลือนางได้ ทำไมข้ายังต้องกังวลอยู่ที่นี่ล่ะ?'

ฝางซิงหัวเราะเย็นเยือกกับตัวเองในใจ เขาเพียงโม้เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์อันดีของเขากับศิษย์พี่หลินหยุนเหตุเพราะเสี่ยวหมั่น แต่ความจริงก็คือนับตั้งแต่เขาได้เข้าร่วมสำนัก เขาก็ไม่เคยเจอเสี่ยวหมั่นอีกเลย นับประสาอะไรกับศิษย์พี่หลินหยุน หากแต่ฝางซิงกลับตอบไปว่า "แค่ปัญหาเล็กๆ ทำไมต้องไปรบกวนนาง? ข้าสามารถแก้ปัญหานี้เองได้ "

นักพรตอ้วน ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ "ศิษย์น้องฝาง..นี่ไม่ใช่เวลาที่จะอวดดี  ข้ารู้ว่าเจ้าเก่ง แต่โฮวชิงเองก็เป็นอันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์นอกสำนักนี่ เจ้าตกอยู่ในกำมือเขา เจ้าจะรอดมาสบายๆ ได้อย่างไร...เชื่อข้าเถอะ เจ้ารีบ... "

"เอาล่ะ..หยุดพูดเถอะ!" ฝางซิงขัดจังหวะด้วยเสียงเข้มงวด

หยูซานเหลียงกระพริบตาถี่ๆ ไม่กล้าพูดต่อ แต่ก็ไม่อาจซ่อนความห่วงใยในแววตาของเขาได้

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฝางซิงก็พูดขึ้นอีกครั้ง "คนพวกนั้นมีเจตนาไม่ดีแน่ๆ มิเช่นนั้นคงไม่บังคับข้าให้ยอมรับยันต์ภารกิจ ว่าแต่พวกเขาต้องการอะไร และสำนักเพิกเฉยได้อย่างไร?"

หยูซานเหลียงยิ้มอย่างขมขื่น "เจ้าถามว่าสำนักสนใจศิษย์ที่ออกไปปฏิบัติภารกิจไหมงั้นหรือ? เจ้าก็รู้ว่าสำนักยอมรับคนที่สามารถทะลุผ่านแต่ละขั้นไปสู่ขั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ  เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมสำนักถึงควบคุมวัตถุดิบของยาบรรลุขั้นอย่างเข้มงวด? เพราะสำนักต้องการให้ศิษย์ทุกคนทำงานอย่างหนัก และจริงจัง  สำนักต้องดูแลคนเหล่านี้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลแลกกับทรัพยากรต่างๆ เพื่อใช้ในการสนับสนุน ดังนั้นไม่มีใครมีปัญหาในเรื่องนี้แน่!”

“พูดอีกทีก็คือ การบังคับให้คนยอมรับยันต์ภารกิจไม่อาจทำได้... แต่สำหรับคนที่ไม่มีอำนาจ และไร้ผู้สนับสนุนอย่างเรา ไม่มีใครจะใส่ใจหากเราตายไป เฮ่ยซานได้ส่งใบสมัครของเจ้าไปให้สำนัก เพื่อให้สำนักเห็นว่าเจ้าเป็นคนอาสาไปทำภารกิจนี้ด้วยตนเอง หากตายขณะปฏิบัติภารกิจภายนอก ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขุดคุ้ย "

หยูซานเหลียงพูดจนจบ ก่อนจะถอนหายใจในความสิ้นหวัง

"เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือก.. ถือว่าเป็นความผิดของพวกเขาที่ตัดสินใจเลือกข้าเอง!"

เมื่อฝางซิงเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่น  เขาก็สำแดงความเป็นขุนโจรร้ายที่อัดแน่นภายในออกมาอีกครั้ง เขากัดฟัน พลันรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้น

ทันทีที่เห็นแววตาเช่นนี้ หยูซานเหลียงก็รู้สึกหวาดกลัว จนไม่กล้าพูดอะไรอีก

"ฮ่าๆ เจ้าหมูอ้วน เจ้าไม่ต้องห่วงข้า ศิษย์พี่จู เดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะหัวเราะเป็นคนสุดท้าย"

ฝางซิงหัวเราะพร้อมกับกอดคอหยูซานเหลียง  "ไปๆ  ไปกินเนื้อกับเหล้ากัน แล้วเจ้าค่อยๆ อธิบายให้ข้าฟังเรื่องยันต์ภารกิจ... "

"แซ่ข้าจริงๆ คือหยู ไม่ใช่จู .... "

หยูซานเหลียงพึมพำอีกครั้ง แต่มาจนถึงตอนนี้แล้ว จะโต้เถียงกับฝางซิงก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา

ในกระท่อมอีกที่ของเฮ่ยซาน เฮ่ยซานกำลังสอบถามศิษย์สองคนที่อยู่ตรงหน้าเขาว่า "พวกเขาไปที่ไหนกัน?"

