แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - น้องหญิงน้อย (ผู้แปล)

หน้า: [1] 2 3 ... 17
1
บทที่ 1 : เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต --เกาะแข้งเกาะขาไว้ให้มั่น !



" ใน Jiangcheng ชะตากรรมของตระกูล Lin ได้รับการพูดถึงอยู่เสมอ

    "พวกเขาคิดว่าพวกเขาเลือกผู้สนับสนุนที่ดี แต่พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าลูกเลี้ยงง่อยจะชนะ

    ตระกูลฟู่ฮ่า ๆ ๆ !" สมควรแล้ว! "

    " ตอนนี้ฟู่หมิงเฉินมีพลังมากขนาดนี้ใครจะกล้ายั่วยุหลินเฉิงเหอ ที่หนีออกมา ... ไม่ช้าก็เร็วจะถูกจับและทรมาน! "

    " ... "

    ไม่มีใครรู้ว่าครอบครัวของมิสลินคนที่สองที่หลบหนีได้กลับมาอย่างไม่คาดคิดในช่วงเวลาที่ทุกอย่างจะกลับคืนมาได้หลังจากชีวิตที่ถูกขโมยไปห้าปี

    ......

    หลินเฉิงเหอแอบเข้าไปในอาคารเรียนกฎหมายในวันลงทะเบียนของอ.

    เมื่อมองผ่านชั้นต่างๆเมื่อฉันปีนขึ้นไปบนชั้นสามในห้องทำงานที่มุมบันไดฉันก็ได้ยินคนพูดถึงชื่อของ Fu Mingchen

 


    "ถ้าไม่ใช่เพราะภูมิหลังครอบครัวเขาจะมาที่โรงเรียนของเราในฐานะศาสตราจารย์พิเศษได้ไหม?"

 


    "ไม่ถูกต้องคนประเภทนี้ล้วนอาศัยพื้นฐานครอบครัวของเขาเพื่อผ่านประตูหลังนี้มันขึ้นอยู่กับความสามารถที่แท้จริงของเขา ... ผู้ชายง่อยมีคุณสมบัติอย่างไร?"

 


    "ใครทำให้ผู้นำโรงเรียนหันมาหาเขานอกจากนี้ยังมีนักเรียนหญิงที่เลือกชั้นเรียนของเขาทุกครั้งที่พวกเขาดูดีและอัตราการเลือกชั้นเรียนของเขาสูงที่สุดในปีที่แล้ว!"

    หลินเฉิงเหอย่นคิ้ว

    โดยไม่คาดคิดวันก่อนที่ Fu Mingchen รู้สึกอึดอัดมากก่อนที่เขาจะเข้ายึดอำนาจ

    ต้องเป็นข่าวลือที่ทายาทคนอื่นของตระกูล Fu Fu Houjin ส่งมาซึ่งทำให้เกิดสถานการณ์ปัจจุบัน

 


    ตามเป้าหมายของเธอในการจับต้นขาของเธอตอนนี้ Fu Mingchen จะเป็นผู้มีพระคุณของเธอในอนาคตได้อย่างไรและเธอต้องยืนหยัดและปกป้องคำพูดสองสามคำเมื่อผู้มีพระคุณนินทาลับหลัง

    เขาไม่ลืมที่จะเคาะประตูอย่างสุภาพและโดยไม่คำนึงถึงปฏิกิริยาของคนในสำนักงาน Lin Chenghe ก็เปิดประตูและเดินเข้าไป

 


    มีครูผู้ชายสามคนนั่งอยู่ข้างในคนหนึ่งมีศีรษะล้านคนหนึ่งมีพุงเบียร์และอีกคนหนึ่งมีหูใหญ่พวกเขายังไม่แก่เกินไปที่จะดู แต่รูปลักษณ์นี้ดูไม่ค่อยดีนัก

    "คุณเป็นใคร"

    พวกเขาทั้งสามคนต่างตกใจ แต่พวกเขาก็รีบหลบหน้าหึงหวง

    Lin Chenghe ยิ้มเล็กน้อย: "อาจารย์สามคนฉันเป็นน้องใหม่ในภาควิชาภาษาจีนของมหาวิทยาลัย A Lin Chenghe"

 


    "คุณมาจากแผนกภาษาจีนคุณกำลังทำอะไรอยู่ในอาคารสำนักงานโรงเรียนกฎหมายของเรา"

    "รายงานต่อครูฉันจะหาใครสักคน"

    ใบหน้าของ Lin Chenghe หลอกลวงมากอย่างน้อยก็ในสายตาของคนนอกก็คือ ไม่เพียง แต่ Mingyan และเคลื่อนไหว แต่ยังมีความไร้เดียงสาและสดใสของหญิงสาว

    ทัศนคติของครูหลายคนดีขึ้นเล็กน้อย

    ครูบัลดิงกล่าวว่า: "คุณกำลังมองหาใครฉันสามารถช่วยคุณถามได้"

    Lin Chenghe ยืนอยู่ข้างประตูยิ้มกว้าง: "เพียงแค่มองหาคนที่เดินผ่านประตูหลังโดยอาศัยพื้นหลังและไม่ตรงกัน ความอาวุโสที่คุณเพิ่งพูด Fu Mingchen เป็นแขกรับเชิญศาสตราจารย์ - ฉันไม่รู้ว่าอาจารย์ชื่ออะไรตอนนี้ฉันจะเรียกคุณว่าอย่างไร? "

    การเปลี่ยนแปลงในการแสดงออกของทั้งสามเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

    มีการระเบิดของสีน้ำเงินและการระเบิดของสีม่วงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและดูเหมือนว่ายังมีลมหายใจติดอยู่ในหีบของพวกเขาและไม่สามารถออกมาได้

    ตอนนี้หลินเฉิงเหอเดาได้ว่าคนเหล่านี้ต้องมีอายุมากกว่าฟู่หมิงเฉิน แต่พวกเขาไม่ได้เป็นอาจารย์รับเชิญเช่นฟู่หมิงเฉินดังนั้นพวกเขาจึงอิจฉาโดยธรรมชาติ

    นับเวลานี้ฟู่หมิงเฉินอายุเพียงยี่สิบห้าปีเขายังเด็กและมีความสามารถจริงๆคนเหล่านั้นในชีวิตก่อนหน้านี้จะเพิกเฉยต่อศักยภาพที่แข็งแกร่งของฟู่หมิงเฉินได้อย่างไร?

    ตาบอดจริงๆ!

    หลังจากที่ครูชายท้องเบียร์กลายเป็นสีแดงในที่สุดเขาก็หายใจไม่ออก: "เราไม่รู้ว่า Fu Mingchen อยู่ที่ไหนคุณไปหาเขาด้วยตัวเองและคนที่คุณเพิ่งได้ยินคุณไม่ควรออกไปพูดเรื่องไร้สาระไม่เช่นนั้นจะ ระวังคุณด้วย ... "

    หลินเฉิงเหอแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา:" ฉันจะพูดเรื่องไร้สาระได้อย่างไรฉันได้บันทึกทุกสิ่งที่คุณพูดไว้แล้วตอนนี้ถ้ามีหลักฐานฉันจะไม่เรียกว่าเรื่องไร้สาระใช่มั้ย? "

    อาจารย์ทั้งสาม ตอนนี้ทุกคนต่างหวาดผวา

    ในขณะนี้หลินเฉิงเหอได้ยินเสียงหัวเราะสั้น ๆ อย่างรวดเร็วอยู่ข้างหลังเธอซึ่งหายวับไปทำให้เธอเกือบจะสงสัยในหูของเธอ

    หลังจากที่เธอหันหัวไปโดยไม่รู้ตัวรูม่านตาของเธอก็ถูกล็อคอย่างแน่นหนาและริมฝีปากสีดอกกุหลาบของเธอก็กว้างขึ้นเล็กน้อย

    ฟู่, ฟู่หมิงเฉิน ... ต่อมาสิ่งนี้โหดร้ายกระหายเลือดและโหดเหี้ยมและกระหายเลือดเหมือนปีศาจนรก ...

    ในขณะนี้เขาถือไม้ค้ำยันสีเทาเข้มด้วยมือของเขาและไม้ค้ำก็สลักไว้ที่ด้านล่าง - คำจารึกที่ซับซ้อนและซับซ้อนนั้นลึกลับราวกับเขาเป็น ...

    ฟู่หมิงเฉินมีใบหน้าที่สวยงามที่ทำให้ผู้คนหลงใหลลักษณะใบหน้าของเขาดูลึกซึ้งและเย็นชาคิ้วของเขาเหมือนดาบและริมฝีปากของเขาเหมือนดาบ แต่ล้อมรอบด้วย ความหดหู่น่ากลัวรอบกายสูงของเขา

    Lin Chenghe ตกตะลึง

    หลังจากที่ได้เห็นลักษณะ Fu Mingchen ของครูที่เคี้ยวลิ้นของพวกเขาแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ลนเพิ่มเติมได้ที่: "Master Fu ทุกอย่างเป็นความเข้าใจผิดเพียงแค่ตอนนี้ ..."

    "ใช่มันคือทั้งหมดที่ความเข้าใจผิด".

    "อย่าคิดว่า

    มากเกินไปเกี่ยวกับมันมาก !” พวกเขาไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ Fu Mingchen มาถึงดังนั้นพวกเขาจึงสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

    Lin Chenghe ได้เห็น Fu Mingchen อีกครั้งหลังจากผ่านไปหลายปีและมันยากที่จะอธิบายความรู้สึกของเขา

    บอกว่าเกลียด? ไม่เลยสิ่งที่ครอบครัวของเขาทำกับเขาในตอนนั้นก็สมควรที่จะจบลงอย่างนั้น

    ความกลัวเชื่อมโยงกับความอยากเข้าใกล้ทำให้หลินเฉิงเหออ้าปากพูดอะไรไม่ออก

    การจ้องมองที่เย็นชาและเฉยเมยของฟู่หมิงเฉินอยู่ที่เธอเพียงชั่วครู่จากนั้นกล่าวกับอาจารย์ทั้งสามว่า: "เนื่องจากเป็นเรื่องเข้าใจผิดจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้"

    หลินเฉิงเหอไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะทนได้เพื่อ ตอนนี้ค่อนข้างไม่เต็มใจพูดว่า: "แต่พวกเขาแค่ ... "

    ผ่านไปครึ่งทางพวกเขาก็หยุดทันทีในสายตาที่มืดมนของฟู่หมิงเฉิน

    เธอบังเอิญถูกครูที่ไม่รู้จักผลักออกจากห้องทำงานและประตูด้านหลังของเธอก็ปิดลงอย่างแรง

    หลินเฉิงเหอตบประตูอย่างไม่เต็มใจและขู่เสียงดัง: "อาจารย์หลายคนเจ้าต้องระวังกัดลิ้นตัวเองหลังจากเคี้ยวรากลิ้นจากด้านหลัง!"

    ฟู่หมิงเฉินจ้องไปที่เธอดวงตาของเขากระพริบด้วยความมืด

    จากนั้นเขาก็ออกคำสั่ง: "มากับฉัน"

    ไม่มีความอบอุ่นใด ๆ และเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง




***จบบท เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต --เกาะแข้งเกาะขาไว้ให้มั่น !***

2
สารบัญชีวิตจะรุ่ง ต้องมุ่งเกาะชายชุดดำ









ชื่อไทย : ชีวิตจะรุ่ง ต้องมุ่งเกาะชายชุดดำ
ชื่อจีน :  抱上黑化大佬的大腿后
Author : 香菜牛肉饺子
นิยายแนว : modern romance
ผู้แปล : สหายกู๋
สถานะ : กำลังแต่ง


ทำความเข้าใจก่อนอ่าน...

นิยายเรื่องนี้แปลจาก Google translate เพื่ออ่านฟรีเท่านั้น





เนื้อเรื่องโดยย่อ

ตระกูลหลินยืนอยู่ในแนวที่ไม่ถูกต้องและทำสิ่งเลวร้ายทั้งหมดและถูกบังคับให้ไปสู่ทางตัน หลินเฉิงเหอลูกสาวของตระกูลหลินเกิดใหม่เมื่ออายุสิบแปดดังนั้นเธอจึงรีบกอดต้นขาของเธอในขณะที่ชายร่างใหญ่ยังไม่เปลี่ยนเป็นสีดำ! ใช้ทักษะการเกิดใหม่เพื่อวางสายเล็กน้อยสวมเสื้อคลุมลึกลับหลายตัวเปลี่ยนชะตากรรมของครอบครัวและทำเงินได้มากมาย แต่ ... ฉันแค่อยากเป็นขาหมาของคุณแทนที่จะถูกกดทับ กำแพงที่จะจูบคุณอะไรนะ? เหรอ? เหรอ? [ตระกูล Lin เคยยืนอยู่ในแนวเดียวกับโสเภณีของตระกูล Fu และรีบฆ่า Fu Mingchen ตอนนี้ลูกชายที่ถูกทอดทิ้งของเขาถูกควบคุมตระกูล Lin ต้องโชคดี! 【ด้วยอารมณ์เย็นชาร้ายกาจและร้ายกาจของ Fu Mingchen ตระกูล Lin ไม่มีใครหนีไปได้โดยเฉพาะ Lin Chenghe ฉันได้ยินมาว่าเธอเคยดูถูก Fu Mingchen ... 】ผู้คนนับไม่ถ้วนรอวันที่จะชมการแสดงดีๆ พระสังฆราชแห่งตระกูลฟู่ที่ใช้ความรุนแรงต่อหน้าสื่อนับไม่ถ้วนโอบกอดผู้หญิงไว้ในอ้อมแขนของเขาและประกาศอย่างอ่อนโยน: [หลินเฉิงเหอภรรยาของฉันภรรยาของพระสังฆราชแห่งตระกูลฟู่ ทุกคนสามารถดูแลฉันได้เธอเป็นคนเดียวในชีวิตนี้ ] คนที่ย่ามใจ:? เหรอ? ถ้าคุณพูดดีแก้แค้นพูดดีๆระวังตอบตกลงคุณจะได้รับผลกรรม! ! โกหก!





