แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - หยางเชี่ยนอวิ๋น(ผู้แปล)

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1


บทที่ 54 : เหมือนลากมาตบหน้า (3)



"หากนกอสูรนี่อยู่ในระดับเทพแล้ว ท่านพ่อ..ท่านเองก็เป็นยอดฝีมือระดับเทพเช่นกัน ? ก็แล้วเหตุใดท่านจึงกำราบมันไม่ได้เล่า ?"

ไป๋จื่อกัดริมฝีปาก สายตาของนางไม่อาจขยับออกจากวิหคเพลิงแสนสวยตัวนั้นได้เลย

"จื่อเอ๋อ เลิกวุ่นวายเสียที !" ไป๋เฉิงเซียงไม่ตามใจนางอย่างเคย สีหน้าของเขาเคร่งขรึม อีกทั้งคล้ำลงเล็กน้อย “นั่นคือสัตว์อสูรระดับเทพ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะควบคุมมันได้ง่าย ๆ อย่าพูดจาให้มันระคายเคืองใจ"

ไป๋จื่อรู้สึกเศร้า นัยน์ตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา นางกัดปากแน่น ขณะมองวิหคเพลิงที่งดงามอย่างไม่เต็มใจ

วิหคเพลิงส่งเสียงร้องเบา ๆ ก่อนจะเยื้องย่างช้า ๆ มาทางไป๋หยาน

ทุกย่างก้าวของวิหคเพลิงเต็มไปด้วยความสง่างาม ขนเงางามของมันแลดูเลอค่า โดยเฉพาะดวงตาสีเขียวที่เปล่งประกายสว่างไสว

สายตาทุกคู่มองตามร่างสีแดงเพลิงมาเรื่อย ๆ  กระทั่งมันมาหยุดยืนต่อหน้าไป๋หยาน

"ท่านตา..." ไป๋หยานเรียก ก่อนจะปรายตามองวิหคเพลิงแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาสนใจท่านตาของนางที่กำลังนิ่งอึ้งพร้อมกับส่งยิ้มให้  "ท่านชอบของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่านหรือไม่ ?"

ทั้งห้องจัดเลี้ยงเงียบสนิท เงียบชนิดที่เพียงเข็มหล่นก็ได้ยินเสียง

ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านสกุลหลานหันมองไป๋หยาน น้ำเสียงของเขาลังเลเล็กน้อย "ของขวัญนั่นก็คือ ... "

มันคือวิหคเพลิงจริง ๆ น่ะหรือ ?

ไม่ !

เป็นไปไม่ได้ !

ยามนี้ ในใจของทุกคนก็กำลังคิดว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น ทว่าพวกเขาก็พยายามลบความคิดนั้นออกจากหัว

ไป๋หยานเป็นใครกันแน่ ?

นางเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าที่ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน อีกทั้งยังหนีตามผู้ชาย ! ด้วยความสามารถของนาง นางจะปราบสัตว์อสูรระดับเทพได้อย่างไรกัน ?

ไป๋หยานเลิกคิ้ว ก่อนจะปรายตามอง เพียงนางแลมอง วิหคเพลิงก็ก้มหัวที่เคยหยิ่งผยองของมันลง จากนั้นก็หมอบลงต่อหน้าท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลาน

นี่เป็นวิธีการแสดงความเคารพของวงศ์วานวิหคเพลิง
หากสมาชิกตัวใดตัวหนึ่งของเผ่าพันธุ์วิหคเพลิงต้องศิโรราบต่อหน้าผู้อื่น พวกมันจะลดศีรษะลง และหมอบลงกับพื้น เป็นการพิสูจน์ว่าพวกมันเต็มใจที่จะเป็นข้ารับใช้ของเขา

ไป๋จื่อขยี้ตา นางแทบไม่อยากเชื่อในภาพที่ได้เห็น นางกำหมัดจนแน่นราวกับลูกบอลแข็ง อีกทั้งเกือบจะพูดโพล่งออกมาตามอารมณ์โกรธของตน

“นี่…” หลานหยูหายใจขัดเล็กน้อย “วิหคเพลิงนี่เป็นของขวัญที่เจ้ามอบให้ท่านตาของเจ้ากระนั้นหรือ ?”

นี่มิใช่สัตว์อสูรธรรมดา ๆ ทว่ามันเป็นวิหคเพลิงสัตว์อสูรระดับเทพเชียวนะ !

แม้แต่ในเผ่าพันธุ์อสูรเอง ก็มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถกำราบสัตว์อสูรระดับนี้ได้ !

หากตระกูลหลานสามารถควบคุมวิหคเพลิงตัวนี้ได้ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะกลับขึ้นมาเป็นตระกูลชั้นนำอีกครั้ง !

ไป๋หยานไม่กล่าวโอ้อวดแต่อย่างใด นางเพียงกล่าวว่า "ท่านตาก็อายุมากแล้ว เพื่อให้ท่านเดินทางได้สะดวกขึ้น หลานจึงเตรียมวิหคเพลิงตัวนี้มอบเป็นของขวัญให้ท่าน เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องเดินเหินมากนัก"

คนที่นั่นหลายคนอ้าปากค้าง และอีกหลายคนตาแทบถลนออกมานอกเบ้า

อายุมาก ? เดินทางไม่สะดวก ?

ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านแห่งตระกูลหลานออกจะดูแข็งแรง ไม่มีตรงไหนที่ดูแก่หง่อมถึงขนาดที่ว่าเลย

แล้วการใช้วิหคเพลิงเป็นพาหนะเช่นนี้ มันไม่ดูมากเกินไปหรอกหรือ ?

"ท่านพ่อ !" ครั้นเห็นวิหคเพลิงหมอบกราบท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้าน ไป๋จื่อก็อดอิจฉาขึ้นมาไม่ได้ นางเม้มปากเอ่ยกล่าวว่า "ไหนท่านว่า สัตว์อสูรทุกตัวล้วนหยิ่งยโสโอหัง ก็แล้วเหตุใดมันจึงยอมศิโรราบให้แก่ไป๋หยานล่ะ"

ไป๋เฉิงเซียงไม่สนใจถ้อยคำถามของบุตรสาว เขาเพียงมองไปทางไป๋หยาน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสลด

“เจ้าเจตนาทำเช่นนี้ใช่หรือไม่ ? จงใจซ่อนวิหคเพลิงตัวนี้ไว้ จากนั้นก็ยั่วยุให้ข้าขับเจ้าออกจากสกุลไป๋”




***จบบท เหมือนลากมาตบหน้า (3)***

2


บทที่ 53 : เหมือนลากมาตบหน้า (2)



ไป๋เฉิงเซียงรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่ง เขากล่าวออกมาด้วยความโมโหว่า “ท่านคาดหวังว่าข้าจะรู้สึกเสียใจที่ตัดขาดความเป็นพ่อลูกกับนางกระนั้นหรือ ? ไม่มีทาง ตระกูลไป๋ของข้าไม่สนใจคนขี้เกียจเช่นนั้นหรอก !”

"ฮึ ข้าก็หวังว่าเจ้าจะทำตามที่เจ้าพูด ต่อไปเจ้าก็อย่าได้รบกวนหลานสาวของข้าอีก !"

ใบหน้าของท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านเย็นชา ยิ่งคิดถึงสิ่งที่ไป๋หยานได้รับจากบ้านสกุลไป๋ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาก็ยิ่งเจ็บปวด กระทั่งอดไม่ได้ที่จะแสดงความกราดเกรี้ยวออกมา

"ท่านตา" ไป๋หยานดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของตี้คัง ก่อนจะวิ่งไปหาท่านตา นางไม่ลืมที่จะหันกลับไปมองค้อนเขาสั้น ๆ "ท่านตาเพิ่งจะครบรอบหกสิบปีเมื่อไม่นานมานี้ ในครานั้นข้าไม่อาจมาร่วมงานได้ เช่นนั้นวันนี้ข้าจึงเตรียมของขวัญพิเศษมามอบให้ท่าน"

"ของขวัญพิเศษหรือ ?"

ไป๋จื่อที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งสบโอกาสกล่าววาจาหยามเหยียดไป๋หยานทันที "ไม่คิดว่าจะมีคนพูดจาไร้ยางอายได้ถึงเพียงนี้ กะแค่ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เจ้ายังกล้าพอที่จะเรียกมันว่าเป็นของขวัญพิเศษอีก"

นับแต่วันที่นางตกเป็นเหยื่อการกลั่นแกล้งของไป๋เสี่ยวเฉิน ไป๋จื่อก็เลิกรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าสาธารณชนเช่นเมื่อก่อนอีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น นางเกลียดชังไป๋หยานเข้ากระดูกดำ จึงไม่แปลกที่นางจะพูดทุกอย่างตามแต่ใจคิด

ไป๋หยานไม่สนใจเด็กสาวงี่เง่านั่นเลย ไม่แม้แต่จะปรายตามองเสียด้วยซ้ำ "ท่านตา ท่านต้องชอบของขวัญชิ้นนี้เป็นแน่" ไปหยานก้าวไปข้างหน้า จากนั้นก็ผิวปากส่งเสียงหวิว ๆ ราวนกหวีด

ส่วนท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านก็กำลังสงสัยว่า เขาจะได้รับของขวัญใดกันแน่ เสียงนกหวีดที่คมชัดดึงเขาออกจากห้วงคิด บนท้องฟ้ายามราตรี ปรากฏเส้นแสงสีแดงเพลิงราวกับดวงอาทิตย์วาดโค้งอย่างน่าประทับใจกลางนภาที่มืดมิด

"นั้น...นั่นมันอะไรกัน ?"

ทุกคนในห้องจัดเลี้ยงต่างจ้องมองแสงนั่นด้วยความประหลาดใจ ทุกสายตาต่างจับจ้องตรงจุดนั้นแน่นิ่ง กระทั่งแสงนั่นพุ่งลงมาที่หน้าประตูทางเข้า …

มันคือนก... นกที่สวยงามมาก ขนของมันสีแดงราวโลหิต ทำให้รูปลักษณ์ของมันไม่ต่างกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วงในยามค่ำคืน ดวงตาของมันสีเขียวสดใส ประหนึ่งแก้วโมราสีเขียวแสนสวย ทุกคนต่างนิ่งงันราวถูกสะกดจิต

นกตัวนี้เริ่มส่งเสียงร้อง เสียงของมันช่างไพเราะ กังวานใส อีกทั้งอ่อนหวาน

ค่ำคืนที่มืดมิด นัยน์ตาของหนานกงอี้พลันเปล่งประกาย “สัตว์อสูร...วิหคเพลิง !”

สัตว์อสูร...วิหคเพลิง ?

ดวงตาของทุกคนในที่นั้นต่างเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดสัตว์อสูรจึงมาปรากฏตัวที่นี่ ?

แน่นอนว่า ไม่มีผู้ใดคิดว่านกนั่นมา เพียงเพราะเสียงผิวปากของไป๋หยานเมื่อครู่

"ท่านพ่อ...นกตัวนั้นสวยงามมาก"

เป็นธรรมดาที่ สตรีมักจะอ่อนไหวกับของสวย ๆ งาม ๆ

ไป๋จื่อเองก็ไม่อาจหักห้ามใจได้ นางเข้าไปเกาะแขนเสื้อของไป๋เฉิงเซียง พลางเริ่มร้องขอเหมือนเด็กนิสัยเสีย "ท่านพ่อ จับนกตัวนั้นให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ?

ตอนนี้ไป๋เฉิงเซียงได้แต่หน้าเสีย

ไม่ต้องกล่าวถึงระดับความแข็งแกร่งของนกอสูรตัวนี้ เพียงความจริงที่ว่ามันเป็นสัตว์อสูรก็มากพอที่จะรู้ตัวเองได้แล้วว่า เขาไม่สามารถควบคุมมันได้เป็นแน่

ในโลกนี้มีเพียงเผ่าพันธุ์อสูรเท่านั้นที่สามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตซึ่งมีระดับความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้

ตี้คังเชิดหน้าขึ้น ขณะกล่าวกับไป๋จื่อว่า "สัตว์อสูรระดับเทพเช่นนี้ เจ้ามีปัญญาควบคุมมันได้กระนั้นหรือ ?"

นี่เป็นประโยคแรกที่ตี้คังกล่าวกับไป๋จื่อ แท้จริงแล้ว นางน่าจะดีใจจนแทบจุดพลุฉลอง หากทว่าน้ำเสียงของเขากลับทำให้นางหน้าขาวซีดด้วยความอับอายเสียมากกว่า

"ท่านพ่อ !" น้ำตาของไป๋จื่อไหลรินออกมาเช่นเคย ไป๋จื่อร่ำไห้ แววตาของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ว่าโลกไม่เป็นธรรมกับนางเลย

ไป๋เฉิงเซียงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะกล่าวยอมรับความจริง "ท่านอ๋องคัง กล่าวถูก สัตว์อสูรในโลกนี้ต่างภาคภูมิ และเย่อหยิ่งเป็นนิสัย พวกมันไม่มีวันยอมจำนนต่อมนุษย์"

ทว่าเหตุใด …

เหตุใดนกอสูรตัวนี้จึงปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ?

อย่าว่าแต่ไป๋เฉิงเซียงเลย ทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้ต่างก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

นกอสูรระดับเทพเช่นนี้มิใช่สัตว์อสูรธรรมดา ๆ หากคิดจะควบคุมมันก็ต้องให้ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานกับไป๋เฉิงเซียงซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือระดับสูงของอาณาจักรผนึกกำลังรวมกัน จึงจะสามารถควบคุมมันได้



***จบบท เหมือนลากมาตบหน้า (2)***

3


บทที่ 52 : เหมือนลากมาตบหน้า (1)



หนานกงอี้รู้สึกเศร้าใจมากอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อเห็นตี้คังกอดไป๋หยานไว้ในอ้อมแขน

"ไป๋หยาน ... " เขาเปิดปากอยากจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่ากลับถูกเสียงของสตรีที่แสนจะเฉยเมยกล่าวขัดจังหวะขึ้นก่อน

"ท่านจะคืนสินสอดของท่านแม่ให้ข้าหรือไม่ ?" สายตาของนางไม่เคยหันมองหนานกงอี้เลยนับแต่ต้นจนกล่าวจบ

ไป๋เฉิงเซียงนึกถึงภาพตอนที่บุตรสาวถีบเขาตัวลอย ความโกรธพลันแล่นขึ้นในใจอีกครั้ง "มารดาของเจ้าถึงจะตายไปแล้วก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาข้า ร่างของนางก็ถูกฝังอยู่ในสุสานของบรรพชนตระกูลไป๋ เช่นนั้นสินสอดของนางก็ควรเป็นของตระกูลไป๋ ยิ่งไปกว่านั้นเซียวเอ๋อก็ยังอยู่กับข้า ก็แล้วเหตุใดข้าจึงต้องมอบสินสอดเหล่านั้นให้แก่เจ้าด้วย ?