"พวกเขาไปซื้อหมู ซื้อไก่แล้วก็กลับไปดื่มเหล้า"

เฮ่ยซานพยักหน้าพอใจ "เฝ้าดูพวกเขาอย่างใกล้ชิด ข้ารู้ว่าสำนักไม่สนใจพวกเขาหรอก แต่ต้องให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่สร้างปัญหา จนกว่าโฮวชิงจะมารับเจ้าเด็กนั่นไป ส่วนเจ้าอ้วนที่เหลือหลังจากนี้คงไม่มีปากเสียงใดๆ "

"ขอรับ.. ศิษย์พี่!"

ศิษย์สองคนกลับไปยังกระท่อมของฝางซิงทันทีเพื่อจับตาดูพวกเขา

"ฮึฮึ..แค่ลิงตัวน้อยที่ไม่มีใครสนับสนุน มีค่าถึงสิบหินจิตวิญญาณ คงจะดีหากได้เจอแบบนี้บ่อยๆ...."

เฮ่ยซานคิดขณะมองถุงหินจิตวิญญาณที่ได้มาง่ายๆ โดยคาดไม่ถึงในมืออย่างสำราญใจ




***จบบท คนไร้อำนาจ***
9


บทที่ 9 : องค์ชายใจโหดกับการโป้ปดเลือดเย็น



ในที่สุด...ร่างกายของนางก็แข็งแรงพอที่จะสามารถออกไปจากห้องบรรทมนี่ได้แล้ว นางตื่นขึ้นมาเห็นนางกำนัลกำลังคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้น

หยิงเยว่ใช้ข้อศอกพยุงกายขึ้น นัยน์ตางัวเงียของนางเหม่อมองนางกำนัล "ลุกขึ้น" นางเอ่ยพึมพำเบา ๆ "เจ้าอยู่ตรงนี้มานานเพียงใดแล้ว"

นางกำนัลไม่ยอมลุกขึ้น นางยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น นางก้มศีรษะลง สายตาจับจ้องมองบนพื้น "องค์ชายมีรับสั่งให้หม่อมฉัน และนางกำนัลอีกสี่คนคอยดูแลปรนนิบัติพระชายา ยามนี้พวกนางทั้งหมดรออยู่ข้างนอกแล้ว"

"จะให้ข้าทำอะไรกับนางกำนัลพวกนั้นกันล่ะ ? ข้าไม่มีสิ่งใดให้พวกเจ้าปรนนิบัติหรอก"

นางกำนัลหมอบลงกับพื้นวางศีรษะไว้บนมือที่วางราบกับพื้นอีกครั้ง "ได้โปรดเถิดเพคะพระชายา ให้พวกเราได้ปรนนิบัติท่านเถิด"

หยิงเยว่ถอนหายใจ นางไม่ได้สัมผัสชีวิตหรูหราเช่นนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว อีกทั้งในวันนี้นางยังกลายเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงไปเสียแล้ว การมีนางกำนัลถึงห้าคนเดินตามนางไปทั่วเช่นนี้ คงทำให้นางเป็นบ้าตายในไม่ช้า  "ไปบอกเขาเถิดว่า...ข้าไม่ต้องการนางกำนัล"

"ได้โปรดเถิดเพคะ..." นางกำนัลกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "องค์ชายคงจะไม่พอพระทัย หากพวกเรากลับไป เพราะท่านไม่ต้องการพวกเรา"

"เอาล่ะ...เช่นนั้นเจ้ามีสิ่งใดต้องทำก็ไปทำเถอะ" น้ำเสียงของนางฟังดูเคร่งเครียด "ข้าคงไร้ซึ่งหนทางปฏิเสธแล้ว"