บทที่ 1 : เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต --เกาะแข้งเกาะขาไว้ให้มั่น !





ติดต่อหรือให้การสนับสนุนได้ที่ Inbox เพจนิยายแปลออนไลน์

3


ตอนที่ 181 เจ้าหลอกข้า?!



เกอซีชักแท่งเข็มเงินขึ้น ฉีกเสือด้านนอกของชายหนุ่มออกเผยมัดกล้ามเนื้อบนแผงอกที่แข็งแกร่งสมบูรณ์

ฝ่ามือน้อยๆ ที่อุ่นร้อนแตะสัมผัสลงไปตามจุดฝังเข็มทั่วแผ่นอก แท่งเข็มทั้งชุดถูกกดปักแทรกลงไปบนเส้นชีพจรสู่หัวใจของชายหนุ่ม

ฉับพลันนางได้ยินเสียงห้าวลึกดังขึ้นเบาๆ ที่ข้างกกหู “ไม่คิดเลยว่าซีเอ๋อจะใจดีถึงเพียงนี้”

นางรีบเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงงจึงสบเข้ากับใบหน้าเปื้อนยิ้มเปี่ยมเสน่หาของหนานกงยวี่

แม้ดวงหน้านั้นจะยังคงซีดเซียว ทว่าประกายตายังสื่อความรู้สึกได้อย่างชัดเจน นี่เขาไม่ได้หมดสติเฉียดตายเมื่อครู่ล่ะหรือ?

“เจ้าหลอกข้าหรือ?!” นางถลึงตาขมวดคิ้วเข้มด้วยแทบไม่อยากเชื่อ


จอมกะล่อน! แล้วเมื่อครู่นางหวั่นกังวลสิ่งใดกัน เขาถึงกับคุมให้ชีพจรในการเต้นผิดปกติ…. ชายผู้นี้น่าชังนัก เขาจงใจต้มนางจนเปื่อย!

เกอซีลุกพรวดหันหลังกลับด้วยสีหน้าเย็นชา

หนานกงยวี่รีบรั้งแขนนางไว้ “ซีเอ๋ออย่าเพิ่งไป!”

หากเกอซีคิดจะสะบัดมือออกย่อมง่ายดายยิ่ง เพียงไม่คิดเลยว่าหนานกงยวี่จะรวบรวมพลังปราณที่เหลือแค่เพียงน้อยนิดของตนเพื่อรั้งนางไว้ พลังในกายที่เหลืออยู่แค่เพียงเล็กน้อยส่งผลให้ฝ่ามือของชายหนุ่มเย็นเฉียบพลังชีวิตที่ไหลเวียนในกายบางเบาอย่างน่าใจหาย

“เจ้าบ้าไปแล้วรึ! หยุดใช้พลังแล้วปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้! อยากตายหรือไง?”

“ไม่ ซีเอ๋อต้องรับปากข้าก่อนว่าจะไม่ไป!”

ความว้าวุ่นใจเผยผ่านออกมาทางดวงหน้าของหญิงสาวด้วยเกรงว่าหากเขายังดึงดันเช่นนี้ต่อไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต นางรีบตอบกลับในทันที “ได้! ข้ารับปาก!”

ด้วยถ้อยวาจานี้ ชายหนุ่มจึงยอมคลายมือออกพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนแรงบางเบาบนมุมปาก “ซีเอ๋อ ยากนักหรือที่เจ้าจะยอมรับว่าเจ้าเองก็มีความรู้สึกกับข้าเช่นกัน?”

เพียงกล่าวจบเปลือกตาทั้งคู่ของเขาก็ทาบกันสนิท ครานี้เขาหมดสติไปแล้วจริงๆ

เกอซียังคงยืนนิ่งจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของชายหนุ่มด้วยสมองที่อื้ออึง เมื่อเห็นสีหน้าของเขายังคงเฉกเช่นเดิมนางจึงสามารถถ่ายถอนหายใจออกมาได้อย่างโล่อก



*****



แม้จะนึกโกรธที่หนานกงยวี่แกล้งหลอกตน แม้จะรู้ว่าอาการของเขายามนี้ไม่น่าห่วงกังวลมากนัก ถึงกระนั้นนางยังต้องให้การดูแลใส่ใจ และคำนึงถึงความปลอดภัยของเขาเป็นอันดับแรก

เกอซีสั่งให้ชิงหลงไปตระเตรียมห้องที่บรรจุหินผลึกเพลิงที่ร้อนระอุเข้มข้นด้วยขุมพลัง รวมถึงอ่างไม้พร้อมน้ำร้อน และสิ่งอันจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการรักษาดังเช่นเมื่อวันก่อน

หากจะเทียบกันแล้วโอสถในครานี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนเล็กน้อย เดิมทีเดียว อาการของหนานกงยวี่นับว่าดีขึ้นมากแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มตัวยา เช่นนั้นเกอซีจึงปล่อยให้ชิงหลงเป็นผู้ตระเตรียมทั้งหมด ทว่าผู้ใดใช้ให้เขาทำตัวบ้าระห่ำควบกลั่นพลังในกายออกมาเช่นนี้เล่า

เกอซีจึงต้องหยิบขวดกระเบื้องเคลือบจากมิติเวทอย่างไม่มีทางเลือก นางเทโอสถที่ปรุงเก็บไว้ไม่นานมานี้ลงในอ่างไม้

สิ่งที่อยู่ในขวดกระเบื้องเคลือบนี้นับเป็นสิ่งด้อยมูลค่าราคานักหากจะเทียบกับของวิเศษทั้งหลาย ทั้งนางก็จดจำไม่ได้ว่าตนได้มันมาจากที่ใด แม้มันจะสามารถบรรจุของแข็งได้ในปริมาณที่จำกัดหากทว่าสามารถบรรจุของเหลวได้ในปริมาณหลายตันเลยทีเดียว

โอสถน้ำนี้เกอซีเตรียมไว้เมื่อคืนในระหว่างที่ยังพอมีเวลาว่าง ตัวยาเคี่ยวมาจากสมุนไพรเวทที่ต้านต้านช่วยปลูกชุบชีวิตขึ้นใหม่ ประสานรวมเข้ากับทิพย์ธาราแห่งความโดษชั้นเก้าประสิทธิภาพของตัวยาจึงเข้มข้นกว่าโอสถเมื่อวานนี้ถึงพันเท่า

เพียงทว่าร่างกายของผู้ฝึกยุทธขั้นธรรมดาล้วนไม่อาจทนต่อความแรงของตัวยาได้ เช่นนั้นเกอซีจึงยังไม่เคยนำมันออกใช้เลยสักครา

ชิงหลงนำหนานกงยวี่หย่อนลงในอ่างน้ำโอสถตามคำชี้แนะของเกอซีจากนั้นจึงเขยิบกายไปด้านข้างเพื่อเฝ้าดูหญิงสาวนำแท่งเข็มเงินออกมาปักแทรกลงไปตามจุดสำคัญบนร่างกายของหนานกงยวี่ทีละเล่ม

เแท่งเข็มเงินจำนวนมากถูกฝังลงบนร่างของชายหนุ่ม กลุ่มอายควันเริ่มระเหยออกจากเรือนกาย ภายในห้องซึ่งเดิมทีเต็มไปด้วยความร้อนระอุ ยามนี้อุณภูมิกลับค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามปริมาณของกลุ่มควัน

สืบเนื่องมาจากพิษเหมันต์ในร่างของชายหนุ่มกำลังถูกบีบเค้นให้ปลดปล่อยตนออกมา

เกอซีส่งขวดกระเบื้องเคลือบในมือให้ชิงหลง “สีน้ำโอสถเจือจางลงเมื่อใด ให้เปลี่ยนน้ำแล้วเทโอสถในขวดนี้ตามลงไปอีก ทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องอีกสามวัน อาการของหนานกงยวี่ย่อมจะคืนสู่ภาวะปกติ”

ชิงหลงรับขวดโอสถพร้อมเอ่ยคำอย่างเร็วรี่ “พระชายา ยามนี้อาการของนายท่านยังไม่อาจวางใจ หวังว่าท่านจะยอมรั้งอยู่ที่นี่ จนกระทั่งนายท่านจะรู้สึกตัวตื่นขึ้น”




***จบตอน เจ้าหลอกข้า?!***

4


ตอนที่ 145 พิษเหมันต์


ผู้ที่ยืนถัดไปจากซวนหวู่นั้นคือบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหล่าสดใสกระจ่างในอาภรณ์สีจันทร์นวล ชายผู้ให้ความรู้สึกที่เยียบเย็นประดุจรูปสลักเสลาจากแท่งน้ำแข็ง เพียงท่าทางการยืนที่แสดงออก ล้วนสามารถทำให้ผู้ได้พบเห็นต้องหลีกกายให้ไกลห่าง

สัญชาตญาณบอกกับเกอซีว่าบุรุษผู้นี้ทรงพลังอย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าชิงหลง ทั้งยังมีจิตใจเย็นยะเยือกหมางเมินไร้ความรู้สึก เพียงไม่อาจคาดเดาได้ว่าคนผู้นี้คือใคร

เมื่อสายตาของนางเบี่ยงไปถึงบุรุษคนที่สาม หญิงสาวกลับต้องชะงักค้างไปเล็กน้อยเนื่องเพราะนางย่อมเคยประสบพบเจอชายผู้นี้มาก่อน แม้ในห้วงแห่งความทรงจำจะไม่มีสิ่งน่าประทับใจชื่นชมใด ทว่าเขาผู้นี้ย่อมต้องเป็น หวูอวี้ผู้ดำเนินการขายสินค้าออกทอดตลาดภายในหอรื่นรมย์ผู้นั้น

ชายหนุ่มย่อมสังเกตเห็นสีหน้าแปลกประหลาดใจของเกอซีที่เผยผ่านเมื่อสายตาของนางชะงักหยุดที่ตน มุมปากของเขาขยักยกยิ้ม ภายใต้แววตาที่นิ่งสงบนั้นซุกซ่อนความล้ำลึกอย่างมิอาจมีผู้ใดคาดเดาล่วงรู้ความนึกคิดจิตใจของชายผู้นี้

ชิงหลงปรี่ตรงเข้าหาหญิงสาวทันทีที่นางมาถึงโดยไม่แม้เพียงกล่าวเอ่ยต้อนรับ “เชิญท่านตามข้ามา”

ชั่ววูบบานประตูถูกผลักออก หญิงสาวก้าวฝีเท้าตามอีกฝ่ายเข้าไปด้านใน แค่เพียงเหยียบยย่างเข้าสู่อาณาเขตห้อง ความร้อนระอุพลันระเบิดจู่โจมถาโถมเข้าหา

หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นพร่างพรายกระจายทั่วผืนหน้าผาก หว่างคิ้วของนางจิกเข้าหากันเกิดเป็นร่องลึก เกอซีรีบรวมรวมพลังปราณวารีเพื่อต้านทานแรงความร้อนที่กลั่นควบแน่นอัดระอุอยู่ภายในห้อง ความรู้สึกอึดอัดที่พลุ่งพลานภายในกายจึงค่อยคลายลงไปได้

เมื่อชิงหลงรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังอันบริสุทธิ์ที่เปล่งรัศมีออกรอบกายของหญิงสาว ในแววตาของเขาฉายประกายแห่งความประหลาดใจขึ้นเล็กน้อยก่อนคำเอื้อนเอ่ยจะเปล่งออกมา “พิษเหมันต์ในร่างของนายท่านคล้ายเริ่มคืบคลานเข้าสู่หัวใจ แม้พวกเราจะพยายามกระทำทุกหนทางเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของพิษ ทว่ากลับสามารถบรรเทาลงได้แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

เพียงครู่ คนทั้งสองก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเตียงนอนขนาดใหญ่ กลุ่มควันกระจายกลบไปทั่วทุกมุมห้อง อุณหภูมิภายในเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงท่ามกลางกลุ่มหมอกควันที่ล่องลอยไปทั่วทั้งชั้นบรรยากาศนั้นคือ หนานกงยวี่

เพียงคราแรกที่ได้เห็นชายหนุ่ม นัยน์ตาของเกอซีพลันหรี่เล็กลง

บุรุษผู้หลับใหลอยู่กลางเตียงสวมใส่เพียงเสื้อคลุมเส้นไหมสีขาวละเอียด ปลายผมของเขาปล่อยสยายอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิท ใบหน้าที่หล่อเหลานั้นประดุจดั่งรูปหยกสลักเสลาจากแดนสรวง แม้ภายในห้องจะร้อนรุ่มแผดเผาราวเพลิงไหม้ ทว่าดวงหน้าของเขากลับไร้สีเลือด ใบหน้านั้นซีดขาวคล้ายถูกแช่แข็งด้วยความเย็นยะเยือกจนโปร่งใส