ในเมื่อสินสอดทองหมั้นเหล่านั้นได้ถูกใช้ไปสิ้นแล้ว พวกเขาจะหาที่ไหนมาคืนได้อีกเล่า ?

ไป๋หยานจ้องมองกลับด้วยสายตาเย็นชา "หากท่านไม่คืนสินสอดทองหมั้นแก่ข้าในวันนี้ ในภายหน้าข้าจะทำให้ท่านต้องชดใช้มากกว่านี้อีกหลายเท่านัก"

ชดใช้ ?

ตลกน่า !

ไป๋เฉิงเซียงยิ้มเยาะพลางกล่าวว่า "ไป๋หยาน เมื่อครู่ข้าเพียงไม่ทันระวังตัว เจ้าเลยลอบทำร้ายข้าได้ ตลกจริง ๆ ที่เจ้าคิดว่าเจ้ามีความสามารถมากพอที่จะคุกคามข้าได้อีก ... "

ยามนี้ทุกคนต่างก็ฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง ที่รู้ว่าจริงแท้เป็นเพราะไป๋เฉิงเซียงไม่ทันระวังตัวเสียมากกว่า หาไม่แล้ว สตรีที่ไร้ประโยชน์เยี่ยงไป๋หยานมีหรือจะสามารถถีบบิดาของนางได้ ?

"ทว่า... " สายตาของไป๋เฉิงเซียงเย็นชา "ในฐานะบิดา เจ้าดูหมิ่นไม่เคารพข้า ข้าย่อมมีสิทธิขับเจ้าออกจากตระกูลไป๋ นับแต่นี้ เจ้ามิใช่คนสกุลไป๋อีกสืบไป !"

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ไป๋เฉิงเซียงคนใจร้ายผู้นี้จะเคยประกาศว่าเขาขับไป๋หยานออกจากตระกูล ทว่านั่นก็เป็นเพียงการพูดภายในครอบครัว ยามนี้เมื่อเขาประกาศอย่างเปิดเผย ณ ที่นี้ ความหมายย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

"เยี่ยมไปเลย !" เสียงหนักแน่น และทรงพลังของท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านดังขึ้นทันทีที่ไป๋เฉิงเซียงประกาศจบ "หากบ้านสกุลไป๋ของเจ้าไม่ต้องการนาง ก็นับว่าเยี่ยมมาก เพราะจากนี้ไป เราจะนับนางเข้าสู่บ้านสกุลหลานอย่างสมบูรณ์ นางจะเป็นหนึ่งในคนสกุลหลาน และในกาลข้างหน้าชื่อของนางจะถูกจารึกไว้ในศาลบรรพชนของตระกูลเรา ! "

ไป๋เฉิงเซียงคนโง่ เจ้าครอบครองไข่มุก ทว่ากลับเห็นเป็นตาปลา แล้วเจ้าจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต !

"กะแค่เด็กผู้หญิงที่ไม่สามารถฝึกฝนอะไรได้ ไม่ต่างจากขยะเปียก เชิญรับนางเข้าสกุลของท่านเถอะ" ไป๋เฉิงเซียงกล่าวเหยียดหยัน พร้อมกับกราดสายตาเย็นชาไปทางไป๋หยาน "อย่าโทษข้า ว่าข้าไม่เตือนคนสกุลหลาน ขยะเปียกผู้นี้ดีแต่กิน ๆ นอน ๆ ไม่มีความสามารถพิเศษอื่นใด หากสกุลหลานของท่านรับนางไว้ ก็เท่ากับเพิ่มคนขี้เกียจเข้าสู่ตระกูลอีกหนึ่งคนก็เท่านั้น ! "

เดิมทีหลานหยูยืนเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ บิดาของเขา ทว่าครั้นได้ยินคำกล่าวที่เป็นเท็จของไป๋เฉิงเซียง เขาก็อดรนทนไม่ไหวกับชายงี่เง่าผู้นี้

ชายผู้นี้ไม่รู้หรือไรว่า ไป๋หยานสามารถใช้ยาเม็ดจิตวิญญาณป้อนสัตว์เลี้ยงราวกับขนม

เพียงยาเม็ดจิตวิญญาณระดับสี่นั่น ก็มากพอแล้วที่จะซื้อบ้านสกุลไป๋ของเขาทั้งหลัง !

"ฮ่าฮ่า !" ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานหัวเราะลั่น ยามนี้เขามีความสุขอย่างเห็นได้ชัด "ทั้งอ๋องคัง ทั้งองค์รัชทายาทต่างก็อยู่กันพร้อมหน้าที่นี่แล้ว ข้าขอให้ท่านทั้งสองเป็นพยาน ! นับจากวันนี้ไป หยานเอ๋อไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับตระกูลไป๋อีก ! "

สีหน้าของหนานกงอี้นั้นแลดูไม่ดีเลย

อาณาจักรหลิวฮั่วนี้ยึดความกตัญญูเป็นที่ตั้ง เพียงคำเดียวนี้ก็มากพอที่จะบดขยี้ใครสักคนให้ตายได้ เช่นนั้นไม่ว่าไป๋เฉิงเซียงจะทำผิดหนักหนาสักเพียงใด เขาก็หวังจะให้ไป๋หยานขอโทษ  มิใช่ทำเช่นนี้ …

อย่างไรก็ตาม ไป๋หยานในตอนนี้ยังคงสงบนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของตี้คังผู้ซึ่งนัยน์ตามีแต่ความเฉยเมยไม่แยแสสิ่งใด

ที่นางให้ท่านตาส่งเทียบเชิญไป๋เฉิงเซียงกับบุตรสาวมาร่วมงานเลี้ยง จุดประสงค์หลักก็เพื่อตัดขาดกับบ้านสกุลไป๋

"เอาล่ะ ข้าเป็นพยานในการตัดสินใจครั้งนี้" สายตาข่มขวัญของตี้คังขยับไปที่ไป๋เฉิงเซียง ริมฝีปากสีแดงแลดูกระหายเลือด อีกทั้งคุกคามของเขากล่าวว่า "หากผู้ใดกล้าไม่สนใจคำสั่งของข้า ข้าจะบดขยี้ขาของมันผู้นั้น แล้วโยนให้สุนัขกิน !"



***จบบท เหมือนลากมาตบหน้า (1)***


4


บทที่ 51 :  ทำตัวดี ๆ อย่าขยับ (2)



"เจ้าโกหก !" ใบหน้าเศร้า ๆ ของไป๋จื่อเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นางจ้องมองไป๋หยานด้วยความโกรธ พลางกล่าวว่า "ท่านแม่ของข้า ต้องการให้เจ้าสวมใส่เครื่องประดับ ทว่าเจ้าเป็นผู้ปฏิเสธเอง ตอนนี้เจ้ากลับบิดเบือนความจริง เพื่อป้ายความผิดให้ท่านแม่ข้า !"

มุมปากของไป๋หยานโค้งก่อให้เกิดรอยยิ้ม นางมองใบหน้าโกรธเกรี้ยวของไป๋จื่อด้วยสายตาเย็นชา "หากเป็นเช่นนั้น ท่านตาโปรดนำรายการสินสอดทองหมั้นที่ท่านเตรียมให้ท่านแม่ออกมาด้วย เพราะตามธรรมเนียมแล้ว สินสอดทองหมั้นถือได้ว่าเป็นมรดกที่มารดาทุกคนจะต้องส่งมอบให้กับบุตรสาวในสายเลือด ตอนนี้ข้าเองก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ข้าโตพอที่จะรับมรดกเหล่านั้นแล้ว”

ผู้ชายในอาณาจักรนี้มีภรรยามากเป็นเรื่องธรรมดา เช่นนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากสามีจะไม่สนใจภรรยาเก่า และหันไปเอาอกเอาใจแต่ภรรยาใหม่

ทว่ามิยินยอมให้ทรัพย์สินของภรรยาเก่าตกไปอยู่ในมือของบุคคลอื่น หรือหญิงคนใหม่ด้วย กฏหมายระบุว่าสินสอดทองหมั้นใด ๆ ของมารดาจะต้องตกทอดสู่บุตรในสายเลือดของนาง และลูกหลานของนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์จัดการมรดกนี้

ครั้นได้ยินคำกล่าวนี้ ไป๋เฉิงเซียง และไป๋จื่อบุตรสาวผู้เป็นที่รัก ต่างก็มีสีหน้าซีดเผือด

“ตกลง” ท่านผู้เฒ่าตระกูลหลานกล่าว “ข้าได้จดแจ้งสินสอดทองหมั้นเหล่านั้นไว้ที่ฝ่ายพิธีการก่อนการสมรส ข้าจะไปขอรายละเอียดทั้งหมดมา และเมื่อทุกอย่างพร้อม ข้าจะไปที่บ้านสกุลไป๋ เพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของหยานเอ๋อหลานข้า"

ไป๋เฉิงเซียงโกรธจนพูดไม่ออก เด็กคนนี้กำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้ข้า

สินสอดเหล่านั้นถูกใช้ไปหมดแล้ว ข้าจะไปหามันได้ที่ใดกันเล่า ?

"ไป๋หยาน" หนานกงอี้ ไม่สามารถทนดูได้อีกต่อไป เขามองไป๋หยานด้วยแววตารังเกียจ "อย่างไรเสียเจ้าบ้านไป๋ก็เป็นบิดาของเจ้า เจ้าลงมือกับท่านก่อน แล้วยังก้าวร้าวท่านอีก เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าการกระทำของเจ้านั้นเกินไป ?"

ก่อนหน้านั้น แม้ว่าไป๋หยานจะถูกมองว่าเป็นคนไร้ประโยชน์ ไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธได้ หากแต่อย่างน้อยนางก็ยังเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา ทว่าในตอนนี้นางไม่เพียงยโสโอหังน่ารังเกียจ นางยังมีความสัมพันธ์กับตี้คัง อ๋องนอกคอกนั่นอีกด้วย

สตรีที่สกปรกเยี่ยงนี้ ต่อให้นางสวยบาดตาสักเพียงใด เขาก็ไม่คิดจะเหลียวแลมอง !

“ข้าเพียงต้องการสินสอดทองหมั้นของข้าคืน ท่านก็หาว่าข้าก้าวร้าว ข้ามากเกินไปที่ใดหรือ ? หรือองค์รัชทายาทไม่เคารพธรรมเนียมของเรา ?” ไป๋หยานกราดตามององค์รัชทายาท น้ำเสียงของนางเย็นชา

นางกล้าดียังไงมาว่าข้าไม่เคารพขนบประเพณี ? หนานกงอี้ไม่รู้จะตอบกลับเช่นไร ? ในฐานะองค์รัชทายาทเขาไม่มีวันให้ผู้ใดมองว่าเขาไม่รู้จักขนบประเพณีอันมีมายาวนานนี้หรอก หากแต่ครั้นเห็นท่าทางหยิ่งยโสของหญิงผู้นี้แล้ว ใจของเขาก็ไม่อาจยอมรับได้จริง ๆ !

“ไป๋หยาน ท่านไป๋และไป๋ฮูหยินเป็นคนดีมาก เช่นนั้นย่อมไม่มีทางที่พวกเขาจะยักยอกสินสอดทองหมั้นของเจ้า ในทางกลับกันหากพวกเขามอบสินสอดทองหมั้นเหล่านั้นให้แก่เจ้า บางทีเจ้าอาจจะถูกผู้ชายหลอกจนหมดตัวแล้วก็เป็นได้ ?” หนานกงอี้กัดฟันพูดอย่างไร้ยางอาย  ประโยคหลังนี้ เขาจงใจบอกกับตี้คังทางอ้อมว่านิสัยของไป๋หยานนั้นน่ากลัวสักเพียงใด !

ไป๋หยานหัวเราะเยาะ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "ผู้ชายเลว ๆ ที่ต้องพึ่งพาผู้หญิงในการสร้างฐานะ จากนั้นก็โผล่หางออกมาทันทีที่เขาประสบความสำเร็จ ท่านคิดว่าคนอย่างเขาน่าเชื่อถือหรือไม่ล่ะ ?

“ไป๋หยาน เจ้าเป็นคนหยาบคายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?” หนานกงอี้ส่ายศีรษะด้วยรู้สึกผิดหวังอย่างแท้จริง "หากเจ้าคุกเข่าต่อหน้าท่านไป๋ และขอโทษท่านซะ บางทีท่านไป๋อาจจะให้อภัยสำหรับความผิดทั้งหมดของเจ้า !"

ชั่วขณะนั้น
จู่ ๆ มือใหญ่ที่ทรงพลังก็ยื่นออกมาจากด้านหลัง มือนั้นดึงตัวไป๋หยานเข้าไปกอดอย่างไร้ปรานี "ข้าไม่รู้ว่า เหตุใดสตรีของข้าจะต้องคุกเข่าขอโทษมดตัวเล็ก ๆ เช่นนั้น" น้ำเสียงของเขาทั้งเย็นชา ทั้งคุกคาม เสียงนั้นดังกึกก้องไปทั่วห้องจัดเลี้ยง ทำให้แขกเหรื่อต่างกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง

ครั้นเจอถ้อยคำวางท่าเกทับเช่นนั้น ใบหน้าของหนานกงอี้พลันเกร็งเขม็งกระทั่งมองเห็นเส้นเลือด

"ตี้คัง  ! !"

ตี้คังไม่ตอบโต้ เขาเพียงเหลือบตามองหนานกงอี้ พลันกลิ่นอายที่แข็งแกร่งก็แผ่ออกกดดันองค์รัชทายาทจนแทบหายใจไม่ออก

"ทำตัวดี ๆ อย่าขยับ" เมื่อรู้สึกว่าเด็กสาวในอ้อมกอดของเขาเริ่มจะเกเรอีกครั้ง เขาก็ยิ่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น เขากระซิบเบา ๆ ข้างใบหูของนาง "จะน่าเสียดายมาก หากมือที่บอบบางของเจ้าถูกตัดทิ้ง ... "

ไป๋หยาน รู้สึกหงุดหงิด อีกทั้งโกรธแค้นมาก ไม่ว่านางจะทำอะไร ชายผู้นี้ก็จะพูดว่าเขาจะตัดขา หรือไม่ก็มือของนาง เขาปฏิบัติต่อนางราวกับสัตว์เลี้ยงตัวเล็ก ๆ ที่เขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจต้องการ !