นางกำนัลลุกขึ้นยืน นางเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล ขณะเดียวกันสายตาของนางยังคงจับจ้องอยู่บนพื้น ราวกับว่าหากสายตาของนางประสานเข้ากับหยิงเยว่ องค์ชายจะเฉดหัวนางออกจากวัง นางเดินเลี่ยงไปทางประตู เพื่อเปิดทางให้นางกำนัลที่เหลืออยู่เข้ามาในห้อง

นางกำนัลทยอยเดินเข้ามา พร้อมด้วยถาดอาหารเช้าซึ่งเป็นโจ๊กอุ่น ๆ และถาดใส่ผลไม้หลากสีสัน

นางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาจัดแต่งเรือนผมให้หยิงเยว่ นางหวีผม  และปักปิ่นที่งดงามประณีต ซึ่งหยิบมาจากพานเครื่องประดับตกแต่งที่นางถือมาด้วย
 
ส่วนอีกคนหนึ่งก็ไปเลือกชุดฮันฟูที่งดงามจากตู้เสื้อผ้า และเดินถือมาอย่างระมัดระวัง

"องค์ชายอยู่ที่ใด" หยิงเยว่เอ่ยถาม ขณะเฝ้าดูเหล่านางกำนัลเดินไปเดินมาภายในห้องส่วนตัวของตน

"องค์ชายกำลังร่วมโต๊ะเสวยกับฮ่องเต้ และพระอนุชาเพคะ"

"อืม..."

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วก้าวเข้าประตูมาอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่สง่างามของเขาลื่นไหลราวสายน้ำ กล้ามเนื้อ แขนขาของเขาเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม และทรงพลัง เขาจึงได้รับความสนใจจากสตรีทุกคนในห้องนี้

เส้นผมของเขาขมวดเป็นมวยกลม ๆ รับกับนัยน์ตาเฉียง ๆ คู่นั้นของเขา

หัวหน้าองครักษ์ฉั่วฉานซินเป็นคนค่อนข้างรูปงามมากเลยทีเดียว ครั้นได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังไปทั่วห้องก็ทำให้เขารู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย

หยิงเยว่ทักทายเขาด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ เห็นได้ชัดว่านางเข้าใจน้ำเสียงหัวเราะที่ดังอยู่ในห้องบรรทมขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

"เจ้าได้ยินเสียงหัวเราะนั่นหรือไม่...ฉานซิน ?" ริมฝีปากของนางจ่ออยู่ที่ถ้วยชา "ข้าว่า...เจ้าต้องเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ อย่างมากเป็นแน่"

ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว "ได้โปรดหยุดพูดเช่นนั้นเถอะ"

“เหตุใดรึ ?"

"เพราะข้าไม่ชอบเลย"

"ยามที่เจ้าหน้าแดงดูน่ารักออกจะตาย"

"นั่น...ไม่ควรเลย ไม่ควรมีผู้ใดได้เห็นใบหน้าแดง ๆ ของหัวหน้าองครักษ์"

"แต่สาว ๆ พวกนี้ชอบมากเลยนะ... " นางยิ้มให้อย่างสดใส

นั่นยิ่งทำให้เขาเขินอาย และหน้าแดงหนักขึ้นไปอีก

"ฉานซิน...เจ้ามาทำอันใดที่นี่อีกกระนั้นหรือ ? ข้าจำได้ว่าวันก่อนหวังเจี้ยนเพิ่งดุเจ้าไปนี่"

"เอ่อ...นั่นก็ใช่..." ฉานซินถอนหายใจ ขณะที่ความทรงจำครานั้นหวนกลับคืนมาอีกครั้ง "หากแต่ครั้งนี้ เป็นองค์ชายส่งข้ามาอารักขาท่านโดยเฉพาะ"

"ฟังดูไม่เหมือนหวังเจี้ยนเลย ปกติเขามักจะหึงเจ้าอยู่เสมอนี่"

"ข้าเดาว่า องค์ชายอาจต้องการใครสักคนที่แข็งแกร่งพอจะแทนที่พระองค์ได้ ในยามที่พระองค์ไม่อาจอยู่เคียงข้างท่าน" ฉานซินกล่าวพึมพำ ขณะเดียวกันก็ถูข้างจมูกของตนเอง ท่าทางของเขาราวกับจะโอ้อวดอยู่ในที