เกอซีไม่เคยพบเห็นหนานกงยวี่ในสภาพเยี่ยงนี้มาก่อน

ในความทรงจำที่ประทับอยู่ในห้วงใจ หนานกงยวี่คือบุรุษสูงศักดิ์งามสง่าผู้เปี่ยมล้นไปด้วยแรงดึงดูดจิตใจปานประดุจมารปีศาจ บุรุษบ้ากามที่หน้าหนาอย่างเหลือทน ทว่าเขาในยามนี้กลับดูอ่อนแอเปราะบางปานประหนึ่งสามารถแตกสลายไปกับมือแค่เพียงได้รับการจับต้องสัมผัส

เย็นเฉียบ! ฝ่ามือของเกอซีสั่นสะท้านทันทีที่นางหยิบยกข้อมือของอีกฝ่ายขึ้น ความรู้สึกปานประดุจนางกำลังสัมผัสกับชิ้นหยกที่เพิ่งนำออกมาจากจุดเยือกแข็ง เยียบเย็นถึงเพียงนี้ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสล้วนสามารถจินตนาการได้ว่ามันสามารถสร้างความหนาวสั่นสะท้านไปถึงชั้นกระดูกได้มากเพียงไร

จิตใจของเกอซีจดจ่ออยู่กับการถ่ายทอดกระแสพลังตรงเข้าสำรวจตรวจตราลักษณะการเต้นของเส้นชีพจรก่อนจะค่อยๆ แทรกกระแสพลังถ่ายเทลงสำรวจตลอดทั่วทั้งร่างของอีกฝ่าย

หลังจากนางนิ่งค้างอยู่ในท่าการตรวจรักษาเช่นนี้นานกว่าชั่วเผาก้านธูป คิ้วทั้งสองของนางกลับยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ชิงหลงผู้เฝ้าคอยสังเกตการณ์อย่างไม่วางตาย่อมเห็นอาการกระวนกระวายร้อนใจของผู้ที่ให้การตรวจรักษา สีหน้าของเขาค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปทีละน้อยคล้ายความร้อนไหม้กำลังค่อยๆ แผดเผาตัวเขายิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้หลายครั้งที่ความรุ่มร้อนภายในใจเรียกร้องให้เขาเอ่ยแทรกถามเกอซีถึงอาการเจ็บป่วยของนายท่าน ทว่าด้วยเกรงว่าการรบกวนกระบวนการรักษาอาจส่งผลร้ายต่ออาการของนายท่าน ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงกล้ำกลืนวาจา และเฝ้ารอเพียงเท่านั้น

ทว่าเมื่อความอดทนของเขาเกือบจะพ้นขีดจำกัด เกอซีพลันคลายฝ่ามือของตนออก หากแต่ริ้วรอยอาการยับย่นในหว่างคิ้วกลับมิได้ลดคลาย


ชิงหลงรีบเอ่ยถามด้วยความร้อนรน “นายท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ยังสามารถเยียวยารักษาได้หรือไม่?”

แม้หากท่านหมอซียอดอัจฉริยะผู้สามารถให้การรักษาโอวหยางฮ่าวเซวียนยังถึงความสิ้นหวัง เช่นนั้นพวกเขาคงไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกไปเสียจากต้องร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสแห่งสหพันธ์แพทย์ และคนผู้นั้นย่อมต้องเป็นท่านอาจารย์ของจูเฉวี่ย

ทว่าหากเรื่องต้องดำเนินไปเช่นนั้นจริง สภาพร่างกายของนายท่านย่อมถูกเปิดเผยสู่ภายนอก และหากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าตำหนักราชันมัจจุราชคงมิอาจรักษาสถานภาพอันสูงส่งเหนือโลกหล้าได้อีกต่อไป อีกทั้งผลพวงจากสิ่งนี้ย่อมกลายเป็นการเชื้อเชิญหายนะมาสู่นายท่านอย่างแน่นอน

แค่เพียงคิด ฝ่ามือของชิงหลงก็จับกำกระบี่แน่น แววตาคู่นั้นจับจ้องไปยังเกอซีด้วยความคาดหวังอย่างแรงกล้าโดยที่แม้กระทั่งเขาเองก็ยังมิทันรู้ตัว




***จบตอน พิษเหมันต์***

5


ตอนที่ 180 ชายหญิงไม่ควรสัมผัสต้องกาย



“ปลอบขวัญอะไร?”
“จูบข้าสักครา”

มุมปากเกอซีกระตุกทันที “ฝันไปเถิด เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่าชายหญิงไม่ควรสัมผัสต้องกาย?”

“ที่กล่าวว่าชายหญิงไม่ควรสัมผัสต้องกายนั้นหมายถึงผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันไม่ใช่หรือ?” หนานกงยวี่คลี่ยิ้มเผยคำ “เจ้าคือชายาของเปิ่นหวาง เราจะไม่เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร? นี่ยังไม่นับรวมที่เราทั้งคู่ต่างทั้งกอดทั้งจูบกันมาแล้วด้วยซ้ำ…..”

ขณะที่กล่าวเขายังยื่นนำเสนอหน้าตนเองเข้ามาใกล้คล้ายจะบอกเป็นนัยว่า ‘ข้าพร้อมแล้ว’

นางแทบจะหลุดหัวเราะออกมาเพราะความหน้าหนาของชายผู้นี้ นางไม่รู้จริงๆ ว่านี่คืออุปนิสัยที่แท้จริงของเขาหรือสิ่งที่เห็นเพียงเพราะผลข้างเคียงจากอาการป่วยทำให้การทำงานของสมองรวนเร

“ผู้ใดเกี่ยวพันกับเจ้า? เลิกฝันเฟื่องว่าความรักของเจ้าจะสมหวังมีอีกฝ่ายที่พร้อมจะทุ่มรักอย่างสุดใจได้แล้ว ข้าหาได้สนใจเจ้าไม่!”

ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ ความขุ่นเคืองแม้เพียงน้อยไม่ปรากฏ กลับกันเขาเพียงยื่นนิ้วมาดีดปลายจมูกงอนงามของนางเบาๆ “ร้ายนัก! ย่อมได้ เมื่อเจ้าไม่ยอมจูบข้า เช่นนั้นข้าก็ขอน้อมรับความพ่ายแพ้ด้วยการเป็นฝ่ายจูบเจ้าแทน!”

กล่าวจบเขาขยับกายเข้าไปใกล้ก้มลงจุมพิตลงบนริมฝีปากสีเชอร์รี่ของนาง

เกอซีหันหนีผลักเขาออกในทันที ทว่า ผู้ใดจะคิดว่าหนานกงยวี่จะร่วงตกหัวกระแทกมุมโต๊ะเสียงดังสะท้อนไปทั่วห้อง

เกอซีตกตะลึงงันด้วยไม่คิดเลยว่าหนานกงยวี่ผู้แข็งแกร่งทรงพลังเหนือผู้ใดจะร่วงตกโต๊ะเพียงเพราะถูกผลัก

โดยที่แท้แล้วนางคงหลงลืมไปว่าพลังฝีมือยามนี้ของตนเองได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่แปดของขอบเขตพลังปราณขั้นปฐมภูมิโลกันตร์ ขณะที่ร่างกายของหนานกงยวี่ยังอยู่ในช่วงพักฟื้นสามวัน กำลังปราณ และความแข็งแกร่งนับว่าอยู่ในขอบเขตที่จำกัด

เมื่อชิงหลงได้ยินเสียงดังสนั่นจากด้านใน เขารีบผลักประตูออกทันทีด้วยความหวั่นวิตก ครั้นเมื่อกวาดสายตาดูจนทั่วห้องจึงเห็นนายท่านของเขานอนหมดสติกองอยู่กับพื้นไม่ไกลกันนักคือเกอซีผู้ยืนจังงังอยู่ด้วยอาการฉงนงงงวย

ฉากที่ปรากฏเบื้องหน้าฟ้องเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่ค่อยมั่นใจ ทว่าชิงหลงเดือดดาลขึ้นมาทันทีเมื่อรู้สึกว่าเกอซีทำให้นายท่านของเขาได้รับบาดเจ็บกระทั่งหมดสติอีกครั้งแล้ว เพียงเท่านั้นตลอดทั่วทั้งร่างของชายหนุ่มพลันระเบิดอายพลังอันเย็นยะเยียบแผ่ซ่าน

“ท่านมาเพียงเพื่อช่วยตรวจดูอาการของนายท่านเท่านั้นมิใช่หรือ? ไม่ว่านายท่านจะยั่วโมโหหรือทำให้ท่านต้องขุ่นเคืองสักเพียงใดการที่ท่านผลักนายท่านจนล้มเช่นนี้คือสิ่งสมควรแล้วกระนั้นหรือ? จงอย่าได้หลงลืมไปว่าที่นายท่านต้องตกอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้เพราะนายท่านทุ่มเทกายใจเพื่อช่้วยเหลือท่าน!”

ชิงหลงผู้มีปกติเงียบขรึมถึงกับสติหลุดตะเบ็งเสียงลั่นสนั่นเป็นครั้งแรก สำหรับพวกเขาแล้ว สวัสดิภาพของนายท่านนับเป็นสิ่งอันพึงสังวรเหนืออื่นใด

ทว่าทันทีที่เขาสิ้นคำตำหนิติว่าเกอซี เมื่อชายหนุ่มก้มหน้าลงจึงประสานเข้ากับแววตาที่เย็นเยียบหม่นมืดของนายท่าน

อารมณ์ที่ส่งผ่านประกายตาอันเย็นชาบ่งบอกชัดในความหมาย ‘ชายาของข้าคือผู้ที่เจ้าสามารถขึ้นเสียงได้กระนั้นหรือ? รนหาที่ตายนักใช่ไหม?’

เส้นเลือดตลอดทั่วทั้งหน้าผากของชิงหลงกระตุกตุ้บๆ หยาดเหยื่อเย็นหลั่งไหลร่วงบนแผ่นหลัง

เขาเริ่มรู้สึกได้ทันทีว่าสถานภาพของตนถูกสั่นคลอนเสียแล้ว….. ไม่สิ! สถานภาพของเขาสั่นคลอนเช่นนี้ตั้งแต่ครั้งที่นายท่านได้พบกับคุณหนูน่าหลานในคราแรกแล้วต่างหาก! เขาไม่เคยคิดเลยว่านายท่านจะลงมือสังหารเขาเพียงเพื่อสตรีผู้เดียว!

หากทว่าเกอซีหาได้ล่วงรู้ถึงการแอบส่งสัญญาณกันอย่างลับๆ ระหว่างผู้เป็นนายกับผู้รับคำสั่งคู่นี้ เสียงตะคอกของชิงหลงทำให้นางว้าวุ่นกระวนกระวายใจกระทั่งต้องรีบเข้ามาตรวจดูอาการของหนานกงยวี่

ส่วนชิงหลงก็หัวไวพอที่จะรีบตรงเข้ามาช่วยนางประคองยกร่างผู้เป็นนายขึ้นเอนอิงซบลงบนอกของเกอซี หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้สนองการรับใช้ส่วนพระองค์ในราชันมัจจุราชของเขานั้นหาใช่ง่ายดายอย่างแท้จริง!

เกอซีกุมมือชายหนุ่มเริ่มตรวจดูอาการ ทว่ายิ่งตรวจจับดูอาการของอีกฝ่าย บนใบหน้าของนางกลับยิ่งแสดงอาการร้อนรนใจมากเท่านั้น

แม้ร่างกายจะไม่มีบาดแผลใด ทว่าลมหายใจแผ่วบางยิ่งนัก ชีพจรเต้นเบาไม่ราบเรียบสม่ำเสมอ

นางว้าวุ่นกังวลใจยิ่งนัก แม้ไม่อยากจะยอมรับ ทว่ายามนี้ นางกำลังห่วงกังวลถึงชายผู้นี้อย่างยิ่ง

ความกระสับกระส่ายที่แฝงมากับความหวาดกลัว กลัวว่าเขาจะจากนางไปจริงๆ อาการของเขาย่ำแย่ถึงขนาดที่แม้นางจะพยายามรักษาอาการของเขาอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้วก็ยังไม่อาจวางใจให้สงบสุขุมขึ้นได้




***จบตอน ชายหญิงไม่ควรสัมผัสต้องกาย***

6


ตอนที่ 179 ช่วยปลอบขวัญ



มุมปากเกอซีกระตุก นางรีบโต้กลับ “ผู้ใดบอกบอกเจ้าว่าไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องเป็นชายาของเจ้า?”

หนานกงยวี่เลิกคิ้วสูง “เจ้าไม่ต้องการ?”

อีกฝ่ายถลึงตาดุกลับ “พวกเราเพิ่งรู้จักกันแค่เพียงเดือนเดียวเท่านั้น….”