***จบบท ทำตัวดี ๆ อย่าขยับ (2)***

5


บทที่ 50 : ทำตัวดี ๆ อย่าขยับ (1)



ไป๋จื่อเบิกตากว้าง นางจ้องมองตี้คังอย่างไม่อยากจะเชื่อ

อ๋องคังชอบสตรีไม่บริสุทธิ์เยี่ยงไป๋หยานกระนั้นหรือ ? เช่นนี้หากข้าปรารถนาให้อ๋องคังมองข้าบ้าง ข้ามิต้องมีสัมพันธ์สวาทกับชายสักคนก่อนกระนั้นรึ ?

"หยานเอ๋อ" ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านเป็นคนแรกที่กลับมารู้สึกตัว หลังจากที่ตกใจอย่างรุนแรง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "ความสัมพันธ์ของเจ้ากับท่านอ๋องคือ ... "

ใคร ๆ ต่างก็กล่าวขานกันว่าตี้คังผู้นี้ไม่เคยดีกับสตรีใด ทั้งยังโหดร้าย และกระหายเลือด หากหลานสาวของเขาต้องเกี่ยวข้องกับบุรุษเช่นนี้ เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่

ตี้คังก้มมองหญิงสาวที่เขากำลังกอดแน่น  รอยยิ้มของเขาแลดูคลุมเครือ "ความสัมพันธ์ของเราก็อย่างที่ท่านเห็น"

ชายชรารู้สึกว่าหัวใจของตนแทบหยุดเต้น เขาแทบจะสิ้นสติ เพราะความตกใจอย่างรุนแรง

ความสัมพันธ์ของเราก็อย่างที่ท่านเห็น ?

หรือเป็นได้ว่าอ๋องคังคือผู้ที่ทำลายความบริสุทธิ์ของไป๋หยาน ?

ไม่ ดูจากสีหน้าท่าทางของทั้งคู่แล้ว ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นเลย !

"ไป๋หยาน มานี่ !” ไป๋เฉิงเซียงเริ่มรู้สึกตัว เขาตะคอกออกมา

ไป๋หยานเลิกคิ้ว นางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ท่านมีคุณสมบัติใดมาสั่งข้า ?"

"เจ้า ... " ไป๋เฉิงเซียงชี้หน้าไป๋หยานพลางกล่าวว่า "เจ้าคือบุตรสาวข้า !"

ครั้นได้ยินเช่นนั้น ไป๋หยานก็หัวเราะ เสียงหัวเราะของนางฟังดูประชดประชันอย่างที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ “บุตรสาวกระนั้นหรือ ? ยามนี้ ท่านยอมรับว่าข้าเป็นบุตรสาวของท่านแล้วกระนั้นหรือ ? เช่นนั้นหลายปีที่ผ่านมาเล่า ?”

นางปัดมือของตี้คังออก ก่อนจะค่อย ๆ ย่างก้าวทีละก้าว อย่างมั่นคงไปทางไป๋เฉิงเซียง

ตี้คังขมวดคิ้ว พร้อมกับย่นหน้าผากเล็กน้อย ทว่าเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวใด ๆ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของเขาเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตายาวรีของเขาส่องประกายชวนขนลุก

“ไป๋เฉิงเซียง ท่านกล่าวว่าข้าเป็นคนเนรคุณ ก็แล้วท่านล่ะ ท่านเองก็เป็นคนไร้หัวใจมิใช่รึ ?” ไป๋หยานหยุดก้าว นัยน์ตาของนางฉายแววเย็นเยือก “เมื่อหลายปีก่อน หากมิใช่เป็นเพราะยาเม็ดจิตวิญญาณจากบ้านสกุลหลานเหล่านั้น ผนวกกับความโง่เขลาของท่านแม่แล้ว ท่านจะประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร ?"

"นางเด็กเนรคุณ ไร้มารยาท !" ไป๋เฉิงเซียงเงื้อมมือขึ้นหมายตบหน้าหญิงสาว

ไป๋หยานมองด้วยสายตาเย็นชา อีกทั้งเฉยเมย ทันทีที่มือของไป๋เฉิงเซียงเข้ามาใกล้ นางก็ยื่นมือออกไปคว้าจับข้อมือของไป๋เฉิงเซียงแน่น

"ท่านคิดจะตบข้ากระนั้นรึ ?" นางเชิดหน้าพลางถามเยาะ "นั่นก็ขึ้นกับว่าท่านมีความสามารถพอรึไม่ ?"

แล้ว ...
ไป๋หยานก็ยกเท้าของนางขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นก็ถีบไปที่หน้าอกของไป๋เฉิงเซียงส่งชายผู้นั้นลอยละลิ่วไปบนอากาศด้วยลูกถีบเพียงครั้งของนาง

ทั่วทั้งห้องโถงเงียบกริบ
ดูจากการที่ไป๋หยานตอบโต้บิดาของนาง ผู้ใดว่านางเป็นเพียงขยะเปียกไร้ค่า ก็แล้วเหตุใดนางจึงสามารถทำร้ายไป๋เฉิงเซียงได้ถึงเพียงนั้น ?

นี่...ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว !
ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้าน และคนอื่น ๆ ในตระกูลหลาน ต่างก็โมโหที่ไป๋เฉิงเซียงจะตบไป๋หยาน ทว่าก่อนที่พวกเขาจะลงมือ พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับการตอบโต้ของไป๋หยานเสียแล้ว

นาง ... นางมีพลังถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ?

"สมน้ำหน้าแล้ว ไป๋เฉิงเซียง !" หลานฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนแรกที่ร้องตะโกนออกมา นางชี้นิ้วเหี่ยว ๆ ของนางไปทางไป๋เฉิงเซียงอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมกับกล่าวว่า "เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงจะตบตีหยานเอ๋อในบ้านสกุลหลานของข้า ! ตาเฒ่า มัวทำอะไรอยู่ ? ฆ่าเจ้าเดรัจฉานคนนี้ให้ข้าทีซิ ! "

ครั้งนี้หลานฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจริง ๆ หากไป๋เฉิงเซียงไม่กล้าทำร้ายไป๋หยานต่อหน้าพวกนาง นางคงจินตนาการไม่ออกว่า เขารังแกหลานสาวหลานชายของนางเช่นไร ?

หากมิใช่เป็นเพราะหลานเฉาหยันคอยพยุงนางอยู่ข้างหลังตลอดเวลา ในตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็คงยืนไม่อยู่แล้ว

"ท่านตา ท่านยาย ขอข้าพูดให้จบก่อน" ไป๋หยานยิ้ม นางยกมือขึ้นห้ามทุกคน "ทุกท่านลองมองย้อนกลับไปเถิด ข้าไม่อยากชี้ชัดว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าก็ไม่เคยพูดอะไรแม้แต่คำเดียว พวกท่านลองตรองดูเถอะว่า หากหยูหรงปฏิบัติกับข้าเฉกเช่นเดียวกับบุตรสาวทั้งสองของนางจริง มีผู้ใดบ้างที่เคยเห็นข้าสวมใส่เครื่องประดับแม้สักชิ้น ? "

ทุกคนในที่นั้นต่างหันมองหน้ากัน ในความทรงจำของพวกเขา เด็กสาวผู้นี้มักไม่เคยประทินโฉม และเป็นความจริงที่ว่าพวกเขาไม่เคยเห็นไป๋หยานสวมใส่เครื่องประดับแม้สักชิ้นเดียว



***จบบท ทำตัวดี ๆ อย่าขยับ (1)***

6


บทที่ 49 : แบบนี้แหละที่ข้าชอบ (2)



ทุกคนที่นั่นต่างก็ตกตะลึง

แม้แต่ไป๋หยานเองก็ยังตกตะลึง

บุรุษผู้นี้คือตี้คัง หรืออ๋องคังผู้มีชื่อเสียงโด่งดังขวัญใจสาว ๆ ทั่วราชอาณาจักรใช่หรือไม่ ?

เพียงชั่วพริบตา ตี้คังก็ขยับเข้ามาถึงตัวนางแล้ว

ครั้นเห็นอ๋องหนุ่มเริ่มรุกเข้าหาลูกพี่ลูกน้องของตน หลานเฉาหลิงและน้องชายก็พยายามปกป้องไป๋หยาน ทั้งคู่ต้องการที่จะดึงตัวไป๋หยานไปไว้ข้างหลัง ทว่าน่าเสียดายที่พวกเขาช้าเกินไป

ตี้คังโอบเอวไป๋หยานแน่น ปิดโอกาสหลบหนีของไป๋หยานอย่างสิ้นเชิง เขากล่าวพร้อมด้วยแววตาวาววับเฉียบคม  “ที่สุดข้าก็หาเจ้าพบ !” น้ำเสียงของเขาฟังดูคุกคาม ทว่าก็มีเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน

อ๋องคังเคยพูดมาตลอดว่า เขากำลังตามหาตัวสตรีที่ "ข่มขืน" เขา ผู้ใดจะรู้ว่าสตรีผู้นั้น จะเป็น นาง สาวงามผู้ฉาวโฉ่ประจำเมืองนี้

ทว่าถ้อยคำของเขาที่ลอยไปกระทบหูของคนอีกหลายคน ย่อมแปลความหมายไปได้อีกร้อยแปดพันอย่าง

"คนบ้า !"

ไป๋หยานโกรธ นางพยายามกระทืบหลังเท้าชายผู้นี้เหมือนครั้งที่แล้ว

ทว่าขณะที่เท้าของนางเกือบจะกระทืบลงบนเท้าของเขา ขาของนางก็ถูกมือใหญ่ ๆ ของเขาจับไว้

นิ้วมือเรียวยาวของเขาสัมผัสขาอ่อนของนาง มืออันทรงพลังของเขาจับขาของนางแน่น บังคับให้นางยืนในท่ายาก แลดูเหมือนคู่นักเต้นรำรู้ใจ เขายังทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก ด้วยการใช้นิ้วมือแสนซุกซนคอยไล้ไปมาที่บริเวณต้นขาของนางไม่หยุด กระทั่งนางขนลุกซู่ไปทั้งตัว

“เท้าเล็ก ๆ ของเจ้านี่ช่างอยู่ไม่สุขเสียจริง” นอกจากแววตากระหายเลือดแล้ว รอยยิ้มโหดร้ายพลันปรากฏขึ้นอีก “ข้าว่า ข้าควรตัดมันทิ้งเลยจะดีหรือไม่ ?”

น้ำเสียงที่คุกคามของเขานั้นฟังดูอ่อนโยนมาก เช่นนั้นจึงทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดไปว่า เขาพยายามจะเกี้ยวไป๋หยาน

ไป๋จื่อยืนจังงังมองตี้คัง พร้อมกับรอยยิ้มชั่วร้ายของเขา หยาดน้ำตาเริ่มไหลรินออกมาจากดวงตาของนางอย่างเงียบ ๆ

“จื่อเอ๋อ” ครั้นเห็นบุตรสาวสุดที่รักร้องไห้เงียบ ๆ เพียงลำพัง ไป๋เฉิงเซียงก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ ราวกับหัวใจกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ  แต่แล้วเขาก็กลับพลันโมโห นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของเขาหันมามองไป๋หยาน “ไป๋หยาน นั่นเจ้าทำอะไร ? เจ้าไม่มีความละอายบ้างเลยหรือไร ? "

ไป๋หยานมีสีหน้าเครียด ครั้นนางเหลือบมองไป๋เฉิงเซียง และบุตรสาวของเขา นางก็เห็นความอิจฉาในแววตาของไป๋จื่อ พลันแววตาของนางก็เปล่งประกายเล็กน้อย ใบหน้าที่งดงามของนางระบายไปด้วยรอยยิ้ม

“ยังไม่ชัดเจนพอกระนั้นหรือ ? ไม่เห็นหรือว่าเราทำอะไรกัน ?” ไป๋หยานเลิกคิ้ว พลางใช้นิ้วเรียวงามเชยคางของตี้คัง ท่าทางของนางเต็มไปด้วยการยั่วยวน  "คังคังน้อย คังคังน้อย เจ้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่ ?"

คังคังน้อย คังคังน้อยกระนั้นรึ ?

คำเรียกขานนี้ทำให้ริมฝีปากของตี้คังบิดเบี้ยว

แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว

ท่าทีที่เปลี่ยนไปของไป๋หยานกระตุ้นความสนใจของเขาเป็นอย่างมาก

อ๋องคังรวบมือของไป๋หยาน  ก่อนจะหันไปทางไป๋เฉิงเซียง ผู้ซึ่งมีสีหน้าถมึงทึง "สงสัยบ้านสกุลไป๋คงจะลำบากเสียแล้วที่มีผู้นำตระกูลตาบอดเช่นเจ้า เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังทำอะไร ?"

"ท่านพ่อ ! ดูนางสิ ... " ไป๋จื่อมีสีหน้าซีดเผือด นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ความอิจฉาแทบจะทะลุออกมาจากนัยน์ตา "นางตั้งใจยั่วยุเรา !"

ถูกแล้ว ไป๋หยานเจตนาทำเช่นนั้นจริง ๆ !

เพื่อที่จะทำลายหญิงไร้ยางอายเยี่ยงไป๋จื่อ นางเต็มใจยอมขายหน้า เพียงเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

"ท่านอ๋อง ท่าน..." ไป๋เฉิงเซียงพยายามควบคุมความโกรธภายในใจ  เขามองตี้คังอย่างเหยียดหยาม "อ๋องคัง ข้าแน่ใจว่าท่านต้องเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับบุตรสาวคนโตของข้ามาบ้าง นางมิใช่หญิงบริสุทธิ์ ทั้งยังตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน นางหนีออกจากบ้านไปนานถึงหกปี สตรีเช่นนี้ไม่คู่ควรที่จะอยู่เคียงข้างท่าน ข้าไม่อยากให้ท่านถูกนางหลอก ข้าจึงต้องเรียนท่านตามตรง"

ถ้อยคำของไป๋เฉิงเซียง ทำให้สมาชิกทุกคนของบ้านสกุลหลานต่างโกรธแค้นกันทั่ว

แค่ชายผู้นี้ยอมให้ไป๋รั่วอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทแทนไป๋หยาน ทั้งยังขับไล่ไป๋หยานออกจากตระกูลก็รุนแรงมากพอแล้ว  มาตอนนี้เขายังกล้าให้ร้ายนางอีกกระนั้นรึ ?