"แข็งแกร่งกระนั้นรึ ?" นางทวนคำกล่าวของเขา พร้อมกับเลิกคิ้วตาม

"หยิงเยว่...เลิกหยอกล้อข้าเสียที ก่อนที่เราทั้งคู่จะผิดใจกัน"

หยิงเยว่หัวเราะเบา ๆ นางกินอาหารเช้าคำสุดท้าย จากนั้นก็หันไปเพลิดเพลินกับน้ำผลไม้เต็มปาก

"ใจเย็นน่า...ฉานซิน ข้าเพียงแค่สนุกกับการเห็นเจ้ากระทำตนไม่ถูก"

หยิงเยว่เดินลงมาที่โถงทางเดินพร้อมด้วยนางกำนัล และหัวหน้าองครักษ์ฉั่วที่เดินห่างจากนางเพียงครึ่งก้าว

บริเวณโถงทางเดินยังคงสับสนวุ่นวายเฉกเช่นเคย

นางสูดลมหายใจเข้าหนัก ๆ เพื่อรวบรวมสติ ขณะเดินผ่านผู้คนที่ต่างก็ก้มหัวลง   หรือไม่ก็อ้าปากค้างเมื่อเห็นนาง

การมาของนางดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่มีผู้ใดรู้ว่าหวางเฟย*** กลับมาอยู่ในวังแล้ว
***หวางเฟย : ตำแหน่งพระชายาเอกในอ๋อง

"ท่านก็ดูเป็นที่นิยมไม่น้อยเลยนะ" หัวหน้าองครักษ์ฉั่วก้มลง พร้อมกับกระซิบข้างใบหูของนาง

"ข้าว่าพวกเขาคงจะไม่คิดเช่นนั้น... ข้าไม่ชอบให้คนมาสนอกสนใจเช่นนี้เลย"

"อีกไม่นาน พวกเขาก็จะคุ้นเคยกับท่านไปเอง"

"ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น"

นางรีบเดินผ่านโถงทางเดิน จากนั้นก็ผลุนผลันเข้าไปยังห้องที่ดูเป็นส่วนตัวห้องหนึ่ง ภายหลังจากที่นางเข้าห้องแล้ว นางก็ทรุดตัวพิงผนังห้อง ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว งี่เง่าจริง ๆ นางคิด

นางควรอยู่แต่ในห้องบรรทม ที่นั่นนางสามารถมีความเป็นส่วนตัวได้ หากแต่เพราะนางเริ่มรู้สึกเบื่อ และด้วยเหตุที่นางนอนพักมาหลายวันแล้ว นางจึงจำเป็นต้องออกมายืดแข้งยืดขา ยืดกระดูกที่อ่อนแอของนางเสียบ้าง

นางกวาดตามองโดยรอบ ทันใดนั้นนางแทบจะหายใจไม่ออก

ทุกอย่างยังคงเฉกเช่นเดิม

นางน่าจะรู้ดีว่า นางโง่เง่ามากเพียงใด แน่นอนว่า ที่หวังเจี้ยนกระทำตัวเลวร้ายกับนางก็เป็นเพราะพระสนมผู้นั้น และต่อให้นางกลับมา หวังเจี้ยนก็ต้องใช้เวลาอยู่กับพระสนมคนเดิมอีกเช่นเคย

หวังเจี้ยนนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง โดยมีพระสนมคนโปรดของเขานั่งอยู่บนตัก สายตาของเขาจ้องมองมาที่หยิงเยว่โดยไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย

ดวงตาของเขาไม่ได้เบิกกว้างด้วยความโมโห ปากของเขายังคงประกบแนบกับปากของพระสนมโดยไม่กระตุกแม้เพียงนิด ไม่มีร่องรอยเย้ยหยัน ไม่มีเลย อีกทั้งเขายังไม่พยายามที่จะผลักหญิงผู้นั้นออกจากตักของตนอีกด้วย

ขณะที่หยิงเยว่ดูราวกับคนอกหัก นางไม่สามารถปกปิดอาการของตนไว้ได้ แม้ว่านางอยากจะกระทำเช่นนั้นก็ตามที เขาจ้องมองนางอย่างไร้หัวใจ ไร้ความปรานี อีกทั้งเย็นชา

สายตาของเขามองข้ามไปยังหัวหน้าองครักษ์ฉั่ว เป็นการออกคำสั่งโดยไร้ซึ่งคำกล่าว หยิงเยว่รู้สึกว่าตนกำลังโดนฉานซินลากแขน เขาพยายามพานางออกไปจากห้อง

นางไม่ขยับตัว นางไม่ถอยหนี นางยืนอยู่ที่นั่นขณะเดียวกันก็จ้องมองไปที่พระสวามีของนางกับพระสนมของเขา



***จบบท องค์ชายใจโหดกับการโป้ปดเลือดเย็น***
10


ตอนที่ 113 ไยเจ้าจึงอยู่ที่นี่?