“อา! จริงสิ เราเพิ่งรู้จักกันแค่เพียงชั่วขวบเดือน ทว่าเราทั้งโอบกอด ทั้งจุมพิตอย่างดูดดื่ม ซีเอ๋อ เรามีความสัมพันธ์แนบสนิทชิดใกล้ถึงเพียงนี้เจ้ายังมีใจกล่าวว่าพวกเราเป็นเพียงคนแปลกหน้าอีกกระนั้นหรือ?”

เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นเต็มหน้าผากฝ่ายหญิง นี่เขากล่าวอะไรออกมา โอบกอดรึ? จุมพิตรึ? เห็นอยู่ชัดๆ ว่าข้าเป็นฝ่ายถูกบังคับ!

หนานกงยวี่เอนกายลงมากระซิบใกล้ข้างใบหู “ซีเอ๋อไม่เต็มใจจะมาเป็นชายาเป็นภรรยาที่ถูกต้องของข้ากระนั้นหรือ?

อุ่นไอร้อนจากลมหายใจของบุรุษกระทบผ่าวอยู่ข้างหู ใบหน้าที่หล่อเหลาหาใดปานขยับแนบชิดใกล้ หัวใจของเกอซีเต้นกระหน่ำจนอกแทบระบิด ใบหน้าค่อยๆร้อนผ่าวแดงระเรื่อขึ้นเรื่อยๆ “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้าเต็มใจหรือไม่….”

ชายหนุ่มยิ้มกว้างด้วยความเปรมปรีดิ์ “โอ! เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้ายินดีใช่ไหม? เพียงซีเอ๋อยินยอม ที่เหลือย่อมมิใช่ปัญหา ข้าสุขใจยิ่งนักที่พวกเราต่างเห็นพ้อง”

“ผู้ใดเห็นพ้องกับเจ้ากัน?!” ปลายคิ้วงามขมวดเข้าหากันแสดงถึงความไม่สบอารมณ์

ชายผู้นี้กลายเป็นพ่อจอมกะล่อนตั้งแต่เมื่อไรกัน! ครั้งแรกที่ได้พบกัน เขาคือทรราชผู้หล่อเหลาเหี้ยมโหดมิใช่หรือ!

หนานกงยวี่รีบขยับย้ายที่เข้ามานั่งข้างๆ เกอซีอย่างคล่องแคล่วว่องไวก่อนจะค่อยๆ วางมือลงบนเอวอ่อนที่เพรียวบางของอีกฝ่าย “เอาล่ะ ชายาแห่งข้า ครานี้่เจ้าจะร่วมโต๊ะกับข้าได้แล้วหรือยัง? เห็นไหม ข้าเตรียมสำรับชุดพิเศษไว้ให้เจ้าตั้งมากมาย เจ้ายังไม่ได้แตะแม้เพียงน้อยด้วยซ้ำ หรือเจ้าไม่ไยดีข้าแล้ว?”

เมื่อบ่าวไพร่บริวารทั้งหลายได้เห็นสีหน้าท่าทางโอนอ่อนเอาใจของท่านอ๋องที่ช่างตรงกันข้ามกับอุปนิสัยโดยปกติของพระองค์แล้ว แต่ละคนต่างตกตะลึงจ้องค้างจนลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า ทุกสายตารวมลงที่เกอซีปานประหนึ่งพวกเขาได้พบเจอสิ่งมีชีวิตที่พบเจอได้ยากยิ่ง

พระชายา จะอย่างไรก็คือพระชายาอย่างแท้จริง!  พวกเขาไม่เคยเห็นท่านอ๋องประจบประแจงเอาใจหรือแสดงท่าทีรักใคร่เอ็นดูผู้ใดเช่นนี้มาก่อน

เมื่อหญิงสาวรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตา ใบหน้าของนางก็ยิ่งแดงก่ำไปถึงใบหู นางหันควับจ้องอีกฝ่ายตาเขียวปัด “เอามือออกไป!”

“ไม่” ชายหนุ่มตอบกลับทันควันปานประหนึ่งเป็นสิ่งอันควรยอมรับได้ว่าเขาย่อมสามารถแตะต้องตัวนางได้

“ต่อไปพระชายากับข้าจะร่วมโต๊ะกันเช่นนี้ พวกเจ้าไม่ต้องอยู่คอยดูแลรับใช้ ออกไปให้หมด”

ทันทีที่ได้รับคำสั่ง แต่ละคนล้วนพร้อมน้อมปฏิบัติตาม ทุกคนรีบถอนตัวออกอย่างเร็วรี่ เพียงไม่นานที่เสวยพระกระยาหาร ณ พลับพลาริมน้ำก็เหลือแค่หนานกงยวี่กับเกอซีแต่เพียงลำพัง

ชายหนุ่มรีบกล่าวคำ “เช่นนี้ก็จะไม่มีผู้ใดมารบกวนพวกเรา ซีเอ๋อไม่ต้องเหนียมอายแล้ว”

ผู้ใดเหนียมอาย?! เหนียมอายเจ้าสิ! เหนียมอายบ้านเจ้าสิ!


หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากจะกระโดดถีบพ่อหนุ่มไร้ยางอายผู้นี้สักพลั่ก

ทว่าชายหนุ่มรีบทำเสียงเศร้าคอตก “ซีเอ๋อเมื่อวานเราเพิ่งจะตกลงกันแท้ๆ เมื่อข้าลืมตาตื่นขึ้นก็อยากเห็นหน้าเจ้า ข้ารอเจ้ามาตั้งแต่เช้า เจ้าน่าจะรีบมาปลอบขวัญข้าไม่ใช่หรือ?”

เมื่อหญิงสาวหวนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่นางจะออกจากตำหนักราชันมัจจุราชเมื่อวานนี้ ใบหน้าของนางพลันแดงฉาน “ใครใช้ให้เจ้ารีบตาหูเหลือกตื่นมาแต่เช้าเล่า? เช่นนี้หากเจ้าดันโผล่ตื่นขึ้นมากลางดึก ข้ามิต้องคอยอยู่เฝ้าเจ้าทั้งคืนกระนั้นหรือ?”

“เป็นความคิดที่ดีมากเลย” นัยน์ตาของเขาเป็นประกาย “จริงด้วย เจ้าคือชายาของข้า สมควรอยู่ในตำหนักแห่งนี้ร่วมกับข้าจึงจะเหมาะสม ใครอยู่ด้านนอกเข้ามาที….”

นางลุกลี้ลุกลนรีบเอื้อมมือไปปิดปากเขาเป็นพัลวัน “เจ้าจะทำอะไรอีก?”

ชายหนุ่มปลดมือน้อยๆ ลงมากุมไว้อย่างอบอุ่นพลางตอบคำด้วยท่าทีด้อยเดียงสา “ก็สั่งให้คนไปจัดเตรียมห้องหับไว้ให้เจ้า โอ้! ต้องข้างๆ ห้องข้าสิดี!  เอ…...หรือเรามานอนร่วมเตียงกันดีกว่าไหม ซีเอ๋อ? นั่นล่ะที่เปิ่นหวางรอมานานแล้ว!”

เกอซีเริ่มเห็นแล้วว่าเขาชักจะเริ่มรุกหนักข้อขึ้นทุกที นางรีบร้องขัดให้วุ่นวาย “พอแล้วๆ! เช้าตรู่ไก่โห่ขนาดนี้ยังมาคิดอะไรบ้าๆ! รีบปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้เลย!”

ชายหนุ่มยังไม่ยอมละมือ หากแต่กลับเหยียดแขนตระกองโอบรอบเอวรั้งร่างของนางเข้ามาใกล้ “ให้ปล่อยนั้นย่อมได้ ทว่าข้าเฝ้ารอเจ้ามาตั้งแต่เช้า เช่นนั้นซีเอ๋อต้องปลอบขวัญข้าเสียก่อน”




***จบตอน ช่วยปลอบขวัญ***

7


ตอนที่ 178 สมควรฝึกเพื่อความคุ้นชิน



เกอซีส่ายศีรษะไปมาอย่างอ่อนใจ ทว่ากลับได้ยินเสียงประท้วงจากต้านต้าน “ฮือ…. ท่านแม่ไม่รักต้านต้านแล้ว…..หากท่านแม่ให้ของกินกับพี่ชายใหญ่ที่ท่านแม่เล่นไล่จูบด้วยต้านต้านก็ไม่ว่ากระไร ทว่าเหตุใดท่านแม่กลับนำไปให้ผู้อื่นด้วย? เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามันเป็นของต้านต้านนะ ฮือ..ฮือ… ท่านแม่ไม่รักต้านต้านแล้ว!”

เจ้าหนูนี่เพ้อเจ้ออะไร?



*****



เพียงไม่นานชิงหลงก็นำทางเกอซีมาถึงพลับพลาริมน้ำ ยามนี้ผลึกหินเพลิงในพลับพลาริมน้ำทั้งหมดถูกนำออกไปแล้ว โดยรอบจึงโปร่งตาอากาศไหลเวียนถ่ายเทได้อย่างสะดวก สายลมพัดโชยชายผ้าปลิวไสวให้ความรู้สึกที่เย็นสบายน่าพิงกายลงพักผ่อน

เพียงก้าวเข้าสู่พลับพลาริมน้ำ นางก็เห็นหนานกงยวี่ผู้สวมใส่ชุดคลุมซึ่งทอจากผ้าแพรต่วนสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งอยู่ข้างเตียง ปอยผมครึ่งหนึ่งถูกปล่อยระลงประบ่า ส่วนอึกครึ่งถูกมวยขึ้นด้านบนรัดรวบด้วยเชือกถักไหมเงิน มองจากด้านข้างนางสามารถเห็นจมูกที่โด่งขึ้นเป็นสันคมบนดวงหน้าที่หล่อเหลาบริสุทธิ์สะอาดของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจน เพียงทว่าสีหน้ายังแลดูซีดเซียวอยู่บ้าง

แม้เกอซี และชิงหลงจะเข้ามาถึงด้านในแล้ว ทว่ากลับดูราวกับหนานกงยวี่ยังไม่ทันรู้ตัว แผงขนตายาว และดกหนาคู่นั้นกดต่ำลงเล็กน้อย ตลอดทั่วทั้งดวงหน้าให้ความรู้สึกที่เปราะบางอ่อนแอ ทว่ากลับงดงามจับสายตา

ความเจ็บปวดอย่างยากจะพรรณนาพลันหลั่งล้นท่วมท้นในใจของเกอซี นางไม่เคยเห็นบุรุษผู้นี้อ่อนแอถึงเพียงนี้มาก่อน เขาสมควรจะทรงพลัง อาจหาญแกล้วกล้าสมความเป็นจอมเผด็จการมิใช่หรือ เพื่อช่วยเหลือนาง เขากลับต้องมาอยู่ในสภาพที่อ่อนแอถึงเพียงนี้

เกอซียกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ หนานกงยวี่เพิ่งรู้ตัว เขาเบี่ยงหน้ามาตามเสียงจึงได้เห็นหญิงสาวยืนอยู่ที่นั้น ใบหน้าที่เย็นชาพลันถูกหลอมละลายให้กลับกลายเป็นรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน และนุ่มนวล “เจ้ามาแล้วหรือ?”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้ความกระโตกกระตากทว่าแฝงลึกด้วยความสุขใจ และความคาดหวังจนทำหัวใจของหญิงสาวเต้นกระหน่ำรุนแรงอยู่ในอก

นางขยับกายถือสำรับอาหารเดินตรงไปหา

ผู้รับใช้ที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติดูแลอยู่ ณ พลับพลาริมน้ำตรงเข้ามารับสำรับจัดใส่ภาชนะเพื่อจัดวางบนโต๊ะอาหาร

เมื่อกลิ่นหอมฟุ้งของอาหารกระจายตลบไปทั่วทั้งพลับพลา แม้เหล่าผู้รับใช้ทั้งหลายจะได้รับการอบรมฝึกฝนมาดีเพียงใดก็อดไม่ได้ที่จะพากันสูดจมูกดมกลิ่นกันอย่างสุดกำลังพร้อมเสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงลำคอด้วยใบหน้าที่พยายามสะกดกั้นความรู้สึกอย่างยากเย็นยิ่ง

เพราะผู้คนในโลกนี้ยังไม่ตระหนักถึงเครื่องปรุงรส  พวกเขาปรุงภักษาพลังปราณด้วยความคำนึงถึงเพียงพลังปราณที่อยู่ในสำรับ ทั้งส่วนใหญ่ก็ได้รับแค่อาหารที่มีรสหวาน และเค็มเท่านั้น เช่นนั้นเมื่อพวกเขาได้ชิมอาหารที่เกอซีลงมือปรุงเองจึงล้วนแทบไม่อยากเชื่อว่าอาหารจะมีรสชาติที่ยอดเยี่ยมได้ถึงเพียงนี้


และแน่นอนว่า ตั้งแต่ครั้งที่หนานกงยวี่ได้ทานอาหารที่เรือนน้อยของเกอซี เขาก็เอ่ยปากขอให้นางจัดอาหารให้เขาบ้างอย่างไร้ยางอาย เช่นนั้นคนในตำหนักราชันมัจจุราชไม่มากก็น้อยล้วนได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า สำรับรสเลิศกันแล้วทั้งสิ้น แม้ไม่เคยมีโอกาสลิ้มลอง ทว่าจากสีสัน กลิ่น และพลังปราณเข้มข้นที่กระจายออกมา ผนวกเข้ากับเสียงชื่นชมไม่ขาดปากของไป๋หู่ ทุกคนย่อมรับรู้ได้ว่าสำรับชุดนี้นับเป็นยอดอาหารอันโอชะ ทุกครั้งที่เก็บภาชนะไปล้างทำความสะอาด เมื่อปลายนิ้วเปรอะเปื้อนด้วยน้ำซอสก็ช่างกระตุ้นความหิวให้รบกวนจิตใจยิ่งนัก