คนเป็นพ่อควรทำสิ่งเหล่านี้หรือ ?

ทว่าในขณะที่ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานกำลังจะออกหน้าเถียงไป๋เฉิงเซียง น้ำเสียงอันเย็นชาของตี้คังพลันดังขึ้น “ก็แล้วไง ? แบบนี้แหละที่ข้าชอบ”

ผู้คนในงานทั้งหมดต่างอ้าปากค้างด้วยความตื่นตกใจอย่างสุดประมาณ กับถ้อยแถลงที่น่าตื่นเต้นนี้

แบบนี้แหละที่ข้าชอบ ?

นี่แสดงว่าอ๋องคังมีรสนิยมชอบสตรีที่ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานกระนั้นรึ ?

โอ้สวรรค์ ! ไม่น่าแปลกใจที่สาว ๆ โสด ๆ ซิง ๆ ในอาณาจักรหลิวฮั่วนี้ ไม่อยู่ในสายตาของเขาเลยสักคน นั่นเป็นเพราะตี้คังมีรสนิยมแปลกประหลาดเช่นนี้นี่เอง



***จบบท แบบนี้แหละที่ข้าชอบ (2)***


7


บทที่ 48 : แบบนี้แหละที่ข้าชอบ (1)



"ท่านอ๋อง" ครั้นเห็นความโกรธที่ปิดไม่มิดในแววตาของตี้คัง ไป๋จื่อก็รีบลุกขึ้นจากที่นั่งของนางทันที "เมื่อหกปีก่อน ไป๋หยานตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน ทั้งยังหนีไปกับชายที่ไม่มีสกุลรุนชาติ ทำให้คนสกุลไป๋ทุกคนต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง"

ไป๋จื่อไม่ต้องการให้ตี้คังเหมารวมว่านางเป็นเช่นเดียวกับไป๋หยาน ซึ่งนั่นอาจทำให้ราชสำนักไม่พึงพอใจรับนางเข้าวัง

หากแต่ที่ตลกก็คือตี้คังไม่เคยเห็นไป๋จื่ออยู่ในสายตา ทั้งไม่เคยรู้จักไป๋จื่อเลยแม้แต่น้อย

"ชายไร้สกุลรุนชาติ ?" ตี้คังหัวเราะอย่างเย็นชา

ไป๋จื่อไม่ทันสังเกตเห็นใบหน้าที่ค่อย ๆ ดำคล้ำ และเย็นเยือกลงเรื่อย ๆ ของอ๋องคัง นางยังคงพูดโพล่งต่อไปว่า "เมื่อหกปีก่อน บนถนนสายเก่า ไป๋หยานมีความสัมพันธ์กับชายไม่มีหัวหนอนปลายเท้าคนหนึ่ง บังเอิญว่า ไป๋รั่ว พี่สาวของข้าไปพบเข้าระหว่างที่คนทั้งคู่กำลังมีสัมพันธ์สวาทกัน ด้วยเหตุนี้นางจึงหนีออกจากบ้าน"

"โอ้ ?" ตี้คังเลิกคิ้ว น้ำเสียงของเขายิ่งดุร้ายมากขึ้น "นั่นหมายความว่า เจ้าเคยเห็นหน้าชายไม่มีหัวนอนปลายเท้าผู้นั้นด้วยใช่หรือไม่ ?"

ยามที่พูดถึงลักษณะของชายผู้นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ชายไม่มีหัวนอนปลายเท้า” ตี้คังตั้งใจเน้นเสียงเป็นพิเศษ นัยน์ตาของเขาพลันเปล่งประกายอันตรายแดงวาบ

อย่าว่าแต่ไป๋จื่อที่มิได้ออกไปด้วยเลย แม้แต่ไป๋รั่วเองก็ยังไม่เคยเห็นคนผู้นั้น ทว่าในเวลานั้น เพื่อที่จะให้ร้ายไป๋หยาน นางจึงไม่เอ่ยความจริงเรื่องนี้ออกมา

“แน่นอนว่า ข้าเคยเห็นชายไร้สกุลผู้นั้น เขามิได้หล่อเหลา เทียบกับองค์รัชทายาทไม่ได้เลย ข้าก็ไม่รู้ว่า ด้วยเหตุใดไป๋หยานถึงได้ตกหลุมรักชายน่ารังเกียจน่าขยะแขยงผู้นั้นได้”

ยามนี้ไป๋จื่อตั้งใจเพียงจะใส่ร้ายพี่สาวของตน นางละเลยกลิ่นอายที่แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงรอบ ๆ กายของตี้คังชายในฝันของทุกผู้คน ความกดดันเพิ่มทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ฝูงชนก็ยังต้องถอยกลับ …

ทันใดนั้นเอง เสียงเยาะเย้ยก็ดังมาจากด้านนอกห้องโถง ทำให้ไป๋จื่อกระโดดโหยงด้วยความตกใจ

"เมื่อครู่ ข้าถามว่า เหตุใดห้องจัดเลี้ยงจึงอึดอัดกระทั่งแทบหายใจไม่ออก ทั้งยังเหม็นเน่าอีกต่างหาก อ้อ ! ที่แท้เป็นเพราะเจ้ามาเยือนนี่เอง ท่านพ่อ ไยท่านจึงปล่อยให้นางโสโครกผู้นี้มาที่นี่ ปากเหม็น ๆ ของนางทำให้บ้านของเราเหม็นเน่าไปหมดแล้ว

หลานเสี่ยวหยุนที่เพิ่งเดินเข้ามา เห็นไป๋จื่อเล่าเรื่องราวฉอด ๆ ไม่หยุด  เมื่อพบกับศัตรูของนางอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบกันเสียนาน มีหรือที่นางจะทนนั่งเฉย ๆ โดยไม่ทำสิ่งใดเลย ความเกลียดที่ลุกโชนดังเพลิงในใจของนาง ทำให้นางกล่าววาจาประชดประชันที่ร้ายกาจเหล่านั้นออกมา

ชั่วขณะนั้นเอง สายตาของผู้คนต่างก็เบนไปจับจ้องสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้าง หลานเสี่ยวหยุนแทน

ช่างงามสง่าเหลือเกิน งามหาใดเปรียบ

“สายลมพัด เส้นผมเงางามสะบัดสยายพลิ้วตามแรงลม อาภรณ์สีแดงช่างงามสมสวยบาดใจ จนข้าเผลอไผลมิอาจละสายตา”

ใบหน้าอันงดงามของนางดึงดูดใจ กระทั่งไม่อาจละสายตาได้ นัยน์ตาคู่นั้นของนางเล่าก็แวววาวสดใส ดั่งจะเก็บเกี่ยวหัวใจ และวิญญาณของทุกผู้คน รอยยิ้มหวาน ๆ ช่างบาดจิต ราวกับต้องมนตร์เสน่ห์ ทำเอาหัวใจทุกคนแทบจะหยุดเต้น

หนานกงอี้จ้องมองเขม็ง ก่อนหน้านี้ แม้ไป๋หยานจะได้ชื่อว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของอาณาจักร หากแต่นางก็ผอมบาง ทั้งยังตัวเล็กมาก  เมื่อเทียบกับยามนี้เรียกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

กล่าวได้ว่าก่อนหน้านั้นไป๋หยานคือสาวงามอันดับหนึ่งในอาณาจักร ทว่าบัดนี้นางคือสาวงามอันดับหนึ่งในปฐพี

ครั้นไป๋จื่อเห็นสายตาของบรรดาชายหนุ่มที่ต่างจับจ้องมองไป๋หยานเป็นตาเดียว ต่อให้นางไม่ใส่ใจ นางก็คงไม่โง่ถึงขนาดไม่รู้ไม่เห็น เช่นนั้นนางจึงกัดฟัน และกำหมัดแน่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อนางสังเกตเห็นสายตาของตี้คังที่พุ่งเป้าไปยังไป๋หยาน หัวใจของไป๋จื่อพลันคันยุบยิบ ราวกับมีมดหลายตัวรุมกัด นางเจ็บปวดกระทั่งแทบคลั่ง

"ท่านอ๋อง !" ไป๋จื่อกัดฟันกล่าว "นางคือพี่สาวคนโตของข้าที่สูญเสียพรหมจรรย์ไปเมื่อหกปีก่อน"

ไป๋จื่อพยายามย้ำเตือนอ๋องคังว่า ไป๋หยานไม่ใช่สาวพรหมจรรย์ สตรีเช่นนางไหนเลยจะเข้าตาเขา ?

ท่านอ๋อง ?

ไป๋หยานขมวดคิ้ว พลางหันหน้าไปตามเสียงของไป๋จื่อ ทันทีที่นางเห็นเขา ใบหน้าที่หล่อเหลา ทว่าแลดูอันตรายนั่น นางก็ตกใจ และเผลอหลุดปากออกมาว่า

"ท่านมาทำอะไรที่นี่ !

"เหตุใดข้าถึงมาที่นี่ เจ้าน่าจะรู้ดีกว่าผู้ใด" รอยยิ้มกว้างระบายเต็มใบหน้าของตี้คัง



***จบบท แบบนี้แหละที่ข้าชอบ (1)***

8


บทที่ 47 : ช่างน่าทึ่งเสียนี่กระไร (2)
 


ครั้นได้ยินบรรดาแขกเหรื่อต่างพากันกล่าวหาหลานสาวของตนผิด ๆ อย่างไร้เหตุผล สุดท้ายหลานหยูก็ไม่สามารถระงับความโกรธของตนไว้ได้ เขาระเบิดอารมณ์ออกมาทันที "พวกเจ้าทุกคนหุบปากเดี๋ยวนี้นะ !"

เมื่อบรรดาฝูงชนได้ยินเสียงคำรามลั่นอย่างฉับพลันของหลานหยู ด้วยความตกใจ พวกเขาต่างก็ปิดปากเงียบเสียงลงอีกครั้งทันที

"พวกเจ้ากล่าวหาว่า หยานเอ๋อ หลานสาวของข้าหนีไปกับผู้ชาย ก็ไหนล่ะหลักฐาน ?" เขาเย้ยหยันด้วยท่าทางรังเกียจคนปากมากพวกนั้น "นอกจากคำกล่าวอ้างของไป๋เฉิงเซียงแล้ว พวกเจ้ายังมีสิ่งใดมาพิสูจน์อีกหรือไม่ ! ไยข้าต้องเข้าใจหยานเอ๋อผิด ๆ เช่นเดียวกับพวกเจ้าด้วย ? ผู้ที่บอกว่าหยานเอ๋อไม่บริสุทธิ์ ก็มีเพียงไป๋รั่ว หรือยังมีผู้ใดอีกที่เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้น ? ข่าวที่ว่าหยานเอ๋อตั้งครรภ์ก็มาจากปากของคนสกุลไป๋ สำหรับข้าแล้ว เรื่องนี้เป็นเพราะไป๋รั่วต้องการแย่งองค์ชายรองซึ่งเป็นคู่หมั้นของหยานเอ๋อ นางจึงวางแผนต่าง ๆ เพื่อให้ร้ายหยานเอ๋อ สุดท้ายแล้วไป๋รั่วก็ได้อภิเษกสมรสกับองค์ชายรองสมใจ ! "

"หลานหยู !" ไป๋เฉิงเซียงคำรามลั่นด้วยความโกรธ "ที่เจ้าพูดเช่นนี้หมายความอย่างไร ? ข้าในฐานะเจ้าบ้านสกุลไป๋อุตส่าห์มาร่วมงานเลี้ยงของเจ้าด้วยเจตนาดี ทว่าเจ้ากลับใส่ร้ายบุตรสาวของบ้านสกุลไป๋เราเช่นนี้ รั่วเอ๋อทั้งใจดี ทั้งมีเมตตา ไหนเลยจะคิดวางแผนแย่งองค์ชายรอง จนถึงกับทำเรื่องเลวทรามเช่นนั้น  ? ข้าคิดว่าเรื่องเลวทรามเช่นนั้นจะมีก็เพียงไป๋หยานเท่านั้นแหละที่ทำได้ !

บุตรสาว ?

หลานหยูยิ้มเยาะ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า ในสายตาของไป๋เฉิงเซียง บุตรสาวของเขามีเพียงไป๋รั่ว และไป๋จื่อเท่านั้น ส่วนไป๋หยานมิใช่ !

"เจ้าบ้านหลาน ท่านทำเกินไปจริง ๆ" หนานกงอี้ย่นหน้าผาก ยามนี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ "ชายาของข้าเตือนข้าแล้วในเรื่องนี้ หากแต่ข้าไม่คิดว่าจะเป็นจริง นางบอกข้าว่าไป๋หยานจะต้องโยนความผิดของตนให้ผู้อื่น ดูเหมือนว่าทุกสิ่งจะเป็นจริงดังนางว่า มีแต่เจ้าเท่านั้นที่เชื่อเรื่องไร้สาระของผู้หญิงอย่างไป๋หยาน"

หลานหยูกำหมัดแน่น เขาอยากจะโต้ตอบ ทว่าทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงกระแอมไอขึ้นเบา ๆ จากด้านนอก ครั้นมองไปยังต้นเสียง เขาก็เห็นท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานค่อย ๆ เดินเข้ามาพร้อมกับคนของเขา

"ท่านพ่อ" หลานหยูระงับความโกรธ ขณะเดินเข้าไปคารวะบิดาของตน

"อะ ฮึ่ม ! ข้ายินดีต้อนรับทุกท่านที่มาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวของข้าที่นี่" ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านกระแอมไอ นัยน์ตาที่ดุดันของเขากวาดไปทั่วบริเวณโดยรอบอย่างปราม ๆ พลันสายตาของเขาก็หยุดลงที่ตี้คังด้วยความสงสัย จากนั้นจึงขยับไปมองสบตาหลานหยู

ราวกับกำลังพยายามไถ่ถามว่า "เหตุใดตี้คังถึงมาที่นี่ได้ล่ะ ?"

หลานหยูเข้าใจความงุนงงของบิดา เขารีบส่ายศีรษะ เป็นคำตอบว่าเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน

"เจ้าบ้านหลาน อาการของท่าน ... " แววตาของหนานกงอี้เปล่งประกายเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และคาดไม่ถึง

ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น ไป๋เฉิงเซียงก็ไม่สามารถระงับอารมณ์ของตนได้อีกต่อไป นัยน์ตาของเขาลุกวาวด้วยความโกรธแค้น เขาพุ่งสายตาไปยังท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้าน

เหตุใดตาแก่นี่ถึงยังไม่ตาย ?