เมื่อครั้งที่นายใหญ่สกุลจูได้ทราบว่าจูจงป้าถูกทำร้าย เขาโกรธเกรี้ยวฉุนเฉียวอย่างถึงที่สุด ทว่าทันทีที่ได้รู้ว่าน่าหลานเฟ่ยเสวี่ย คุณหนูรองแห่งสกุลน่าหลานคือผู้ลงแส้เปลื้องอาภรณ์ออกจากกายของบุตรชายตนจนเนื้อตัวเปลือยเปล่า ความเดือดดาลทั้งสิ้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นมื่น ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้สุขใจ

จะต้องกล่าวไปไยถึงตระกูลน่าหลานซึ่งมีพื้นฐานสกุลเลื่องลือมีชื่อเสียงยิ่งกว่าตระกูลจู เพียงข้อเท็จจริงที่ว่าน่าหลานเฟ่ยเสวี่ยคือผู้มีพรสวรรค์ด้านพลังยุทธเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วทั้งอาณาจักรจินหลิง ด้วยวัยเพียงน้อยนิดนางสามารถบรรลุถึงขั้นต้นในระดับพลังปราณชั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่ม หากมิใช่ด้วยความเป็นอัจริยภาพเช่นนี้ ตระกูลโอวหยางคงจะไม่จัดเตรียมหมั้นหมายนางให้แก่โอวหยางฮ่าวเซวียนเป็นแน่

นายใหญ่ตระกูลจูสิ้นหวังกับจูจงป้าสืบเนื่องมาจากพลังฝีมือ และความเขลาเบาปัญญาของบุตรชายตนมานานแล้ว ทว่าหากสามารถทำให้บุตรชายสมรสกับภรรยาที่มาจากตระกูลซึ่งได้ชื่อว่ามีชาติสกุลที่ดีได้ เมื่อถึงคราวที่ทั้งคู่ให้กำเนิดหลานชายย่อมจะเป็นผลดีที่สุดต่อสกุลจูมิใช่หรือ?

เมื่อคิดได้เช่นนี้ มีหรือที่ตระกูลจูจะปล่อยโอกาสทองเยี่ยงนี้ไป พวกเขาย่อมต้องหาทางทำให้น่าหลานเฟ่ยเสวี่ยมาเป็นสะใภ้สกลุลจูให้ได้แม้จะต้องใช้วิธีทำลายชื่อเสียงของนางก็ตามที

เดิมทีเดียวตระกูลน่าหลานมีท่าทีบิดพริ้วมาโดยตลอด ทว่าเมื่อสองวันก่อนตระกูลจูกลับได้รับแจ้งข่าวว่าสกุลน่าหลานยินยอมพร้อมให้พวกเขาเข้ามาพูดคุยเรื่องการจัดแจงงานหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลแล้ว นายใหญ่สกุลจูยิ้มจนหน้าบานด้วยความยินดีปรีดายิ่งนัก และเพื่อป้องกันการบิดพริ้ว พวกเขาเชิญองค์ชายหกมาร่วมเป็นพยาน และร่วมเดินทางมาในขบวนแห่ครั้งมโหฬารครานี้ด้วย

ฮูหยินน่าหลานสั่งบ่าวไพร่จัดเตรียมทำความสะอาดห้องโถงใหญ่พร้อมกับให้คนไปเรียกตัวเกอซีออกมา

ยามนี้ ใบหน้าของเกอซียังคงแลดูเป็นเด็กสาวที่อ่านง่ายดังเช่นเคย หากทว่านัยน์ตาที่เคยนิ่งสงบอย่างล้ำลึกเมื่อหลายวันก่อนกลับแลดูมืดหม่น สีหน้าแห่งความหวาดผวาตื่นกลัวฉายพาดผ่านดวงหน้านั้นเป็นครั้งคราว