โธ่... หากพระชายาแต่งเข้าสู่ตำหนักราชันมัจจุราช แล้วสอนวิธีปรุงอาหารให้แก่พวกเขาแค่เพียงหนึ่งในสิบส่วนก็จะยอดเยี่ยมเป็นที่ยิ่ง

“ท่านอ๋อง พระชายา ขอทรงพระสำราญกับการเสวยพระกระยาหารเพคะ”

เกอซีฉุกนึกถึงการเรียกขานว่า ‘พระชายา’ ที่คอยดังก้องอยู่ในหูได้ทันที นางอดไม่ได้ต้องรีบหันไปกระซิบบอกหนานกงยวี่ “ข้าไปเป็นพระชายาของเจ้าตั้งแต่เมื่อไร? เจ้าสมควรทำให้คนของเจ้าเข้าใจทุกสิ่งอย่างกระจ่าง บอกพวกเขาว่าห้ามเรียกข้าพระชายาอีก ให้พวกเขาเรียกข้าว่า ซีเยว่ก็พอ”

หนานกงยวี่ยกตะเกียบขึ้นคีบอาหารใส่ปาก เขาหัวเราะขึ้นเบาๆ ขณะกำลังรื่นรมย์อยู่กับความเอร็ดอร่อย และกลิ่นรสอันหอมหวน “ไม่ช้าก็เร็ว ซีเอ๋อก็ต้องมาเป็นพระชายาของข้าอยู่แล้ว ให้พวกเขาฝึกเรียกเจ้าไว้ก่อนผิดอย่างไร? ดีเสียอีกพวกเขาจะได้คุ้นชินเสียแต่เนิ่นๆ”




***จบตอน สมควรฝึกเพื่อความคุ้นชิน***

8


ตอนที่ 177 หวูอวี้สิ้นท่า



ชิงหลงยังไม่ทันกล่าวจบ ใบหน้าของเกอซีก็แดงก่ำ ไม่ต้องฟังต่อนางย่อมสามารถคาดเดาได้อย่างง่ายดายว่าคนกลุ่มนี้โผล่เข้าไปเห็นสิ่งใด ยามนี้นางอยากจะหาหลุมมุดหนีไปเสียจริง

จะอย่างไรเสีย ไป๋หู่ขยักยิ้มอย่างไม่คิดมาก “คำเรียกพระชายานั้นเป็นไปตามคำสั่งของนายท่าน หากพระชายาขัดข้องก็สามารถแจ้งแก่นายท่านด้วยตนเองได้! อ้อ ! นายท่านรอท่านอยู่ที่พลับพลาริมน้ำนานแล้ว พระชายาโปรดรีบไปเถิด!”

เจ้าคิดว่าไปตัดพ้อเรื่องนี้กับเขาจะมีผลใดด้วยกระนั้นหรือ? เกอซีได้เพียงกัดฟันพลางหยิบเถาใส่สำรับในมิติเวทส่งให้ไป๋หู่ “นี่คือสำรับที่นายท่านผู้ทรงเกียรติของเจ้าสั่งไว้เมื่อวาน รีบนำไปให้เขาเสีย ข้าจะกลับไปเตรียมโอสถที่จำต้องใช้อีก”

ไป๋หูไม่กล้านำสำรับนี้ไปส่ง กลับกัน เขาก้าวถอยกรูดไปเสียไกลพลางโบกมือปฏิเสธเป็นระวิง “พระชายาโปรดละเว้นผู้น้อยด้วย หากนายท่านเห็นว่าผู้ที่เข้าไปพบไม่ใช่พระชายาหากแต่เป็นผู้น้อย นายท่านคงได้ถลกหนังผู้น้อยทั้งเป็น พระชายาสมควรรีบไปส่งสำรับนี้ด้วยตนเอง นายท่านจะต้องดีใจที่ได้เห็นพระชายาอย่างแน่นอน ทั้งอาจช่วยให้อาการของนายท่านดีวันดีคืนอย่างรวดเร็วอีกด้วย”

“สำหรับเรื่องตัวยาสมุนไพรนั้น ท่านผู้เฒ่าขุยนับเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทั้งยังยินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยจัดเตรียมให้พระชายา จริงไหมท่านผู้เฒ่าขุย?”

“ถุกแล้ว ถูกแล้ว!” ผู้เฒ่าขุยยกมือขึ้นลูบเคราส่งยิ้มพริ้มพรายให้แก่นาง “นับเป็นเกียรติยิ่งแล้วของเฒ่าผู้นี้ที่มีโอกาสได้รับใช้พระชายา!”

แม้ยามนี้เกอซีจะรู้สึกห่อเหี่ยวใจ ทว่าก็ไม่เหลือข้อแก้ตัวใดที่สามารถยกขึ้นใช้ได้อีกต่อไป นางจำต้องหันหลังเดินกลับไปยังศาลาริมน้ำที่หนานกงยวี่รอคอยอยู่

นางถือเถาสำรับไว้ในมือ ขยับเคลื่อนย้ายกายแต่ละครา กลิ่นหมอฉุยของอาหารด้านในก็กระจายฟุ้งไปในอากาส หวูอวี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลอดมิได้ที่จะยื่นจมูกสูดหายใจเข้าไปจนเต็มที่

“นี่….มันกลิ่นอะไร?”


หวูอวี้ทำคอยืดคอยาวสอดส่ายสายตาเข้าไปดูสำรับที่อยู่ในเถาอาหาร ท่าทางตะกละตะกรามของเขาทำให้ไป๋หู่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เขาตบไหล่หวู่อวี้พลางช่วยแถลงไข “นี่คือภักษาเวทที่พระชายาปรุงขึ้นเป็นพิเศษรสชาติเทียบได้กับยอดภักษาอันโอชะเลยทีเดียว ข้ากล้าบอกได้เลยว่า ต่อให้เจ้าได้เคยลิ้มชิมรสภักษาใดที่นับว่าล้ำเลิศแล้วในใต้หล้านี้ ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับสำรับที่พระชายาเป็นผู้ลงมือปรุงขึ้น หากเจ้าได้ลิ้มลองดูสักครา เจ้าจะเมินอาหารสำรับอื่นทั้งหมดอย่างไม่ไยดี”

ในฐานะหนึ่งในผู้ติดตามของหนานกงยวี่ และหนึ่งในปีศาจอสูรทั้งสี่ หวูอวี้จึงมีหน้าที่ดูแลหอรื่นรมย์ เป็นที่รู้กันทั่วว่างานอดิเรกของเขาคือการทุ่มเทให้กับการลิ้มชิมอาหารรสเลิศทั่วหล้า

เช่นนั้นเพียงได้ยินคำยกยอของไป๋หู่ ความปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายในใจก็ยากยิ่งนักที่เขาจะสะกดกั้นมันไว้ได้ ชายหนุ่มกระพริบตาปริบๆ ใส่เกอซีราวกับสุนัขตัวน้อยแสนภักดีที่พยายามทำท่าทางน่ารักประจบเจ้านาย

เกอซีตัวแข็งทื่อไปทันทีเมื่อต้องเผชิญกับแววตาที่น่าขบขันของอีกฝ่าย สิ่งนี้อาจนับเป็นอีกหนึ่งความน่าประทับใจของหวูอวี้นายรองแห่งหอรื่นรมย์กระนั้นหรือ? อาการเซ่อซ่าน่าขันเช่นนี้สมควรนับได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกับไป๋หู่เลยทีเดียว!

ที่ย่ำแย่ที่สุดเห็นจะไม่พ้นการที่บุรุษผู้นี้คอยพัวพันเกาะแกะกระโดดไปมาอยู่รอบตัวนางทั้งยังส่งเสียงเอะอะซ้ำไปซ้ำมา “พระชายา! พระชายา!” ปานประหนึ่งแว่วเสียงปีศาจร้ายดังก้องเสียดแก้วหูกระทั่งเกอซีคันไม้คันมืออยากจะตบเจ้าแมลงวันตัววุ่นที่ส่งเสียงดังหึ่งๆ ตัวนี้สักป้าบใหญ่

กระทั่งชิ่งชงยังต้องยกมือขึ้นกุมขมับด้วยไม่อาจทนดูภาพบาดสายตาเบื้องหน้าได้ เขาอยากตรงเข้าไปกระชากเจ้าคนไร้ยางอายผู้นี้ออกไปนอกตำหนักราชันมัจจุราชเสียเหลือเกิน ทว่าก็รู้จักนิสัยของหวูอวี้เป็นอย่างดี เมื่อปกติแล้วคนผู้นี้ก็ไม่ค่อยระวังตัว ทั้งยังชอบทำตัวตามสบายไม่ใคร่ใส่ใจเรื่องใดสิ่งใด ทว่าหากเมื่อใดปรากฏสิ่งที่กระตุกต่อมสนใจของเขาขึ้นมาได้ เขาจะลุกขึ้นมาต่อสู้ฟาดฟันสุดใจขาดดิ้นเพื่อมันเลยทีเดียว

ยังอีกทั้งพลังฝีมือของหวูอวี้แม้จะไม่ขึ้นชื่อว่าสูงส่งจนโดดเด่น ทว่าในเรื่องความประหลาดพิสดารในบางสิ่งนั้นไม่อาจมีผู้ใดเสมอเหมือนคนผู้นี้ กระทั่งตัวเขาเองหรือไป๋หู่ก็ยังไม่อาจข่มคนผู้นี้ได้

ที่สุด เกอซีก็ไม่อาจทนต่อการรบเร้าไม่หยุดหย่อนของเขาได้ นางควักเถาสำรับอีกชุดจากมิติเวทออกส่งให้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีแค่เพียงเท่านี้ ไม่มีอีกแล้ว!”

หวูอวี้รีบรับเถาสำรับสูดจมูกหายใจเข้าไปอย่างเต็มที่ กลิ่นหอมของอาหารพุ่งเข้าจู่โจมโพรงจมูกอย่างสุดกำลังกระทั่งนัยน์ตาทั้งคู่ของชายหนุ่มลุกโชนประกายคล้ายเด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้นอยากลิ้มชิมอาหารจนแทบอดใจไม่ไหว




***จบตอน หวูอวี้สิ้นท่า***

9


ตอนที่ 176 ง่ายดาย



นัยน์ตาฉางกวนรุ่ยเปล่งประกายขึ้นวาบหนึ่งก่อนจะบ่ายหน้าไปหาราชองครักษ์ที่อยู่ด้านข้างพร้อมเสียงสั่ง “ไปสืบเรื่องราวทั้งหมดของเด็กหนุ่มแซ่ซีในเมืองเหยียนจิงมาให้ข้า ข้าต้องการรู้ว่าเด็กคนนี้คือผู้ใด”

เหล่าทหารรับใช้รับคำสั่งพร้อมรีบลงมือปฏิบัติตามอย่างเร็วรี่ ทิ้งไว้แค่เพียงฉางกวนเจิ้นเยว่ที่กำลังกระทืบเท้าปล่อยคำสบถด้วยความโกรธเกรี้ยวอยู่ด้านหลังฉางกวนรุ่ย ขณะที่ผู้เป็นพี่ชายเพียงพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา ยามเมื่อเขาทิ้งหางตามองด้วยร่อยรอยแห่งความเหยียดหยันที่แสดงออกอย่างชัดเจน
น้องสาวผู้นี้ถูกเสด็จพ่อตามใจเสียจนกลายเป็นคนไม่ได้เรื่อง ถึงกระนั้นนางยังกล้าอาจเอื้อมหมายว่าราชันมัจจุราชจะรับนางเข้าตำหนัก หากนางยังคงควบคุมตนเองไม่ได้เช่นนี้อีกคราคงได้ร่วงหล่นพสุธาเจ็บหนักอย่างแน่นอน หวังแค่เพียงนางจะไม่ทำลายทุกสิ่งที่เขากับเสด็จพี่กรุยทางไว้เป็นอย่างดีเท่านั้น

ยามนี้เหล่าผู้คนที่พากันมามุงดูต่างตระหนักดีว่ายามนี้ไร้สิ่งควรค่าแก่การรอชม แต่ละคนล้วนพากันแยกย้ายกระจายตัวกันไปโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกตเงาร่างซึ่งอยู่มุมตรอก คนผู้สวมชุดพื้นสีเทาราวกับพวกหาบเร่ขายของกำลังจ้องเขม็งมายังซุ้มประตูตำหนักราชันมัจจุราช คล้ายมีอาการแย้มยิ้มที่มุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนเขาจะควักกระเรียนกระดาษปล่อยขึ้นสู่ท้องนภา


เพียงไม่นาน กระเรียนกระดาษตัวนั้นพุ่งตรงเป็นสายลำแสงลงสู่สวนซึ่งชายชราในชุดคลุมสีขาวกำลังนั่งเอนกายอยู่

เขาหยิบกระเรียนกระดาษตัวนั้นขึ้นมา ทันทีที่สายตากวาดมองผ่านตัวอักษรที่บันทึกไว้ บนดวงหน้านั้นพลันร้อนผ่าวด้วยความตื่นเต้น

หลังจากเที่ยวเสาะแสวงหาไปทั่วทุกสารทิศกลับสามารถพบเจอได้อย่างง่ายดาย! เขาไม่คิดเลยว่าหมอหนุ่มยอดอัจฉริยะที่พวกเขาเพียรควานหามากว่าหนึ่งเดือนจะปรากฏกายออกมาเอง! ทั้งคนผู้นั้นยังมีความเกี่ยวพันกับราชันมัจจุราชอีกด้วย!