ไม่สิ เหตุใดตาแก่นี่ถึงลุกออกจากเตียงได้มากกว่า ? นี่แสดงว่าตาแก่นี่คงดีขึ้นมากแล้วกระนั้นสิ ?

ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของแขกผู้มีเกียรติ ท่านเจ้าบ้านหลานค่อย ๆ เดินอย่างช้า ๆ เขาก้าวไปหยุดลงตรงหน้าตี้คัง ใบหน้าเหี่ยว ๆ ของเขาเผยรอยยิ้มต้อนรับ "นับเป็นเกียรติยิ่งที่ท่านอ๋องคังมาเยือนสถานที่อันต่ำต้อยของเรา ทั้งยังเข้าร่วมงานเลี้ยงของสกุลหลานด้วยตนเอง”

สายตาของตี้คังที่ก้มลงมองชายชรายังเต็มไปด้วยความห่างเหินและเย็นชา "ข้าเพียงอยากรู้ว่า ไป๋หยานเป็นใคร แล้วนางสร้างเรื่องน่าอับอายใดให้กับอาณาจักรแห่งนี้ ?"

แท้ที่จริงเขาก็รู้เรื่องราวมาจากทหารองครักษ์บ้างแล้ว ครั้นหวนคิดถึงเรื่องที่ทหารองครักษ์รายงาน นัยน์ตาของตี้คังพลันหรี่ลงเล็กน้อยแลดูน่าอันตราย

นางสูญเสียความบริสุทธิ์เมื่อหกปีก่อน ทั้งนางยังตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน ?

ดี !

ดีมาก !

ข้าอยากจะเห็นนักว่าสตรีผู้นั้นจะปากแข็งไปได้สักเพียงใด !

มุมปากของเขายกโค้ง รอยยิ้มของเขาแลดูกระหายเลือด ใบหน้าหล่อเหลายังดูไร้ซึ่งอารมณ์ อาภรณ์สีม่วงเข้ม ยิ่งขับเน้นให้เขาแลดูกดดัน กระทั่งคนทั้งห้องแทบจะหายใจไม่ออก …

ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหัวใจเต้นแรง ในใจรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเลย ชายชราเริ่มเป็นกังวลว่าหลานสาวของตน อาจไปยั่วยุท่านอ๋องจอมกระหายเลือดผู้นี้โดยบังเอิญหรือไม่



***จบบท ช่างน่าทึ่งเสียนี่กระไร (2)***

9


บทที่ 46 : ช่างน่าทึ่งเสียนี่กระไร (1)



ทุกสายตาที่อยู่ในห้องจัดเลี้ยงต่างจับจ้องไปยังประตูทางเข้า

"เหตุใดท่านอ๋องคังถึงมาที่นี่ ? ทั้งที่นี่ก็เป็นเพียงงานเลี้ยงของคนสกปรก" ไป๋จื่อซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ไป๋เฉิงเซียงผู้เป็นบิดากล่าวอย่างโมโห ใบหน้าของนางเขียวคล้ำ เมื่อได้ข่าวการมาถึงของอ๋องคัง

แม้ว่าเด็กสาวจะกระซิบกระซาบ ทว่าเนื่องจากห้องโถงทั้งห้องนั้นเงียบมาก ถ้อยคำของนางจึงทำให้แขกที่นิ่งเงียบได้ยินกันถ้วนทั่ว

หลานหยูมีสีหน้าเคร่งเครียด เขากราดตามองเด็กสาว ก่อนจะหันหลังเดินไปที่ประตูทางเข้า …

ยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นแขกเหรื่อ หรือแม้แต่องค์รัชทายาท ต่างก็จดจ่อกับสิ่งที่เห็นด้วยความประหลาดใจ

จันทราสาดแสงส่องสว่างทั่วท้องฟ้าบดบังทุกสิ่งในนภากาศ ภายใต้แสงจันทร์นวล ทุกคนต่างจับจ้องไปยังบางสิ่งที่แลดูสะดุดตา

ตูม~  ! !

พร้อมกับเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หมาป่าสีเงินยวงหลายตัวลากเลื่อนบัลลังก์อันสง่างามเข้ามากลางห้องโถงอย่างรวดเร็ว ทำเอาแขกเหรื่อแตกตื่นตกใจ ต่างพากันถอยหนีอลหม่าน

บนบัลลังก์นั้น ชายหนุ่มวางแขนบนที่เท้าแขนอย่างสบาย ๆ ขณะเอนร่างลงพิงพนักเก้าอี้ ครั้นสายลมพัดแผ่วเบา สาบเสื้อของเขาพลันสะบัดเผยอออกเล็กน้อย ทำให้แผ่นอกขาว ๆ ของเขาเผยปรากฏต่อสายตาทุกผู้คน สาว ๆ ที่ได้เห็นต่างก็น้ำลายไหล

เส้นผมสีเงินยวงยาวสลวยงดงามราวปีศาจ ไหนจะใบหน้าที่หล่อเหลา และน่าหลงใหลนั่นอีกล่ะ โอ๊ย ! เคลิบเคลิ้มแทบจะคลั่ง…

ทว่าแววตาของเขากลับแลดูกระหายเลือด  น่าสยดสยอง ดูราวกับว่า ในสายตาของเขาแล้ว ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงนี้ไม่ต่างกับมดตัวน้อยที่จะบดขยี้ให้แหลกราญเมื่อไหร่ก็ได้

บุรุษผู้หยิ่งยโส แลดูสูงส่ง และรักสันโดษเช่นนี้แหละ คือบุรุษที่ทำให้สาวนักฝันนับพันต่างหลงใหล

ไม่ต่างกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แม้รู้ว่าต้องตายหากแต่ก็ยังยินดี

"คารวะ ท่านอ๋องคัง..." หลานหยูมิได้แสดงท่าทางเย็นชาเฉกเช่นที่ปฏิบัติกับองค์รัชทายาท น้ำเสียงของเขาให้ความเคารพ อีกทั้งพร้อมต้อนรับบุรุษผู้มาใหม่ "นับเป็นเกียรติแก่บ้านสกุลหลานของเราอย่างยิ่ง ที่ท่านให้เกียรติมาเยือน และร่วมงานเลี้ยงต้อนรับในค่ำคืนนี้ ขอเรียนเชิญท่านมานั่งที่นี่ก่อนเถิด"

ครั้นหนานกงอี้เห็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างมากเช่นนั้น เขาก็หน้าเสีย ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเนื่องจากความโกรธ ข้าต่างหากราชนิกูลที่แท้จริง มิใช่อ๋องคังที่มีเพียงตำแหน่ง ! เหตุใดหลานหยูถึงเคารพอ๋องคังมากกว่าข้า

ตี้คังลุกขึ้นจากบัลลังก์ เขาค่อย ๆ ก้าวลงจากเลื่อนตามคำเชื้อเชิญ ทันทีที่เขาลุกขึ้นจากบัลลังค์ หมาป่าที่ลากเลื่อนมาก็เหมือนจะได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี พวกมันหลบหายออกจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า มองเห็นเพียงจุดแสงเล็ก ๆ กลางอากาศ

ฝูงชนที่เห็นเหตุการณ์ต่างปากอ้าตาค้าง ไม่สามารถถอนสายตาออกจากท้องฟ้าอยู่ครู่ใหญ่ …

พวกมันล้วนเป็นสัตว์อสูร ! ทุกคนต่างรู้ดีว่าตี้คังมีพลังอำนาจมาก หากแต่พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นสัตว์อสูรลากเลื่อนให้ตี้คัง !

"ข้าได้ยินมาว่าบ้านสกุลหลานเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับใครบางคนจากบ้านสกุลไป๋” ตี้คังกล่าวขณะเดียวกันสายตาเย็นชาของเขาก็กวาดมองทุกคนที่อยู่โดยรอบ "เช่นนั้นข้าจึงสงสัยว่า เหตุใดงานเลี้ยงครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นโดยบ้านสกุลหลาน มิใช่บ้านสกุลไป๋ ? "

“ท่านอ๋อง...”

ครานี้ไป๋เฉิงเซียงรีบชิงกล่าว ก่อนที่หลานหยูจะได้ทันอธิบาย "ท่านอาจจะไม่รู้เรื่องราว บ้านสกุลไป๋ของข้าเลี้ยงดูเด็กอกตัญญูนั่นด้วยหัวใจ ภรรยาคนปัจจุบันของข้าก็ปฏิบัติต่อนางราวกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง ! ทว่าเพียงเพราะข้าต่อว่านางไม่กี่ประโยค เด็กเนรคุณนั่นกลับประกาศตัดพ่อตัดลูกกับข้า จากนั้นนางก็ประกาศว่านางจะกลับมาอยู่บ้านสกุลหลาน"

ทันทีที่ได้ยินเรื่องราวจากไป๋เฉิงเซียง ฝูงชนก็เริ่มรวมกลุ่มซุบซิบแสดงความไม่พอใจ

“ไป๋หยานนี่ช่างอกตัญญูเสียจริง เมื่อครั้งที่นางหนีตามผู้ชายไปนั้น ท่านยายของนางถึงกับเป็นลมบนท้องถนน มาตอนนี้ เพียงถูกบิดาตำหนินิด ๆ หน่อย ๆ นางถึงกับตัดพ่อตัดลูก หากข้ามีบุตรสาวเช่นนี้ ข้าจะบีบคอนางให้ตายคามือเลยทีเดียว ! "

"ไป๋ฮูหยิน นางช่างเป็นคนใจดีจริง ๆ ข้าได้ยินมาว่านางรักบุตรสาวผู้นี้มากกว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองเสียอีก ทว่าแทนที่จะได้รับ ความกตัญญูเป็นการตอบแทน นางกลับถูกผู้หญิงที่ไร้หัวใจคนนี้ใส่ร้ายป้ายสีเสียนี่"



***จบบท ช่างน่าทึ่งเสียนี่กระไร (1)***

10


บทที่ 45 : งานเลี้ยงอาหารค่ำ (6)



เนื่องจากบริเวณห้องโถงชั้นในไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามา เช่นนั้นหญิงชราจึงต้องพาไป๋หยานออกไปด้านนอก เพื่อพบปะกับแขก

ช่วงเวลานั้นหลานเสี่ยวหยุนก็วิ่งมาอยู่ข้าง ๆ ไป๋หยาน นางเอ่ยถามออกมาว่า "นี่ พี่ช่วยรักษาท่านปู่จริง ๆ กระนั้นหรือ ? ข้าได้ยินมาจากท่านพ่อว่าพี่เป็นศิษย์ของหมอปรุงยาระดับสี่"

"อืม..." ไป๋หยานยืนยัน พลันริมฝีปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้ม

เด็กสาวนัยน์ตาลุกวาว นางรีบเดินตามต้อย ๆ "เช่นนั้นพี่ช่วยสอนข้าปรุงยาหน่อยจะได้หรือไม่ ?"

ไป๋หยานหันกลับไปมองลูกพี่ลูกน้องของนาง ทันทีที่เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของน้องสาว นางก็เผลอพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว "ข้าสามารถสอนเจ้าได้ หากแต่เจ้าจะเรียนรู้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเอง"

ครั้นไป๋หยานรับคำ หลานเสี่ยวหยุนก็กระโดดตัวลอยอย่างตื่นเต้นยินดี นางเริ่มรู้สึกภูมิใจในตนเองขึ้นมาอีกครั้ง

ไป๋จื่อ ถึงเจ้าจะมีพี่สาวเป็นถึงชายาเอกขององค์รัชทายาทแล้วยังไง ? ตอนนี้ข้ามีพี่ไป๋หยานเป็นอาจารย์ของข้า นั่นก็หมายความว่าตอนนี้ข้าก็มีอาจารย์ของอาจารย์เป็นหมอปรุงยาระดับ 4  ! ทีนี้ข้าก็ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าแล้ว

น่าเสียดายที่หลานเสี่ยวหยุนไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ นางเหมาะกับการรำดาบ และฟาดไม้กระบองมากกว่า มิใช่ว่านางไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน หากแต่หลังจากทดลองปรุงยามาหลายครั้ง นางก็รู้ตัวและยอมรับความจริง

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ไป๋หยานปรากฏตัว  นางก็นับเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของไป๋หยานเช่นกัน !

การไม่มีความสามารถในด้านปรุงยามิใช่เรื่องสำคัญเลย นางเพียงต้องการให้มีตำแหน่งทัดเทียมกับไป๋จื่อได้เท่านั้น

นั่นคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของนาง !



*****


ภายในห้องจัดเลี้ยงบ้านสกุลหลาน

“องค์รัชทายาทเสด็จ !” บ่าวรับใช้ประกาศเสียงดังมากจากด้านนอก ทำให้แขกในงานที่กำลังสนทนาเฮฮาต่างเงียบเสียงลง

องค์รัชทายาทกระนั้นหรือ ?

เขามาด้วยหรือนี่ ?

เป็นไปไม่ได้ที่องค์รัชทายาทจะมาที่นี่ เพื่อสร้างความสุขให้ไป๋หยาน เพราะนางก็เคยอยู่ในฐานะพระคู่หมั้นของเขามาก่อน ทว่าเพราะนางเสียความบริสุทธิ์ นางจึงถูกคนในราชสำนักตั้งแง่รังเกียจ หากแต่องค์รัชทายาทกลับปรากฏกายขึ้นที่นี่ เป็นเรื่องล้อเล่นใช่หรือไม่ ?

"ผู้ใดส่งเทียบเชิญให้เขา ?" หลานหยู (ลุง) ขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะกระซิบกับชายที่อยู่ข้างกาย

ทหารยามที่อยู่ใกล้ ๆ กล่าวตอบอย่างระมัดระวังว่า "ผู้น้อยกำชับทุกคนแล้วว่า ห้ามส่งเทียบเชิญไปที่ตำหนักขององค์รัชทายาท ข้าน้อยเชื่อว่าคงไม่มีผู้ใดกล้ากระทำเช่นนั้นเป็นแน่"

ไม่มีเทียบเชิญ เช่นนั้นเขามาที่นี่ได้อย่างไร ?