ความสุขสมอิ่มล้นอยู่ภายในใจของฮูหยินน่าหลาน นางวางแผนทั้งหมดไว้เป็นอย่างดี ทุกสิ่งจัดเตรียมไว้เรียบร้อย ในวันนี้นางจะต้องสะสางปัญหาที่ค้างคาใจกดดันความรู้สึกของนางมาหลายวันลงให้จงได้

หากแต่ทันทีที่เห็นผู้ติดตามร่วมขบวนมากับนายใหญ่ตระกูลจู สีหน้าของฮูหยินน่าหลานกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวบ้างสลับไปเป็นขาวซีดบ้าง

ในกลุ่มผู้ร่วมขบวนครั้งใหญ่ครานี้ นอกไปเสียจากนายใหญ่ตระกูลจู จูจงป้าและองค์ชายหกแล้ว ยังมีบุรุษหนุ่มผู้ยืนเด่นเป็นสง่าลำกายตั้งตรง บุคคลที่ไม่อาจมีผู้ใดคาดคิดถึง

ถูกแล้ว คนผู้นั้นคือโอวหยางฮ่าวเซวียน บุคคลผู้เดียวกับผู้ที่นอนแน่นิ่งในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายเมื่อครึ่งปีก่อน บุรุษผู้ถูกตระกูลน่าหลานยกเลิกการหมั้นหมาย  โอวหยางฮ่าวเซวียนผู้นั้นเอง

โอวหยางฮ่าวเซวียนยังมิทันเอ่ยคำ องค์ชายหกก็ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มพลางเอ่ยกล่าว “ฮ่าวเซวียนคือสหายแห่งข้า เขาล้มป่วยต้องนอนพักรักษาตัวอยู่เป็นเวลานาน ยามนี้เขาฟื้นตัวหายสนิทจากอาการป่วยแล้ว ข้าจึงชวนเขาออกมาด้วยกันเพื่อแก้เบื่อ ฮูหยินน่าหลานคงไม่ขัดข้องกระมัง!”

“เป็นไปได้อย่างไร?” อีกฝ่ายแผดเสียงออกมาพร้อมใบหน้าที่ซีดเผือด “นายท่านกล่าวว่าไม่อาจมีผู้ใดสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของเขาได้! เขาจะต้องเป็นผู้พิการไร้ความสามารถไปตลอดชีวิต เช่นนั้นข้าจึง.......”

วาจาที่เอ่ยกล่าวออกมาของฮูหยินน่าหลานหาได้สร้างความอึดอัดใดให้แก่โอวหยางฮ่าวเซวียน ทว่าสีหน้าขององค์ชายหกกลับมืดหม่น

ยามนี้เขากำลังช่วงชิงตำแหน่งเพื่อครอบครองบัลลังก์มังกรแห่งอาณาจักร แรงสนับสนุนจากตระกูลโอวหยางนับว่าเป็นกำลังที่สำคัญยิ่งนัก เมื่อครั้งที่โอวหยางฮ่าวเซวียนล้มป่วยอย่างหนัก ตระกูลโอวหยางไม่มีใจจะใส่ใจว่าผู้ใดจะให้การสนับสนุนผู้ที่จะขึ้นเป็นจักรพรรดิ์องค์ต่อไป ส่วนตัวเขาก็ไม่อาจยื่นมือให้การช่วยเหลือตระกูลโอวหยางได้มากนัก หากแต่ยามนี้เมื่อโอวหยางฮ่าวเซวียนฟื้นจากอาการป่วย และเป็นปกติดีแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ล้วนยังคงแน่นแฟ้น เช่นนั้นจึงควรรีบฉกฉวยโอกาสนี้ จะปล่อยให้ผู้ที่ปรามาสโอวหยางฮ่าวเซวียนลอยนวลไปง่ายๆได้อย่างไรกัน?!

สายตาขององค์ชายหกทั้งดุดันทั้งเย็นชายามเมื่อจับจ้องเขม็งมายังฮูหยินน่าหลาน “ฮูหยินน่าหลาน เจ้าพูดอะไร? ฮ่าวเซวียนผู้นี้คือสหายของเปิ่นหวาง หากเจ้ายังกล้ากล่าววาจาล่วงเกินอีก เปิ่นหวางคงต้องกลับไปรายงานเรื่องนี้ต่อเสด็จพ่อ”




***จบตอน ไยเจ้าจึงอยู่ที่นี่?***
หน้า: [1] 2 3 ... 10
SMF spam blocked by CleanTalk