แม้การที่ราชันมัจจุราชจะเข้ามามีส่วนพัวพันด้วยย่อมทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้นมา ทว่าเพื่อความลับในการเยียวยารักษาอาการเส้นชีพจรฉีกขาดนี้ ตระกูลเจียงของเขาจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะคว้าตัวหนุ่มน้อยผู้นี้มาอยู่ในอาณัติให้ได้

ชายชราเผากระเรียนกระดาษในมือ หลังจากขบคิดครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “ไปตามเซียชงหมิงมาพบข้าเดี๋ยวนี้”

บ่าวรับใช้ผู้นั้นรับคำสั่ง และรีบปฏิบัติตามในทันที แค่เพียงไม่ช้านาน ท่านหมอเซียก็มาถึงทั้งที่ยังอยู่ในชุดคลุมปรุงโอสถ ยังมิทันจะให้หมอเซียเปิดปากไถ่ถามเรื่องราวใด ผู้อาวุโสเจียงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนด้วยเสียงกระซิบเบา “พบตัวเด็กหนุ่มที่ทำให้เจ้าต้องก้มลงคุกเข่าเมื่อครั้งก่อนแล้ว รู้ใช่ไหมว่าเจ้าต้องทำเช่นไร?”

สีหน้าของหมอเซียกระด้างแข็ง ความเคียดแค้นชิงชังเผยผ่านจากดวงตา ทว่าเขารีบกลบเกลื่อนมันได้อย่างรวดเร็ว หมอเซียโค้งศีรษะลงคารวะพลางกล่าวตอบ

“อาวุโสเจียงโปรดวางใจ ผู้น้อยจะต้องเค้นเอาความลับในการรักษาอาการเส้นชีพจรลมปราณฉีกขาดเพื่อนำมาให้ท่านด้วยตนเองให้ได้!”

*****

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตำหนักราชันมัจจุราช เกอซีก็เห็นชิงหลง ไป๋หู่ และหวูอวี้ตรงเข้ามาต้อนรับนาง ผู้ที่ตามหลังมาติดๆ นั้นคือท่านผู้เฒ่าขุย ท่านหมอผู้มีทักษะทางการแพทย์ระดับสี่ที่ได้พบเจอกันเมื่อวานนี้ทั้งยังได้สนทนาถึงเรื่องกบเพลิงโลกันตร์ ส่วนหวูซิน และซวนหวู่กลับไปมีท่าทีให้ความเคารพยำเกรงอีกคราเมื่อทั้งคู่มั่นใจแล้วว่าหนานกงยวี่พ้นขีดอันตราย และเข้าสู่ภาวะที่ปลอดภัยสามารถวางใจได้แล้ว

ดังนั้นยามนี้ ทั้งชิงหลง ท่านผู้เฒ่าขุยตลอดถึงทุกคนที่เหลือล้วนพลิกท่าทีรวมถึงทัศนะของตนไปอย่างสิ้นเชิงทันทีที่ได้พบหน้าเกอซี ยามนี้ทุกคนล้วนปฏิบัติต่อนางราวกับโพธิสัตว์

ใบหน้าของท่านผู้เฒ่าขุยยุ่งเหยิงยิ่งนักยามเมื่อเขาเริ่มเอ่ยปากไถ่ถามเกอซี “พระชายา เฒ่าผู้นี้ขอเรียนพระชายาตามตรงว่าใคร่ครวญเท่าไรข้าก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดพฤกษาเวทที่แห้งเหี่ยวไร้พลังชีวิตจึงยังคงมีคุณสมบัติในการเยียวยารักษาโรคได้เสมือนหนึ่งเม็ดยาโอสถ”

“พระชายาใช้วิธีการใดในการนำต้นหญ้าหยินยะเยือกไปต้านพิษเหมันต์กันแน่? เมื่อวาน ข้าครุ่นคิดจนปวดหัวก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ ความสามารถด้านโอสถของพระชายาช่างอัศจรรย์จริงๆ….”

“พอได้แล้ว!” ใบหน้าของนางแข็งค้างขณะน้ำเสียงดังแทรกประโยคของอีกฝ่าย “เจ้าหยุดเรียกข้าว่าพระชายาจะได้ไหม? หนานกงยวี่กับข้ามิได้มีความสัมพันธ์ในแบบที่พวกเจ้าคิด!”

ทุกคนในที่นั้นต่างนิ่งอึ้งตัวค้าง หลังจากมองหน้ากันเลิกลั่กไม่รู้ควรกระทำตัวเช่นไรอยู่ครู่ใหญ่ ที่สุดชิงหลงจึงเป็นฝ่ายกระแอมออกมาเบาๆ สุ้มเสียงของเขาเอ่ยกล่าวขณะเบี่ยงสายตาหลบเกอซี “พระชายาล้อเล่นแล้ว พวกเราทั้งหมดในตำหนักราชันมัจจุราชล้วนสามารถเป็นพยานในความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับนายท่านได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะในคืนวันนั้นที่หลุมดำปรากฏขึ้น เมื่อพวกเราผลักบานประตูห้องนายท่านเข้าไปพวกเราทั้งหมดล้วนเห็นท่านกับนายท่านกำลัง….”




***จบตอน ง่ายดาย***

10


ตอนที่ 175 คุณชายซีผู้ลึกลับ



ก่อนที่องค์หญิงเจิ้นเยว่จะสูญสิ้นความมีเหตุมีผล องค์ชายสามกลับเป็นฝ่ายที่มิอาจทนได้อีกต่อไป เขาก้าวตรงเข้าหาด้วยสีหน้าที่ยังคงความสงบสุขุม น้ำเสียงไถ่ถามดังขึ้น “ผู้ดูแลหนาน เช่นนี้หมายความอย่างไร ท่านกล่าวว่าราชันมัจจุราชไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบมิใช่หรือ?แล้วเหตุใดคุณชายผู้นี้จึงเข้าไปได้? เจ้าคิดว่าราชสำนักคือสิ่งที่เจ้าสามารถเยียบย่ำได้ตามต้องการงั้นรึ?”

แม้ความงดงามของหนุ่มน้อยเบื้องหน้าจะทำให้หัวใจขององค์ชายสามเต้นระทึกก็ตามที หากทว่าความคิด และการกระทำของคนในตำหนักราชันมัจจุราชทำให้เขาเดือดดาลอย่างเหลืออดขึ้นมาแล้วจริงๆ

อีกทั้งเมื่อเขาใช้กระแสจิตสำรวจดูพลังฝีมือของหนุ่มน้อยผู้นี้ ยังพบว่าคนผู้นี้เป็นแค่เพียงผู้ฝึกยุทธชั้นต้นซึ่งมีพลังปราณแค่เพียงขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มเท่านั้น
แม้หากหนุ่มน้อยผู้นี้จะมีภูมิหลังโดดเด่นทว่าจะสามารถเทียบกับเขา และเจิ้นเยว่อย่างไรได้? ไม่คิดฝันเลยว่าตำหนักราชันมัจจุราชจะมาประจบประแจงผู้ด้อยฝีมือเช่นนี้ทั้งยังกล้าปิดประตูปฏิเสธการต้อนรับ! ไม่เห็นราชสำนักอยู่ในสายตา

ในเรื่องนี้ต้องขอขอบคุณต้านต้านที่ช่วย เมื่อมีผู้ใดใช้กระแสจิตสำรวจพลังฝีมือของนาง คนผู้นั้นจะเห็นระดับพลังปราณของนางแค่เพียงขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มเท่านั้น เหตุที่สมควรกระทำเช่นนี้นั้นง่ายดายยิ่งนัก ด้วยเพราะวันข้างหน้าหากนางใช้พลังปราณต่อหน้าผู้ที่เคยรู้ว่านางคือผู้ไร้ค่าที่มิอาจฝึกฝนพลังยุทธทว่ายามนี้กลับมีพลังฝีมือขึ้นมาเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่ากังขาจับตามอง อีกทั้งระดับขั้นพลังปราณของนางนั้นก้าวกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็วถึงระดับที่สามารถสั่นสะเทือนจิตใจผู้คนให้แตกตื่นใจ เช่นนั้น เกอซีจึงเห็นควรว่าการให้ผู้คนทั้งหลายมองเห็นนางในฐานะผู้มีพลังปราณขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มย่อมเหมาะสมยิ่งแล้วในตอนนี้

แม้ได้ยินชัด ทว่าสีหน้าของผู้ดูแลหนานยังคงไม่แปรเปลี่ยนยามเมื่อขยับตอบ “องค์ชายสามช่างเปี่ยมอารมณ์ขัน ท่านอ๋องมีรับสั่งว่าคุณชายซีถือว่าเป็นคนของตำหนักราชันมัจจุราชหาใช่คนนอกไม่ เช่นนั้นเมื่อไรที่คุณชายประสงค์ย่อมสามารถเข้าออกตำหนักราชันมัจจุราชได้ตามความประสงค์ หากองค์ชายสามไม่มีกิจอื่นใดแล้ว กระหม่อมกับคุณชายซีต้องขอทูลลา”

สิ้นสุดคำกล่าว ผู้ดูแลหนาน และเกอซีก็ผลุบหายเข้าไปในตำหนักราชันมัจจุราชโดยไม่หันกลับมามององค์ชายสาม และองค์หญิงเจิ้นเยว่อีกเลย

เมื่อทั้งคู่เข้าสู่ด้านในพระตำหนัก บานประตูทางเข้าถูกปิดลงในทันที อารักขาพิทักษ์ทางเข้าด้านนอกยังคงแสดงสีหน้ากระด้างชาประดุจดั่งจะขับไล่ทุกผู้คนให้หลีกไกลห่าง ทั้งยังไม่สนใจในองค์ชายหรือองค์หญิงใดๆ ทั้งสิ้น

องค์หญิงฉางกวนเจิ้นเยว่เขย่าแขนฉางกวนรุ่ยอย่างแรงพร้อมน้ำเสียงกริ้วโกรธา “พี่สามมาขวางข้าไว้ทำไม? เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเจ้าบ่าวเฒ่านั้นจงใจจะหักหน้าไม่ยอมให้พวกเราเข้าไปชัดๆ! ทั้งเจ้าหนุ่มไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่นยังกล้าล่วงเกินข้าต่อหน้าธารกำนัล….รอให้พวกเรากลับวังไปเสียก่อน ข้าจะส่งคนมาสั่งสอนเจ้าพวกนี้ให้เข็ดหลาบ….”

“เจิ้นเยว่พอได้แล้ว” ฉางกวนรุ่ยตัดบทนางอย่างเลือดเย็น ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปหารถม้าที่หยุดรออยู่

ฉางกวนเจิ้นเยว่เป็นคนเอาแต่ใจ หากทว่าแท้จริงแล้วนางโง่บริสุทธิ์ระดับที่ไม่สามารถตระหนักได้ว่าท้องนภาเบื้องบนนั้นสูงสุดคะเนไม่อาจเอื้อมถึง ผืนธรณีดำดิ่งลึกลงยากจะคาดเดา ตำหนักราชันมัจจุราชไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ไม่เว้นกระทั่งราชสกุลฉางกวนยังไม่กล้ากระทบกระทั่งด้วย ข้อนั้นเพราะเหตุใด? สืบเนื่องมาจากตำหนักราชันมัจจุราชกุมอำนาจมหาศาล ทรงอิทธิพลบารมีอันยิ่งใหญ่ถึงระดับที่แม้หากเขาปรารถนาจะปลดราชสกุลฉางกวน และตั้งตนเองขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็น

ในแถบทวีปหมีหลัวแห่งนี้ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ ส่วนผู้ที่อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ที่เข้มแข็ง ในแคว้นนี้หาได้จำเป็นไม่ที่องค์จักรพรรดิจะเป็นผู้เรืองอำนาจอย่างสูงสุด หากทว่ากลับกลายเป็นพรรคใหญ่ที่ครอบครองขุมกำลังอย่างสูงสุด ยิ่งโดยเฉพาะเหล่ายอดฝีมือผู้มีพลังปราณระดับสูงกว่าขั้นที่ 5 ย้ายเคลื่อนจิตวิญญาณ แค่เพียงกระดิกนิ้วยอดฝีมือเหล่านั้นก็สามารถย้ายภูผาเคลื่อนผืนทะเล จะต้องกล่าวไปไยถึงกองกำลังของเหล่าศัตรู เพราะแม้กระทั่งเรือนทั้งหลังยังถูกทำลายย่อยยับลงไปได้อย่างง่ายดาย เช่นนี้แล้วพวกเขาหรือจะลุกขึ้นต่อต้านผู้ที่แข็งแกร่ง?

เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เขาจะไม่เห็นพ้องทว่าองค์ชายสามย่อมไม่กล้ากระทำการผลีผลามกับคนในตำหนักราชันมัจจุราช! ไม่แค่เพียงเขาเท่านั้นที่ไม่กล้า เพราะไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่กล้าแตะต้องตำหนักราชันมัจจุราช ไม่เว้นกระทั่งองค์รัชทายาท หรือแม้แต่องค์จักรพรรดิก็ตามที

ยามนี้ ความคิดของฉางกวนรุ่ยกำลังหมกมุ่นอยู่กับหนุ่มน้อยรูปงามผู้นั้น คุณชายซีกระนั้นหรือ? คุณชายซีผู้นี้อยู่ในเมืองเหยียนจิงตั้งแต่เมื่อไรกัน? เหตุใดเขาจึงไม่เคยได้ยินชื่อ?

เพียงทว่าไม่ว่าคนผู้นี้จะมีฐานะใด ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับราชันมัจจุราชนับว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่แท้ หากเขาสามารถหลอกล่อ หรือจูงจมูกคุณชายซีผู้นี้สำเร็จย่อมสามารถล้วงความลับของราชันมัจจุราชมาได้มิใช่หรือ?




***จบตอน คุณชายซีผู้ลึกลับ***

11


ตอนที่ 174 ข้าคือผู้ใด เกี่ยวอันใดกับเจ้า?



องค์ชายสามยังกล่าวไม่ทันขาดคำ ทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของเกอซียามหันกลับมาหา ฉับพลันน้ำเสียงก็ติดอยู่ในลำคอตัวนิ่งแข็งค้างชะงักอยู่เช่นนั้น

คำพรรณนาบุรุษงามแต่ครั้งโบราณกาลเปรียบเปรย
‘กระจ่างดั่งแสงสุริยันแลจันทรา

ประดุจสนล้อลิ่วปลายผาตระหง่านเด่นแค่เพียงหนึ่ง
ท่วงทีงามกิริยาสง่า พิสุทธิ์สะอาดควรคู่หยกน้ำงามอันวิจิตรล้ำเลอค่า’

ในตอนที่องค์ชายสามได้ยินบทพรรณนานี้เขาแค่เพียงหัวเราะเยาะในความคิดเปรียบบุรุษว่าละเอียดอ่อนงดงามดั่งอิสตรี

ทว่ายามนี้ เมื่อได้เห็นหนุ่มน้อยผู้อยู่เบื้องหน้าสายตาเขากลับต้องตะลึงงันปานประหนึ่งจิตวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง หากนำเหล่าธารกำนัลที่แสนสามัญ และหยาบกระด้างในตำหนักของเขามาเรียงแถวอยู่ตรงหน้าหนุ่มน้อยผู้นี้ ย่อมสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนดั่งนำเอาไข่มุกขาวละออเม็ดงามมาเทียบเปรียบกับกองโคลนตม

ความเดือดดาลที่เคยฉายผ่านดวงหน้าขององค์ชายสามพลันสิ้นสลายในทันที สีหน้าของเขากลับกลายเป็นความอ่อนโยนประดุจสายลมอันอบอุ่นยามเมื่อใบไม้ผลิมาเยี่ยมเยือน ในฝ่ามือปรากฏด้ามพัด บนดวงหน้าปรากฏความทระนงสง่างามอย่างสมศักดิ์  “ข้ามีนามว่าฉางกวนรุ่ย มิทราบ ขอใคร่ถามคุณชายมีชื่อเรียงเสียงใด? คุณชายก็มาเยือนหาราชันมัจจุราชเช่นกันกระนั้นหรือ?”

เหล่าฝูงชนทั้งหลายต่างหลงลืมสูดลมหายใจเมื่อล้วนตกอยู่ในอาการตะลึงที่ถูกตรึงไว้ด้วยความงามอย่างหาผู้ใดเทียบเทียมของหนุ่มน้อยผู้อยู่เบื้องหน้า  ทว่าเพียงได้ยินคำเอื้อนเอ่ยถามจากองค์ชายสาม พวกเขาทั้งหมดจึงได้สติ ทั้งภายในใจยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยข้อกังขา

เมื่อครู่ องค์ชายสาม และองค์หญิงเจิ้นเยว่แสดงเจตจำนงขอเข้าพบราชันมัจจุราช ทว่าผู้ดูแลหนานกลับแสดงท่าทีราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวใด ไม่แค่เพียงนั้น แม้องค์หญิงเจิ้นเยว่จะชักกระบี่ชี้ใส่ขึ้นตรงหน้า ผู้ดูแลหนานกลับยังคงนิ่งเฉยไร้ปฏิกริยาโต้ตอบใดแม้เพียงน้อย

หากทว่าแค่เพียงเด็กหนุ่มผู้เดียวนี้กลับสามารถทำให้ท่าทีของผู้ดูแลหนานแปรเปลี่ยนราวกับเป็นคนละคน ดวงหน้าที่นิ่งเฉยเป็นการเป็นงานมาบัดนี้กลับเปื้อนยิ้มที่ฉีกกว้างไปถึงสองข้างแก้มกระทั่งรอยยับย่นบนใบหน้าปรากฏขึ้นได้ ที่สุดแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้คือใคร?

ครั้นเมื่อเกอซีเห็นองค์ชายสามพลิกบทบาท ทำวางท่าทว่ากลับดูราวไอ้งั่งได้ในบัดดลก็ให้รู้สึกเข็ดฟันขึ้นมาในทันที   นางหันกลับโดยไม่ให้ความสนใจใดๆ ในคนผู้นี้อีก

แววตาที่ผู้ดูแลหนานจ้องมององค์ชายสามนั้นกลับกลายเป็นเย็นชา นี่คือพระชายาผู้ซึ่งนายท่านใฝ่ปองปักใจ ว่าที่นายหญิงแห่งตำหนักราชันมัจจุราช ผู้ใดที่มันกล้าคิดเกินเลยกับนางย่อมสมควรตาย!

“ช้าก่อน----!”

ยามนี้ องค์หญิงเจิ้นเยว่ผู้ถูกรูปโฉมของเกอซีทำให้ตกอยู่ในอาการตะลึงกลับรู้สึกตนแล้ว นางสืบฝีเท้าย่างออกมาสามก้าวกั้นขวางทางของเกอซีพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง “เสด็จพี่ของข้าเอ่ยพระโอษฐ์ถามเจ้า ไม่ได้ยินรึ? เจ้าคือผู้ใด? เหตุใดจึงสามารถเข้านอกออกในตำหนักราชันมัจจุราชได้?”

แม้หนุ่มน้อยผู้นี้จะหล่อเหลาทว่าหากเทียบกับหนานกงยวี่แล้วย่อมมิอาจเปรียบกันได้ในทุกด้าน จิตใจขององค์หญิงเจิ้นเยว่มิได้หวั่นไหวเลยแม้เพียงน้อย หากทว่ากลับกลายเป็นความรู้สึกชิงชัง และริษยาอย่างท่วมท้นโดยมิอาจพรรณนาเป็นคำกล่าวได้

เกอซียิ้มเยาะ นางชายหางตามององค์หญิงเจิ้นเยว่ด้วยท่าทีเฉื่อยชา “ข้าเป็นใคร เกี่ยวอะไรกับเจ้า?”

“กำเริบนัก! เจ้ารู้ไหมว่าข้าคือใคร?” เจิ้นเยว่ชี้หน้าสบถด่าว่าเกอซี “เจ้ากล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับข้ารึ! เชื่อไหมว่าข้าจะเรียกทหารมา…..”

เกอซีปัดนิ้วที่ชี้ใส่หน้าตนออกพลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อ้อ น่าเวทนาจริง นางหลงลืมกระทั่งตนคือผู้ใด หากใครในที่นี้รู้ว่านางคือผู้ใดจงรีบสร้างกุศลด้วยการแจ้งแถลงให้นางทราบด้วย หากจิตไม่ใคร่ปรกติก็ควรอยู่แต่ในเรือน ไม่ควรออกมาเพ่นพ่านให้อายผู้อายคนเช่นนี้ กลับไปเมื่อไรก็อย่าลืมแจ้งหมอให้สั่งโอสถบำรุงสมองให้นางด้วยแล้วกัน”

“เจ้า---!! เจ้ากล้า----!!!” สีหน้าของเจิ้นเยว่ม่วงคล้ำเพราะความเดือดดาลเนื้อตัวสั่นระริก

ทุกผู้คนล้วนได้ยินสิ่งที่เกอซีกล่าวออกมาอย่างชัดเจน แต่ละคนแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ พวกเขาย่อมไม่กล้าเสียกิริยา หรือล่วงเกินนางผู้มีฐานะเป็นถึงองค์หญิงประจำแคว้น ที่สุดแล้วทุกคนจึงต้องพยายามกลั้นหัวเราะจนใบหน้าบิดเบี้ยวเนื้อตัวสั่นระริก

หากเป็นคนทั่วไปย่อมต้องเกรงบารมีขององค์หญิงเจิ้นเยว่ ทว่าเหล่ากองกำลังรักษาตำหนักราชันมัจจุราช และผู้ดูแลหนานกลับไม่ปรากฏร่องรอยแห่งความกลัวเกรงในฐานะของนางเลย เช่นนั้นพวกเขาทุกคนล้วนไม่มีอาการชะงัก เห็นแต่เพียงมุมปากยกโค้งขึ้น แม้ไม่เอ่ยกล่าวคำใดหากทว่าในแววตานั้นฉายอาการแห่งความเหยียดหยามออกมาอย่างชัดเจน




*** จบตอน ข้าคือผู้ใด เกี่ยวอันใดกับเจ้า?***

12


ตอนที่ 173 องค์หญิงเจิ้นเยว่



ผู้ดูแลหนานเพียงหัวเราะออกมาเบาๆ “กระหม่อมต้องขออภัยองค์หญิงด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้แจ้งแก่ท่านอ๋องแล้วว่าพระองค์เสด็จมา ทว่ารับสั่งของท่านอ๋องนั้นคือ…..พระองค์ยังไม่ทรงมีพระประสงค์จะพบองค์หญิง”

“เป็นไปไม่ได้! ท่านพี่ยวี่จะไม่ต้องการพบข้าได้อย่างไร?!” องค์หญิงเจิ้นเยว่โกรธเกรี้ยวจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง นัยน์ตาคู่นั้นดุดันร้ายกาจ “ต้องเป็นเพราะเจ้า เจ้าเฒ่า! เจ้าไม่ได้แจ้งแก่พระองค์ให้ชัดเจน รับกลับไปแจ้งแก่พระองค์ใหม่เดี๋ยวนี้!”

ความรังเกียจดูแคลนฉายผ่านแววตาของผู้ดูแลหนานวาบหนึ่ง ทว่าภายนอกเขายังคงเอ่ยตอบอย่างสุภาพ “องค์หญิงเจิ้นเยว่ พระองค์ยังไม่ทรงเข้าพระทัยอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ? พระประสงค์ของท่านอ๋องคือพระองค์ไม่ทรงต้องการรับแขกไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร…..ก็ไม่อาจเข้าพบพระองค์ได้ ทั้งนี้ย่อมรวมถึงองค์หญิง และองค์ชายสามอย่างแน่นอน!”

ในหัวขององค์หญิงเจิ้นเยว่พลันว่างเปล่าด้วยเพราะความตกตะลึงในถ้อยคำของผู้ดูแลหนาน คิ้วเรียวยาวได้รูปเลิกสูง ปลายนิ้วชี้ทิ่มหน้าผู้ดูแลหนานพร้อมเสียงสบถด่าว่า “ เจ้าสุนัขรับใช้ ผู้ใดมอบความขวัญกล้าให้เจ้ามาทุ่มเถียงข้า เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะนำเรื่องนี้ขึ้นกราบทูลเสด็จพ่อ และจะกลับมาบั่นหัวสุนัขของเจ้าทิ้ง!”