สีหน้าของหลานหยูแลดูไม่ดีนัก เขาไม่เคยลืมว่าคนในราชสกุลนี้ทำสิ่งใดไว้กับไป๋หยานซึ่งเป็นหลานสาวของเขาบ้าง

ใคร ๆ ต่างกล่าวขานกันว่าโอรสขององค์รัชทายาทคลอดก่อนกำหนด หากแต่ไยเด็กน้อยถึงมีสุขภาพดีถึงเพียงนั้น มีเพียงคนโง่เขลาเท่านั้นจึงจะเชื่อคำโป้ปดนี้

ชายหญิงแพศยาคู่นี้มีความสัมพันธ์กัน ก่อนที่หยานเอ๋อจะจากไปเสียด้วยซ้ำ เมื่อเรื่องปรากฏเช่นนี้ การที่ไป๋รั่วจะวางแผนกลั่นแกล้งหยานเอ๋อ เพื่อจะได้เป็นพระชายาขององค์ชายรองก็ย่อมเป็นไปได้

ด้วยเหตุนี้ หลานหยูจึงไม่ยอมส่งเทียบเชิญองค์รัชทายาทมาร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ เพราะเขาเกรงว่าตนจะระงับอารมณ์ไม่อยู่ จนถึงขั้นกระโดดบีบคอองค์รัชทายาทเข้าให้

“เจ้าบ้านหลาน ท่านคงไม่ตำหนิข้าที่มาโดยไม่ได้รับเชิญใช่หรือไม่ ?” หนานกงอี้คลี่พัดก่อนจะเดินเข้าไปหาหลานหยูพร้อมด้วยรอยยิ้ม ท่าทางของเขาราวกับบัณฑิตหนุ่ม "ข้าได้ยินมาว่าท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานบิดาของท่านป่วยหนัก ข้าจึงใช้โอกาสนี้มาเยี่ยมเยียม เพราะข้าไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ได้อีกสักกี่วัน ?”

หลานหยูกำหมัดแน่น ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้มที่ดูเหมือนแสยะ "บิดาของข้าอาการดีขึ้นมาก คงไม่รบกวนให้องค์รัชทายาทต้องเป็นห่วง ! อย่างไรก็ตามข้าเกรงว่าจุดประสงค์ในการมาของท่านในวันนี้อาจจะไม่บริสุทธิ์นัก ขออภัยด้วย หากแต่ข้าคิดว่าบ้านสกุลหลานของเราไม่เหมาะที่จะรับรองท่าน"

ข่าวการฟื้นตัวของชายชรายังคงจำกัดอยู่ภายในบ้านสกุลหลาน เช่นนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่องค์รัชทายาทจะไม่รู้ความจริงข้อนี้ นั่นทำให้เขาคิดว่าท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านยังคงป่วยหนัก และอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ครั้นหนานกงอี้ได้ยินว่าเจ้าภาพไม่ต้อนรับเขา  เขาก็เลิกคิ้วขึ้น ขณะที่เขาอ้าปากจะพูดนั้น ก็มีเสียงประกาศดังด้านนอกประตูทางเข้า

“ท่านอ๋องคังเสด็จ !”

อ๋องคังกระนั้นรึ ?

ครานี้ทั้งหลานหยู ทั้งหนานกงอี้ถึงกับนิ่งอึ้ง ทั้งคู่ต่างประหลาดใจ กล่าวคำใดไม่ออก ต่างก็หันรีหันขวางเหลียวมองหาร่างของบุรุษที่แสนอันตรายผู้นั้น

อ๋องผู้นี้หยิ่งยโส อีกทั้งเหยียดหยามทุกผู้คน ไม่ว่าจะจัดงานเลี้ยงหรืองานพบปะสังสรรค์ใด ๆ อ๋องหนุ่มผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัว ไม่ว่าจะมีเทียบเชิญหรือไม่ก็ตาม  หลานหยูจึงจงใจลืมไม่ส่งเทียบเชิญงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ไปให้เขา

แต่แล้วจู่ ๆ เขากลับปรากฏตัวโดยไม่ได้รับเชิญ นี่หมายความอย่างไร ?



***จบบท งานเลี้ยงอาหารค่ำ (6)***

11


บทที่ 44 : งานเลี้ยงอาหารค่ำ (5)



"หยานเอ๋อ" หลานเฉาหยัน (ลูกพี่ลูกน้อง) ยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่น  "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน จากนี้ไปเจ้าเป็นสมาชิกของบ้านสกุลหลาน หากผู้ใดกล้ารังแกเจ้า ก็บอกพี่ชายคนนี้ได้ ข้าจะจัดการมันเอง

"เช่นนั้น ข้าก็ต้องขอขอบใจพี่หยันมาก" ไป๋หยานยิ้มอย่างแจ่มใสขณะกล่าว ทำเอาเด็กหนุ่มหน้าแดงด้วยความเขินอายอย่างไม่ทราบสาเหตุ

"นี่..." จู่ ๆ หลานเสี่ยวหยุนก็วิ่งมาด้านหน้าไป๋หยาน ท่าทางของนางดูหยิ่งยโสเล็กน้อย "เจ้าเป็นพี่สาวของไป๋จื่อใช่หรือไม่ ? ข้าขอบอกเจ้าก่อนนะว่า หากวันข้างหน้าข้าต้องต่อสู้กับนางอีก เจ้าห้ามเข้าข้างนางนะ"

หลานเสี่ยวหยุนอาจจะแลดูยโสโอหังไปบ้าง ทว่านางก็มิใช่คนนิสัยเลวร้ายอะไร นางมิได้ดูถูกดูหมิ่นไป๋หยานด้วยเหตุที่ไป๋หยานตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน หากแต่เป็นเพราะนางไม่ชอบไป๋จื่อจึงชอบทำอวดรู้ก็เท่านั้น

"เหตุใดข้าต้องเข้าข้างนางด้วยล่ะ ?" ไป๋หยานเบะปากพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสับสน

ครานี้กลายเป็นหลานเสี่ยวหยุนที่ต้องตกตะลึง "ก็เจ้าเป็นพี่สาวของนางมิใช่เหรอ ?"

หากไป๋หยานและน้องชายของนางไม่บอกความจริง คงไม่มีผู้ใดในโลกนี้รู้ว่าชีวิตของคนทั้งคู่ในบ้านสกุลไป๋นั้นทุกข์ทรมานมากเพียงใด ? เช่นนั้นจึงไม่แปลกเลยที่หลานเสี่ยวหยุนจะกล่าวเช่นนี้

หลานฮูหยินตบหน้าตักของตนเองเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ แล้วนางก็กล่าวเสียงดังว่า "ข้าลืมเล่าให้ทุกคนฟัง"

หลังจากนั้น หญิงชราก็เริ่มบรรยายรายละเอียดว่า ไป๋หยานอยู่ในบ้านสกุลไป๋อย่างทุกข์ระทมเพียงไร และหยูหรงก็เร่ขายเด็กสาวที่น่าเวทนาคนนี้เช่นไร ?

ครั้นได้ยินเรื่องราวที่เจ็บปวดเหล่านี้ เด็กทั้งสามของบ้านสกุลหลานต่างตกตะลึง พวกเขาไม่อยากจะเชื่อ ทั้งไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะมีใครที่ดุร้ายและอำมหิตถึงเพียงนี้

หลานเสี่ยวหยุนกับคนอื่น ๆ ถึงกับนิ่งอึ้ง พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะมีผู้หญิงชั่วช้าเช่นนี้ในโลก

"หลานสาวที่น่าสงสาร" ตงรั่วหลาน (ป้าสะใภ้) พยายามเช็ดน้ำตาตนเอง "เหตุใดหลานไม่เคยเล่าให้พวกเราฟังบ้างเลย  ว่าเจ้าถูกคนบ้านสกุลไป๋กลั่นแกล้งรังแกอย่างไร ? เซียวเอ๋อเอง ก็เหลือเกินจริง ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี่เขาไม่เคยเอ่ยอะไรเกี่ยวกับความทุกข์ทนของพวกเจ้าสองคนพี่น้องเลย"

ตงรั่วหลานกล่าวตำหนิ ทว่าแววตาของนางกลับแลดูปวดร้าว ด้วยความเอ็นดูในตัวหลานสาว “เมื่อมารดาของเจ้าไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว ก็ให้ป้าผู้นี้ดูแลเจ้าแทนเถอะนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดที่ยังอยู่ในบ้านสกุลหลาน เจ้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกขายให้ผู้ใดอีก"

ไป๋หยานรู้สึกเหมือนมีกระแสอบอุ่นไหลเวียนอยู่ในหัวใจ นางพบว่าการมีครอบครัวอยู่เคียงข้างนางนั้น ดีกว่าการอยู่เพียงลำพังในโลกอ้างว้างนี่เป็นไหน ๆ

หลานเสี่ยวหยุนกลับมารู้สึกตัว ตอนนี้ท่าทีที่หยิ่งผยอง และโอหังของนางเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิด "ข้าขอโทษจริง ๆ พี่ไป๋หยาน ข้าไม่รู้มาก่อนว่าคนบ้านสกุลไป๋ทำให้พี่ต้องทรมานมากถึงเพียงนี้ อย่ากังวลเลย หากคราวหน้าเราพบไป๋จื่ออีก เราจะร่วมมือกันจัดการนาง"

"บ้านสกุลไป๋ทำเกินไปจริง ๆ !" น้ำเสียงของหลานเฉาหยันบ่งบอกถึงความโกรธ  "พวกเขาเก็บสินสอดทองหมั้นของท่านป้าไปหมด ยังกล้าพูดว่าพี่น้องของเรากินล้างกินผลาญอีกกระนั้นหรือ ? ทั้งยังกล้าขายนางอีก ! เช่นนี้แล้วตระกูลหลานของเราไม่มีวันอภัยให้เป็นแน่"

แม้แต่หลานเฉาหลิงที่สงบ และนิ่งเงียบอยู่เป็นเวลานานก็ยังอดมิได้ เขาเอ่ยออกมาว่า "ท่านแม่ ท่านย่า ข้าเห็นด้วยกับน้องรอง น้องไป๋หยานต้องผ่านความเจ็บปวดรวดร้าวมามากนัก เราไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ทั้งเพื่อตัวนาง และเพื่อศักดิ์ศรีของคนตระกูลหลาน เราต้องเรียกร้องความเป็นธรรม

"เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้ามีมติเห็นพ้องกัน เช่นนั้นเรา ... "

หลานฮูหยินผู้ชราใช้มือตบโต๊ะพลางกล่าวออกมา ทว่าไป๋หยานกลับกล่าวขัดจังหวะนางเสียก่อน "ท่านยาย ข้ามีแผนแก้แค้นในใจแล้ว ลำพังข้าเองสามารถจัดการปัญหานี้ได้"

ครั้นได้ยินถ้อยคำดังกล่าว หญิงชราก็ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะตบหลังมือหลานรักเบา ๆ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกระซิบว่า "ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าก็เคารพการตัดสินใจของเจ้า อย่างไรก็ตามหากเจ้าประสงค์ความช่วยเหลือใด ๆ เจ้าต้องมาหาเรา ยามนี้เจ้าอยู่ในความดูแลของเราแล้ว ข้าไม่อาจทนเห็นเจ้าต้องทนทุกข์ทรมานเช่นที่เคยเป็นมาอีก"

แม้ว่าบ้านสกุลหลานของพวกเขา จะต้องมีปัญหากับราชสำนัก พวกเขาก็ยอม !

“ท่านแม่” ตงรั่วหลานค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ นางพยายามปรับอารมณ์ให้กลับคืนสู่ปกติ ก่อนจะกล่าวว่า “แขกส่วนใหญ่ได้มาถึงแล้ว เหตุใดเราไม่ออกไปต้อนรับพวกเขาก่อนล่ะ ?”

ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้ารับเบา ๆ นางดึงมือไป๋หยานให้ลุกขึ้นเดินไปพร้อมกับนาง "หยานเอ๋อ ไปกันเถอะ วันนี้บ้านสกุลหลานของเราจะแสดงให้โลกเห็นว่าเจ้าเก่งกาจเพียงไร ?"



***จบบท งานเลี้ยงอาหารค่ำ (5)***


12


บทที่ 43 : งานเลี้ยงอาหารค่ำ (4)



ไป๋รั่วเงยหน้าขึ้นมองหนานกงอี้ แววตาของนางแลดูตึงเครียดเล็กน้อย หลังจากได้ยินประโยคดังกล่าว"หม่อมฉันคิดว่า พระองค์คงมีพระประสงค์จะพบไป๋หยานใช่หรือไม่เพคะ ? อย่างไรเสียไป๋หยานก็เป็นสตรีที่งดงามที่สุดในอาณาจักรของเรา หากพระองค์มีพระประสงค์จะรับนางเป็นสนม หม่อมฉันก็ไม่คัดค้านเพคะ"

"รั่วเอ๋อ เจ้าใจดีเกินไป" หนานกงอี้จูบหน้าผากนาง แม้ในใจของเขาจะยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้างก็ตามที "อย่าห่วงเลย ข้าไม่มีวันชายตามองหญิงที่สูญเสียพรหมจารีไปแล้วเช่นนั้นหรอก และข้าไม่มีวันปล่อยให้นางมาทำให้เจ้าเสียใจอีก ข้าเพียงอยากเห็นสภาพอันน่าหดหู่ของนาง หลังจากไม่ได้พบกันนานหลายปีมากกว่า ! เวลากว่าห้าปีที่ผ่านมานี้คงทำให้นางทรุดโทรมลงไปไม่น้อย

ในครานั้นแม้ไป๋หยานจะแลดูผอมบาง ทว่าก็มิได้ผอมแห้งซีดเซียว ในทางกลับกัน นางกลับงามมาก ผิวของนางแวววาว ขาวกระจ่างเฉกเช่นผิวที่มีสุขภาพดีมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ นางต้องดูแลลูกแต่เพียงลำพัง ต้องมีสภาพความเป็นอยู่ที่น่าสังเวช ความงามของนางย่อมจะมลายหายไปไม่เหมือนไข่มุกที่เปล่งประกายงดงามเฉกเช่นเคย

ครั้นได้ยินคำปลอบประโลม ไป๋รั่วก็ตอบกลับพร้อมยิ้มรับ "เช่นนั้น หม่อมฉันจะรอพระองค์กลับมา ... "

หนานกงอี้จุมพิตแก้มไป๋รั่ว ก่อนจะลงจากเตียง ขณะที่ไป๋รั่วเองก็ชม้ายชายตาให้อย่างมีเสน่ห์

หนานกงอี้ตะโกนสั่งออกไปว่า "พวกเจ้า ไปเตรียมรถม้าให้ข้า ข้าจะไปเยี่ยมบ้านสกุลหลาน !"

การที่บ้านสกุลหลานไม่ส่งเทียบเชิญข้า คงเป็นเพราะไม่อยากให้ไป๋หยานต้องรื้อฟื้นความเจ็บปวดกับรักครั้งเก่า หากเป็นเช่นนั้น ข้ายิ่งต้องไปเยี่ยมบ้านสกุลหลาน !

ข้าจะทำให้ไป๋หยานเข้าใจถึงผลของการทรยศข้า !



*****


บ้านสกุลหลาน

ภายนอกประตูใหญ่ มีรถม้าหรูหราจำนวนมากมายจอดเนืองแน่นบนท้องถนน

นับแต่ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานล้มป่วย นี่ก็เป็นเวลานานมากแล้วที่บ้านสกุลหลานขาดชีวิตชีวา ทว่าแขกพวกนี้มิได้มาที่นี่เพื่อร่วมงานเลี้ยง พวกเขาปรารถนามาเห็นบ้านสกุลหลานเป็นตัวตลกมากกว่า

คุณหนูสกุลไป๋ซึ่งตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน แม้แต่บ้านสกุลไป๋เองยังรังเกียจนางอย่างมาก ทว่าบ้านสกุลหลานกลับยกย่องนางราวกับนางเป็นสมบัติอันล้ำค่า ทั้งยังจัดงานเลี้ยงต้อนรับนางอีก นี่ไม่ถือเป็นเรื่องน่าขันครั้งใหญ่ของอาณาจักรนี้หรอกหรือ ?

ขณะนั้นเอง บริเวณด้านหลังของห้องโถงใหญ่แห่งบ้านสกุลหลาน คนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนว้าวุ่นขณะมองไปที่ประตู แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ไม่นานหลังจากนั้น ร่างในอาภรณ์สีแดงงดงามก็ก้าวออกมา ปรากฏสู่สายตาของทุกคนท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง ความงามของนางยากที่จะหาใดเปรียบ เส้นผมราวแพรไหมปล่อยระแผ่นหลัง ไม่ต่างกับกับสายน้ำตกที่ไหลรินเอื่อย ๆ ยามเย็น

“หยานเอ๋อ เจ้าออกมาแล้ว มา มา มานั่งกับยาย” ฮูหยินผู้เฒ่าตบเบา ๆ บนเก้าอี้นุ่ม ๆ เบื้องหน้านาง เอ่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ไป๋หยานไม่มีทีท่าเคอะเขินแต่อย่างใด นางเดินอย่างสง่างามเข้าไปหา ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ท่านยายของนาง

"เอาล่ะ ข้าจะแนะนำให้เจ้าได้รู้จัก" หญิงชราลูบหลังมือหลานสาว

"คนนี้ ก็คือลูกพี่ลูกน้องของเจ้า เขามีอายุมากกว่าเจ้า ชื่อหลานเฉาหลิง  เขามีอายุยี่สิบหกปีกว่า ๆ แล้ว ส่วนน้องชายของเขาที่อยู่ตรงนั้นอายุพอ ๆ กับเจ้า มีชื่อว่าหลานเฉาหยัน ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งคู่ไม่ได้อยู่ที่บ้านสกุลหลาน นั่นจึงเป็นเหตุว่าไยเจ้าถึงไม่พบพวกเขากระทั่งถึงวันนี้ ส่วนลูกพี่ลูกน้องคนสุดท้ายของเจ้านั่นชื่อ หลานเสี่ยวหยุน ก่อนหน้านี้นางได้รับบาดเจ็บ จึงถูกส่งไปพักรักษาตัวนอกเมือง ที่นางกลับมาก็เพราะเป็นความต้องการของยาย"

หลานเฉาหลิงยิ้มพร้อมกับแย้งว่า "ท่านย่า ท่านไม่จำเป็นต้องบรรยายละเอียดถึงเพียงนั้นก็ได้ แม้ว่าน้องสาวจะไม่ค่อยได้ติดต่อกับครอบครัวของเรานัก ทว่าพวกเราก็ยังคงเป็นครอบครัวเดียวกัน ไหนเลยนางจะไม่รู้จักชื่อของพวกเรา ?"

"ฮ่าฮ่า เจ้าพูดถูก ยายก็ลืมไป" ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะอย่างมีความสุข นางตบหลังมือไป๋หยานเบา ๆ อีกครั้ง  "หยานเอ๋อ ยายสับสนไปหน่อย แท้จริง ยายไม่จำเป็นต้องแนะนำพวกเขาเลย เพราะเจ้าคงจะจำพวกเขาได้อยู่แล้ว"

ไป๋หยานยิ้มโดยไม่กล่าวคำใด เพราะแม้ในใจของนางจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ของบ้านสกุลหลานอย่างถ่องแท้ ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบปะทุกคนด้วยตนเอง



***จบบท งานเลี้ยงอาหารค่ำ (4)***

13


บทที่ 42 : งานเลี้ยงอาหารค่ำ (3)



ไป๋เฉิงเซียงคลายคิ้วที่ขมวด ทว่าความโกรธของเขายังยากที่จะขจัดให้หายไปได้

“ฮึ ก็ได้ หากแต่ไป๋เซียวต้องไปนั่งสำนึกผิดที่หอบรรพชน หลังจบงานเลี้ยงแล้ว ข้าค่อยจัดการกับเด็กเหลือขอนั่นอีกที”

สิ่งที่หยูหรงกล่าวมานั้นถูกต้อง หากไป๋เฉิงเซียงกระทำรุนแรงกับเด็กหนุ่มในตอนนี้ ผู้อื่นจะต้องมองว่าเขาเป็นบิดาใจร้ายที่ทำร้ายบุตรของตนเอง

หากทว่าเมื่องานเลี้ยงเลิกลาแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจผู้ใดอีกต่อไป



*****


ทางด้านไป๋เซียว ภายหลังออกมาจากบ้านของไป๋หยาน เขาก็ยังมิได้กลับบ้านของตนเองในทันที ไป๋เซียวไปเยี่ยมบ้านสกุลหลาน เพื่อแจ้งท่านยายให้ทราบถึงความต้องการของไป๋หยาน เมื่อเสร็จภารกิจเขาจึงกลับบ้านสกุลไป๋

แน่นอนว่า ทันทีที่เขาก้าวผ่านประตูบ้าน ไป๋เซียวก็ได้รับแจ้งจากบ่าวรับใช้ว่า เขาต้องไปคุกเข่าสำนึกผิดที่หอบรรพชน หากเป็นเมื่อก่อนแล้ว เขาจะต้องต่อต้านคำสั่งนี้ ทว่าด้วยอารมณ์ในตอนนี้ของเขา เขาเพียงยิ้มเยาะไม่กล่าวคำใด จากนั้นเขาก็เดินไปที่หอบรรพชน

ในความคิดของเขา การไปนั่งคุกเข่าในหอบรรพชนยังจะดีเสียกว่า การต้องเผชิญหน้ากับคนบ้านสกุลไป๋

เพียงผ่านมาได้ไม่กี่วัน ข่าวการจัดงานเลี้ยงต้อนรับไป๋หยานของบ้านสกุลหลานก็แพร่สะพัดอย่างกว้างขวาง ตระกูลผู้มีอำนาจทั้งหลายต่างก็ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้

แน่นอนว่า ในฐานะอดีตคู่หมั้น หนานกงอี้เองก็ได้รับทราบข่าวนี้ เขาคิดว่าอย่างไรเสียบ้านสกุลหลานจะต้องส่งเทียบเชิญให้เขาเป็นแน่ ทว่ากระทั่งถึงคืนวันงาน เขาก็ยังไม่ได้รับเทียบเชิญ

"องค์รัชทายาท..."
 
น้ำเสียงอ่อนหวานบาดใจดังขึ้นจากด้านหลัง ครั้นหนานกงอี้กลับมารู้สึกตัว และรู้ว่านางเป็นใคร เขาก็ดึงหญิงสาวเข้าสู่อ้อมกอดอย่างนุ่มนวล "ที่รักของข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าไป๋หยานกลับมาแล้ว ?"

หนานกงอี้สัมผัสได้ทันทีว่าร่างของภรรยาแข็งทื่อขึ้นทันใด หัวใจของเขาพลันเครียดเกร็งด้วยความเจ็บปวด "ข้ารู้ว่ายามที่เจ้าอาศัยอยู่ในบ้านสกุลไป๋ เจ้าเต็มไปด้วยความคับข้องใจมากมาย ทว่าไม่ต้องกลัวสิ่งใดแล้ว หากข้ายังอยู่ ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถทำร้ายเจ้าได้อีก"

"ฝ่าบาท" ไป๋รั่วก้มหน้าลง จากนั้นก็เริ่มร่ำไห้ "นิสัยของไป๋หยานทั้งดุร้าย ทั้งเหี้ยมโหด และยิ่งนางทั้งรักทั้งหลงในตัวฝ่าบาท ไม่มีทางที่นางจะให้อภัยหม่อมฉัน ที่หม่อมฉันแย่งพระองค์มาจากนาง"

"รั่วเอ๋อ เจ้ากล่าวอันใดไร้สาระ เจ้าจะแย่งข้ามาจากนางได้อย่างไร ? เราต่างก็รักกัน ไป๋หยานไม่มีสิทธิ์กล่าวเช่นนั้น" หนานกงอี้นิ่วหน้า เห็นได้ชัดว่า เขาไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีนักต่ออดีตคู่หมั้น "ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้สถานะของเจ้าก็คือพระชายาเอกขององค์รัชทายาท ทั้งยังเป็นพระมารดาของลูกข้า เว้นแต่ฮองเฮาท่านแม่ของข้าแล้ว ก็ไม่มีสตรีใดเหนือไปกว่าเจ้า อีกทั้งหลินเอ๋อลูกของเราก็วาสนาสูงส่ง เหตุใดเจ้าต้องกลัวเกรงนาง ? "

"หาใช่เช่นนั้นไม่” ไป๋รั่วแสร้งยิ้มอย่างขมขื่น พร้อมกับส่ายศีรษะอย่างแรง

“หม่อมฉันรู้จักนิสัยของไป๋หยานดีที่สุด เมื่อนางรู้ว่านางอยู่ในฐานะเสียเปรียบ นางมักจะชอบกล่าววาจาบิดเบือนความจริง อีกทั้งนางไม่เคยลังเลเลยที่จะกล่าวโทษคนในตระกูลหม่อมฉัน เช่น เมื่อนางเสียความบริสุทธิ์ นางก็พยายามใส่ร้ายหม่อมฉัน หาว่าหม่อมฉันเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ ยังมีอีกเรื่อง ครั้งที่นางหนีออกจากบ้านเมื่อหกปีก่อน นางก็บอกว่า เป็นเพราะมารดาของหม่อมฉัน พยายามจะขายนาง ตั้งแต่เล็กจนโตนางมักจะโยนความผิดให้ผู้อื่นเสมอ"

ครั้นหนานกงอี้ได้ยินถ้อยคำโป้ปดหลอกลวงเหล่านี้ ใบหน้าของเขาก็ค่อย ๆ คล้ำลง นัยน์ตาของเขาพลันร้อนแรงด้วยความโกรธ

"ที่รักของหม่อมฉัน ... " เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ไป๋รั่วก็กุมมือของชายหนุ่มอย่างรักใคร่ "หม่อมฉันไม่สนใจหรอกว่าโลกจะกล่าวถึงหม่อมฉัน เช่นไร หม่อมฉัน สนใจเพียงฝ่าบาทคิดกับหม่อมฉัน และโอรสของเราเช่นไรเท่านั้น ตราบใดที่ฝ่าบาทยังเชื่อมั่นในตัวหม่อมฉัน นั่นก็เพียงพอแล้ว"

ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ทำให้ใบหน้าอันมืดมนของหนานกงอี้ค่อย ๆ คลี่คลายลง "รั่วเอ๋อ ข้าจะไม่เชื่อเจ้าได้อย่างไร ? และจะไม่เชื่อบ้านสกุลไป๋ได้เช่นไรกัน ? ไป๋หยานเป็นคนเลวทรามต่ำช้า เจ้านั้นทั้งอ่อนโยนทั้งแสนใจดี แน่นอนว่าทุกคนในอาณาจักรย่อมต้องเชื่อเจ้า ผู้ใดจะเชื่อว่าบ้านสกุลไป๋จะขายลูกของตนเอง ไร้สาระ ... "

หนานกงอี้ยิ้มเหยียดหยัน ก่อนจะเอ่ยวาจาส่อเสียดประชดประชัน  "บ้านสกุลไป๋ออกจะร่ำรวย จะขาดเงินทองกระทั่งต้องขายนางเชียวหรือ ? ทั้งนางก็มิใช่สาวพรหมจรรย์ ข้าคิดว่า ไม่น่าจะมีผู้ใดยอมเสียเงินแม้จะเพียงแค่สองสามเหรียญ เพื่อแลกกับตัวนาง"

"ฝ่าบาท ..."

เสียงของไป๋รั่วละลายหัวใจของหนานกงอี้กระทั่งอ่อนระทวย เขามองหญิงสาวที่ซุกหน้าแนบอกตน เอ่ยกล่าวเบา ๆ อย่างอ่อนโยนว่า "รั่วเอ๋อ อีกไม่นานข้าจะต้องไปเยือนบ้านสกุลหลาน"



***จบบท งานเลี้ยงอาหารค่ำ (3)***

14


บทที่ 41 : งานเลี้ยงอาหารค่ำ (2)



หลังจากกล่าวจบ ไป๋เซียวก็มองสองแม่ลูกด้วยสายตาอิดออด ก่อนจะหันหลังเดินออกจากเรือนอย่างไม่เต็มใจ

“อ๊า...”

หลังไป๋เซียวจากไปแล้ว ไป๋เสี่ยวเฉินก็ตบหน้าผากตนเองดังผลัวะ "ข้าลืมมอบของขวัญให้ท่านน้า ไว้ข้าค่อยให้เขาครั้งหน้าก็แล้วกัน"

ตั้งแต่ไป๋เสี่ยวเฉินมาถึงอาณาจักรหลิวฮั่ว เจ้าอันธพาลตัวน้อยก็ได้เตรียมของขวัญไว้ให้ไป๋เซียวแล้ว เขาตั้งใจจะมอบเป็นกำนัลสำหรับวันแรกพบ ทว่าเขากลับลืมเสียนี่

"เฉินเอ๋อ แม่จะอยู่ที่บ้านสกุลหลานอีกสองสามวัน เช่นนั้นหากป้าฮัวมา บอกนางให้ไปหาแม่ที่บ้านสกุลหลานด้วย"

ไป๋หยานขมวดคิ้ว นางมาถึงเมืองหลิวฮั่วได้ครู่ใหญ่แล้ว ทว่าน่าแปลกที่หอบุปผายังไม่ส่งคนมาพบนางเลย



*****


เวลาเดียวกันนี้ ภายในห้องหนังสือของบ้านสกุลไป๋ หยูหรงกำลังมองไป๋เฉิงเซียง นางยกน้ำชาให้สามีผู้เงียบขรึม พร้อมกล่าวว่า "ท่านพี่ ท่านอย่าหักโหมนักเลย พักผ่อนบ้างเถิด"

"หรงเอ๋อ เจ้าไปเตรียมของขวัญให้ข้าหน่อยสิ ข้าต้องไปเยี่ยมใครบางคน"

"ท่านพี่ ?" นัยน์ตาของหยูหรงเต็มไปด้วยความสับสนน้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความสงสัย

"ข้าได้ยินมาว่า เมื่อไม่นานมานี้เจ้าหอบุปผาคนใหม่ได้ซื้อคฤหาสน์ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสำนักเงาจันทร์"

หยูหรงตกตะลึง นางมองสามีอย่างประหลาดใจ

นางเคยได้ยินเกี่ยวกับพรรคเงาจันทร์ และหอบุปผามาก่อน

หากมองเพียงผิวเผินพรรคเงาจันทร์ และหอบุปผาอาจดูคล้ายไร้อิทธิพล ทว่าแท้จริงแล้ว ทั้งสองล้วนมีฐานอำนาจเทียบเท่าราชสำนัก

พรรคเงาจันทร์คือพรรคซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นองค์กรมืดที่รับงานชั่วช้าทุกประเภท ทั้งไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธว่าพรรคนี้คือพรรคอันตรายที่มีชื่อเสียงเลื่องลือด้านการลอบสังหาร  ขณะหอบุปผาคือสถานเริงรมย์ที่มากมายด้วยสตรีผู้มอบความบันเทิงให้บรรดาแขกเหรื่อ หากแต่สถานที่นี้คือแหล่งรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วหล้า

ส่วนเหตุที่ไป๋เฉิงเซียงรู้ว่าคฤหาสน์หลังนี้ถูกเปลี่ยนมือ นั่นก็เป็นเพราะตอนแรกที่เขาซื้อบ้านสกุลไป๋ ก็ด้วยว่าบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ใกล้กับพรรคเงาจันทร์ และเขาก็หวังที่จะใกล้ชิดสนิทสนมกับพรรคเงาจันทร์นั่นเอง  หากผู้ใดจะคิดว่านับแต่ซื้อมา คนของพรรคเงาจันทร์กลับไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นเลย แล้วมาวันนี้ยังเปลี่ยนมือไปเป็นของเจ้าหอบุปผาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยอีก

"ท่านพี่ ท่านว่าเราควรมอบสิ่งใดให้เป็นของกำนัลแก่เจ้าหอบุปผาดีล่ะ ? " หยูหรงเข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้ นางจึงเอ่ยถามอย่างเคร่งขรึม

"เจ้าตัดสินใจเองเถอะ ข้าเชื่อในการตัดสินใจของเจ้า"

ไป๋เฉิงเซียงยิ้มน้อย ๆ  ทว่าทันทีที่เขากล่าวจบ ประตูห้องหนังสือพลันเปิดออก เด็กสาวผู้หนึ่งวิ่งเข้ามา นางถลาเข้าสู่อ้อมกอดของเขา

“จื่อเอ๋อ เกิดอะไรขึ้น ?”

ไป๋เฉิงเซียงเอ็นดูบุตรสาวผู้นี้มาก เขาไม่เพียงแต่ไม่ตำหนิที่จู่ ๆ นางก็พรวดพราดเข้ามา ทั้งยังสอบถามนางอย่างอ่อนโยนอีกด้วย

"ท่านพ่อ" ไป๋จื่อเงยหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "ไป๋เซียวไปติดพันแม่ม่ายลูกติด ! ทั้งวันนี้เด็กสารเลวลูกของนังผู้หญิงคนนั้นก็กลั่นแกล้งข้าด้วย ทั้ง ๆ ที่ไป๋เซียวเองก็รู้ หากแต่เขาก็ยังเข้าข้างเด็กเหลือขอนั่น ! เห็นหน้าข้าหรือไม่ ? ที่บาดเจ็บนี่ ก็เป็นเพราะพวกเขานั่นแหละ !"

ครั้นไป๋เฉิงเซียงเห็นรอยข่วนบนใบหน้าของบุตรสาวสุดที่รัก เขาก็โมโหอย่างที่สุด เขากล่าวว่า  เซียวเอ๋อ ! กล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร เขากลับมาถึงเมื่อใด ให้มาพบข้าทันที !”

นัยน์ตาของไป๋จื่อวาววับอย่างเหี้ยมโหด เพียงคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ นางก็อยากจะฉีกเด็กสารเลวนั่นออกเป็นชิ้น ๆ แล้ว

“ส่วนเด็กสารเลวนั่น ! ท่านพ่อ ท่านต้องจับมันมาให้ข้า ข้าจะตอบแทนมันอย่างสาสมเลย !"

“ไม่ต้องกังวล พ่อจะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าเอง” ใบหน้าของไป๋เฉิงเซียงเขียวคล้ำ เขากำหมัดแน่นด้วยความโกรธ

เขาเองก็ไม่ได้ชอบใจไป๋เซียวมานานแล้ว หากมิใช่เป็นเพราะเด็กเนรคุณนั่นเป็นบุตรชายเพียงผู้เดียวของเขาแล้วล่ะก็ เขาก็คงจะไม่ตามใจบุตรชายคนนี้มานานหลายปีหรอก

ทว่าตอนนี้เด็กนั่นกลับเข้าข้างคนนอก ช่วยกันรังแกน้องสาวของตนหากเขาไม่ให้บทเรียนที่รุนแรงกับเด็กนั่นเสียบ้าง เขาก็ไม่ควรเป็นคนสกุลไป๋ !

“ท่านพี่ ใจเย็น ๆ ก่อน" หยูหรงลูบอกสามี เพื่อให้เขาผ่อนคลาย"เซียวเอ๋อ อย่างไรเสียก็เป็นบุตรชายของท่าน ตอนนี้ไป๋หยานกลับมาแล้ว ทั้งบ้านสกุลหลานก็กำลังจะจัดงานเลี้ยงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากนี้ไป๋เซียวก็คงต้องไปร่วมงานด้วย หากมีคนเห็นเขาได้รับบาดเจ็บ คนอื่นจะไม่เข้าใจท่านผิดกระนั้นหรือ ?"



***จบบท งานเลี้ยงอาหารค่ำ (2)***

15


บทที่ 40 : งานเลี้ยงอาหารค่ำ (1)



บนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านนอกลาน มีชายร่างผอมผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังกิ่งไม้ เขารู้สึกตกใจ เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของไป๋หยาน  หรือข้าจะถูกนางค้นพบเข้าให้แล้ว เขารู้สึกอ่อนล้าจากก้นบึ้งของหัวใจขึ้นมาทันที

นี่เขาโดนนางขยะเปียกนี่พบตัวจริง ๆ กระนั้นรึ ?

"พี่ใหญ่..." ไป๋เซียวกำลังจะเอ่ยถามถึงเรื่องของไป๋เสี่ยวเฉิน ทว่าเขาก็เห็นไป๋หยานยกนิ้วชี้ขึ้นมาวางที่ริมฝีปาก เพื่อปรามเขา นัยน์ตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย

"เสี่ยวมี่ ไปจัดการแมลงวันตัวนั้นหน่อยซิ"

 "เมี้ยว..."

เสี่ยวมี่ร้องรับ พร้อมกับพุ่งตัวออกไปจากลานบ้าน

ไป๋เซียวนิ่งงันไปชั่วครู่ และทันทีที่กลับมารู้สึกตัว หัวใจของเขาก็แทบจะทะลุออกมานอกอก

"อ๊าก !"

บนต้นไม้ใหญ่ชายร่างผอม หล่นลงมากระแทกพื้นดังสนั่น
ลำคอของเขาถูกกัดกระทั่งเห็นรอยเขี้ยว เลือดไหลพรั่งพรูออกจากบาดแผลนั้น โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาตายทั้งที่ยังลืมตาโพลง

"แหวะ ถุย ถุย ถุย"

เสือขาวน้อยเดินเข้าทางประตูหน้าบ้านอย่างภาคภูมิ เขาถุยเลือดที่คาวเต็มปากลงกับพื้น จากนั้นก็ยกอุ้งเท้าขึ้นเช็ดมุมปาก” แล้วก็เริ่มบ่นว่า "เลือดของมนุษย์น่าขยะแขยงจะตาย ข้าชอบเนื้อตุ๋นของนายหญิงมากกว่า !"

ไป๋เซียวซึ่งกำลังตกตะลึงในความแข็งแกร่งของเสี่ยวมี่ กระทั่งนิ่งอึ้งกล่าววาจาใดไม่ออก ยิ่งมาได้ยินเสี่ยวมี่ซึ่งเป็นเสือขาวเจรจาภาษามนุษย์อีก เขาก็ยิ่งตะลึงงันจนแทบจะสิ้นสติ

“พี่ใหญ่…” ถึงตอนนี้ไป๋เซียวอยากจะร้องไห้ ทว่าก็ไร้ซึ่งน้ำตา “เหตุใดแมวน้อยจึงพูดได้ ?”

ไป๋หยานมองเสี่ยวมี่ "ก็เพราะมันเป็นสัตว์อสูร"

ต่อหน้าไป๋เซียวผู้ซึ่งเป็นน้องชาย ไป๋หยานไม่บังคับให้เสี่ยวมี่ต้องปิดบังตัวตนอีกต่อไป อย่างไรเสียไป๋เซียวก็จะต้องรู้เรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็ว

“ทว่าในอาณาจักรนี้มีสัตว์อสูรไม่มากนักที่สามารถเจรจาภาษามนุษย์ได้ อีกทั้งสัตว์อสูรพวกนั้นก็ไม่เชื่องเช่นนี้ด้วย”

แท้ที่จริง สัตว์อสูรในอาณาจักรนี้นับว่ามีเกียรติมาก เพราะพวกมันสามารถช่วยมนุษย์ต่อสู้ ทั้งยังช่วยงานอื่น ๆ ได้อีกมากมาย หากแต่โชคไม่ดีที่พวกมันเลี้ยงไม่เชื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์อสูรที่สามารถเจรจาภาษาคนได้ยิ่งเลี้ยงไม่เชื่องเลย

เช่นนี้จะไม่ให้ไป๋เซียวตกใจได้อย่างไร ?

"เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่า มันเป็นเรื่องแปลกที่น่ายินดี ?" ไป๋หยานยักไหล่พร้อมกับยิ้ม

เรื่องแปลกที่น่ายินดีรึ ?

“หากหัวใจของข้าไม่แข็งแรงพอ ข้าคงตกใจตายไปแล้ว เอาล่ะ ก่อนอื่นบอกข้าก่อนว่าเฉินเอ๋อเป็นลูกของพี่จริง ๆ หรือไม่ ?”

ไป๋หยานมองจ้องตาน้องชายนาง ประกายแวววาวฉายเด่นในดวงตาของเขา นางพยักหน้า "อืม...เขาชื่อ...ไป๋เสี่ยวเฉิน เขาเป็นบุตรชายของข้า ! แต่ข้าไม่อยากให้ผู้ใดรู้เรื่องของเขา"

ถึงตอนนี้ ไป๋เซียวก็เข้าแล้วว่า เหตุใดไป๋เสี่ยวเฉินถึงเพ่งเล็งไป๋จื่อ

ก็ซาลาเปาน้อยนั่นเป็นลูกของพี่สาวเขานี่เองเล่า

"พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะปกป้องเขาเช่นเดียวกับที่พี่ปกป้อง"

บัดนี้ไป๋เสี่ยวเฉินล้างหน้าเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าผ่องใสราวหยกของเขา ครั้นเทียบกับใบหน้าที่ดูสกปรกเมื่อครู่แล้ว ยามนี้น่าฟัดยิ่งขึ้นไปอีก

ไป๋เซียวมองท้องฟ้าที่เริ่มจะมืดลง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปลี่ยนเป็นเบื่อหน่าย  “ข้าออกมานานมากแล้ว ควรจะกลับเสียที”

“เรื่องระหว่างเฉินเอ๋อกับนาง ป่านนี้ไป๋จื่อคงจะไปฟ้องไป๋เฉิงเซียงเรียบร้อยแล้วล่ะ ตามความคิดข้า เจ้าไม่ควรกลับไปบ้านสกุลไป๋อีก” ไป๋หยานขมวดคิ้ว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย

ไป๋เซียวส่ายศีรษะปฏิเสธ  "ข้าเป็นบุตรชายเพียงผู้เดียวของไป๋เฉิงเซียง อย่างมากเขาก็แค่ตะคอกดุด่าข้า ไม่ทำอะไรข้าหรอก พี่ใหญ่ ข้าเคยบอกแล้วว่า ข้าจะทวงทุกสิ่งทุกอย่างของเราคืนจากหยูหรงและลูก ๆ ของนาง !"

ไป๋หยานเปิดปาก อยากกล่าวคำโน้มน้าวให้น้องชายเปลี่ยนใจ แต่ครั้นเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของเขาแล้ว นางก็กล่าวคำใดไม่ออก

"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าสามารถมาหาข้าที่นี่ได้ ที่นี่ไม่มีผู้ใดสามารถทำอันตรายเจ้าได้อย่างแน่นอน"

“ตกลง” ไป๋เซียวรับคำพร้อมรอยยิ้ม เขาโน้มตัวลง ขยี้ผมไป๋เสี่ยวเฉินอย่างเอ็นดู “เฉินเอ๋อ น้าไปก่อนนะ แล้ววันหน้าน้าจะมาหาเจ้าอีก”



***จบบท งานเลี้ยงอาหารค่ำ (1)***

หน้า: [1] 2 3 ... 8
SMF spam blocked by CleanTalk