ฉางกวนเจิ้นเยว่คือองค์หญิงผู้ประสูติแต่พระครรถ์แห่งองค์ฮองเฮา นับแต่ยังเยาวว์วัยนางเป็นคนหัวรั้น และหยิ่งทระนง นางไม่ร่ำเรียนศึกษาหาความรู้หรือทักษะแขนงใด จึงเป็นคนไม่เอาไหนทั้งยังด้อยความรู้  สิ่งที่นิยมชื่นชมคงมีเพียงการร่ายรำกระบี่ ทว่าถึงกระนั้นก็ไร้พรสวรรค์ เช่นนั้น แม้ฮ่องเต้ และฮองเฮาจะเพียรแสวงหาสมบัติล้ำค่าที่สามารถช่วยเพิ่มพลังฝีมือขึ้นได้ พวกเขายังคงสามารถผลักดันนางให้ก้าวขึ้นถึงระดับกลางของพลังปราณขั้นที่หนึ่งเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มเท่านั้น

กระทั่งเมื่อนางเติบใหญ่ และเริ่มสนใจพลังยุทธ นางก็ได้พบหนานกงยวี่ในอุทยานด้านหลังพระราชวัง ตั้งแต่แรกเจอนางก็ตกตะลึงงัน นับแต่นั้นนางก็มุ่งมั่นตั้งใจจะอภิเษกสมรสเข้าตำหนักราชันมัจจุราช ทว่าน่าเสียดาย บุรุษเยี่ยงราชันมัจจุราชนั้นหรือจะแลมองสตรีไร้ค่า เช่นนั้นตลอดสองสามปีที่ผ่านมา องค์หญิงผู้ได้รับการเอาใจจากฮ่องเต้จนแทบจะเสียคนผู้นี้จึงกลายเป็นตัวตลกสำหรับทุกผู้คนในเมืองเหยียนจิง

บนใบหน้าของผู้ดูแลหนานยังคงไร้อารมณ์ความรู้สึก ไร้ร่องรอยแห่งความขุ่นเคืองหรือสาสมใจ คงมีเพียงสายตาแห่งความปรามาสอย่างชัดเจนในแววตาที่แสดงออกยามเมื่อน้ำเสียงเฉยชากล่าวคำ “ตามแต่พระประสงค์องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”

องค์หญิงเจิ้นเยว่ชักกระบี่จากเอวขึ้นเสียงดัง ‘ฝึ่บ’ ทว่าเมื่อนางพุ่งตัวหมายจะสั่งสอนชายชราไร้มารยาทผู้นี้ กลับถูกองค์ชายสามยั้งไว้เสียก่อน

“เจิ้นเยว่อย่าเสียมารยาท” แม้สีหน้าขององค์ชายสามจะค่อนข้างหม่นมัวทว่าเขารู้จักนิสัยองค์หญิงเจิ้นเยว่ดี ทั้งเขายังรู้ผลลัพท์ของการตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับตำหนักราชันมัจจุราชดียิ่ง แม้พวกเขาจะโกรธเกรี้ยวเดือดดาลสักเพียงไรย่อมต้องจำฝืนทนกล้ำกลืนไว้ให้ได้ หาไม่แล้วเรื่องนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการขึ้นบัลลังก์ของเสด็จพี่ได้

องค์ชายสามหันมาหาผู้ดูแลหนานพยายามปั้นหน้ากลั้วรอยยิ้มบริสุทธิ์ใจ “เจิ้นเยว่ยังเยาว์วัยไม่ประสา ผู้ดูแลหนานอย่าได้เห็นเป็นเรื่องจริงจัง พวกเรามาเยี่ยมเยือนองค์ชายราชันมัจจุราชในนามแห่งองค์ฮ่องเต้และองค์รัชทายาท หาได้มารบกวนแต่ประการใด เพียงน้องหญิงออกจะใจร้อนไปเสียหน่อยจึงกล่าววาจาล่วงเกินผู้ดูแลหนาน โปรดแจ้งองค์ราชันมัจจุราชในความปราถนาดีของพวกเราด้วย”

ผู้ดูแลหนานผงกศีรษะขยักยิ้มเพียงเล็กน้อย “พ่ะย่ะค่ะองค์หญิงคือสมบัติอันล้ำค่าแห่งอาณาจักรนี้กระหม่อมหรือจะกล้าทำให้ทรงขุ่นเคืองพระทัย”

แม้ถ้อยวาจานี้จะแสดงถึงความสงบเสงี่ยมเจียมตน แม้ท่วงท่ากิริยาของเขายังคงแสดงถึงความนอบน้อม เพียงทว่าความเคารพนับถือยำเกรงกลับมิได้ปรากฏอย่างแท้จริงแม้เพียงน้อย บนดวงหน้านั้นคือความหยิ่งยโสไร้อาการแห่งความประจบประแจง อันเป็นลักษณะโดดเด่นจำเพาะของผู้คนในตำหนักราชันมัจจุราช

องค์ชายราชันมัจจุราชคือผู้องอาจที่บุกเดี่ยวลุยทะลวงตีฝ่ากองทัพอสูรเวทจนแพ้แตกพ่าย เช่นนั้นแม้องค์ชายหรือองค์หญิงพระองค์ใดจะมาร่ำร้องเรียกหา ก็แล้วอย่างไรเล่า? หากมิใช่เพราะการพิทักษ์จากราชันมัจจุราช อาศัยแค่เพียงกองกำลังจากราชสำนักแห่งจินหลิงเท่านั้น แคว้นจินหลิงคงถูกองทัพอสูรเวทบทขยี้เป็นผุยผงไปนานแล้ว

กระทั่งเกอซียังรู้สึงฉงนในฐานะอันโดดเด่นและหาตัวจับได้ยากของหนานกงยวี่ในแคว้นจินหลิง  ฝีเท้าของนางค่อยๆ เคลื่อนออกไปเบาๆ นางเดินตรงมายังซุ้มประตูตำหนักราชันมัจจุราชอย่างไม่เร่งร้อน

หางตาของผู้ดูแลหนานเหลือบไปเห็นการมาถึงของเกอซี รอยแย้มยิ้มอย่างเป็นทางการของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตัวระคนประหลาดใจ เขารีบตรงเข้ามาเอ่ยวาจาต้อนรับ “พระชา…..”

เกอซีจ้องหน้าอีกฝ่ายทันที ส่วนผู้ดูแลหนานก็ช่างเฉลียวฉลาดรู้ใจ เขารีบปรับคำกล่าวพร้อมรอยแย้มยิ้ม “ท่านอ๋องประทับรออยู่ที่ศาลาริมน้ำนานแล้ว คุณชายโปรดตามข้ามาทางนี้”

เกอซีผงกศีรษะ ทว่าเมื่อนางเดินตามไปกลับได้ยินน้ำเสียงที่หม่นมัวขององค์ชายสามร้องเรียกขึ้นมาจากด้านหลัง “เดี๋ยว! ผู้ดูแลหนาน ท่านกล่าวว่าองค์ชายราชันมัจจุราชไม่มีพระประสงค์จะรับแขกมิใช่หรือ? เช่นนั้นเหตุใดเด็กคนนี้….”




***จบตอน องค์หญิงเจิ้นเยว่***

13


ตอนที่ 172 องค์ชายสาม



หลายคนที่จับตามองล้วนอกใจสั่นไหว บางคนถึงกับลืมตัวเดินชนผนัง ด้วยกำลังนึกคิดไปว่า เหตุใดจึงมีบุรุษผู้งดงามถึงเพียงนี้ในโลกหล้า? หากสามารถครอบครองบุรุษผู้นี้ได้แม้ต้องเป็นบุรุษผู้หลงใหลบุรุษข้าก็ยินดี


ครั้นเมื่อเกอซีมาถึงหน้าซุ้มประตูทางเข้าตำหนักราชันมัจจุราชจึงเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเนืองแน่นอยู่ทางด้านหน้า

หัวหน้าคนกลุ่มนี้คือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งพร้อมสตรีอีกนางหนึ่ง ผู้ที่เป็นบุรุษนั้นสวมชุดคลุมผ้าไหมทอง เรือนกายตั้งตรงสูงโปร่ง ท่วงท่าสง่างาม ขณะที่สตรีข้างกายปากแดงดั่งผลเชอร์รี่ ไรฟันขาวกระจ่างสะอาดตา ดวงหน้าละเอียดอ่อนงดงาม ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าประตูตำหนักขณะกำลังถกเถียงอยู่กับผู้ดูแลตำหนักราชันมัจจุราช

หลังการโต้คารมกันพักใหญ่ ความเดือดดาลปรากฏขึ้นบนใบหน้าของบุรุษหนุ่มผู้นั้นอย่างเห็นได้ชัด เขาร้องตะคอกขึ้นเสียงในทันใด “ผู้ดูแลหนานอย่าได้สร้างความยุ่งยากอีกเลย พวกเรามาที่นี่ตามราชโองการของเสด็จพ่อ ทั้งเพื่อมาเยี่ยมเยือนราชันมัจจุราชตามพระกระแสรับสั่ง ทว่าเมื่อข้า และองค์หญิงมาด้วยตนเองกลับไม่ได้รับการต้อนรับ! เจ้าคิดว่าตนคือผู้ใด เจ้าเป็นแค่เพียงบ่าวไร้ศักดิ์ทว่ากลับกล้าชัดพระราชโองการ”

ครั้นเมื่อได้ยิน เกอซียังรู้สึกประหลาดใจ

นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษสตรีคู่นี้นั้นคือองค์ชาย และองค์หญิงแห่งแคว้นจินหลิง ทว่ายามนี้ ทั้งสองพระองค์ผู้นำพระราชโองการมาด้วยองค์เองถึงหน้าตำหนักราชันมัจจุราชกับถูกปฏิเสธการเข้าพบ ย่อมแสดงให้เห็นอย่างกระจ่างชัดว่าสถานภาพของหนานกงยวี่ในแคว้นจินหลิงนั้นสูงส่งเพียงใด

เกอซีเดาะลิ้นส่ายหน้ามองบุรุษอายุรุ่นราวคราวลุงที่ยืนกั้นขวางคู่หนุ่มสาวเบื้องหน้า ท่านลุงผู้นี้คือผู้ดูแลหนาน ชายผู้นี้ดูจะมีอายุราวสี่สิบปี ใบหน้าท่าทางสุภาพเรียบร้อยทั้งโดยที่แท้แล้ว เขาคือผู้เยี่ยมยุทธขั้น 4  ปฐพีสะท้านสะเทือน เกอซีเคยได้ยินชิงหลงกล่าวถึงท่านผู้ดูแลหนานผู้นี้ว่า ในบรรดาอารักขาทั้งแปดประจำตัวหนานกงยวี่ คนผู้นี้คือผู้ที่หนานกงยวี่วางใจเป็นที่สุด เรื่องราวทั้งหลายภายในตำหนักล้วนมีเขาเป็นผู้ดูแลจัดการให้เรียบร้อย

ตลอดช่วงเวลาที่ถูกไถ่ถาม ใบหน้าของเขาไม่แสดงถึงความประจบเอาใจ หรือเย่อหยิ่งจองหอง น้ำเสียงหัวเราะอย่างอ่อนบางดังขึ้น “องค์ชายสามกล่าวเกินไปแล้ว พวกเราจะไม่ใส่ใจในพระราชโองการได้อย่างไร? เพียงทว่าช่วงนี้ท่านอ๋องของพวกเราสุขภาพไม่ใคร่สู้ดีจึงไม่สะดวกรับแขก ขอโปรดทรงอภัยให้กระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อองค์ชายสามเห็นผู้ดูแลหนานไม่ไว้หน้าตนเช่นนี้ก็ยิ่งฉุนเฉียว ทว่าครั้นเมื่อนึกถึงอำนาจอิทธิพลของราชันมัจจุราชเขาจึงทำได้เพียงข่มกลั้นความไม่พอใจจ้องผู้ดูแลหนานด้วยแววตาที่มืดหม่นขณะเปล่งน้ำเสียงกร้าว “เจ้าก็รู้ว่าพวกเราคือใคร มีอำนาจล้นฟ้าเพียงไหน พวกเรามาเพื่อเยี่ยมเยียนราชันมัจจุราช ทว่าเจ้ากลับกล้าปัดปฏิเสธกระนั้นหรือ?”

คนผู้นี้คือองค์ชายสามฉางกวนรุ่ยพระอนุชาในพระชนนีเดียวกันกับองค์รัชทายาทซึ่งก็คือฮองเฮาองค์ปัจจุบัน เขาคือองค์ชายรองพระโอรสผู้ประสูติจากพระครรภ์องค์ฮองเฮาแห่งแคว้นจินหลิง ย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าฐานะของคนผู้นี้ย่อมสมควรได้รับเกียรติอย่างสูงส่ง

ตลอดทั่วทั้งเมืองเหยียนจิง ผู้ใดได้พบเจอฉางกวนรุ่ยล้วนต้องเข้ามาแสดงความคารวะทั้งยังพยายามประจบเอาอกเอาใจคนผู้นี้ ทุกผู้คนล้วนยกย่องเขาในฐานะองค์ชายผู้ทรงเกียรติ ทว่าคงมีแต่เพียงสถานที่นี้…. ตำหนักราชันมัจจุราชเท่านั้น…...ที่มีผู้ไม่ให้ความสนใจใดๆ ในตัวเขาเป็นครั้งแรก ไม่แม้กระทั่งให้เขาเชิญพระราชโองการขององค์ฮ่องเต้เข้าไปทางด้านใน ฮึ่ม! รอให้เสด็จพี่ได้ขึ้นครองบัลลังก์เสียก่อนเถิด เขาจะกลับมากวาดล้างตำหนักราชันมัจจุราชแห่งนี้ให้พินาศ


นัยน์ตาขององค์ชายสามฉายประกายแห่งอายสังหารที่เย็นยะเยียบ ทว่ารอยยิ้มปานประดุจร่วมงานการค้ายังคงประทับอยู่บนดวงหน้าของผู้ดูแลหนาน แม้ในแววตาของเขายังแอบซุกซ่อนร่องรอยแห่งความเหยียดหยันไว้ภายใน “เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องมีรับสั่งว่าหากไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข้าไปรบกวนพระองค์ได้ องค์ชายสาม องค์หญิงโปรดประทานอภัย”

สิ่งที่เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมานั้นคือ ไม่แค่เพียงองค์ชาย และองค์หญิงเท่านั้น แม้องค์รัชทายาท หรือกระทั่งองค์ฮ่องเต้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง เขาก็ไม่มีวันยอมให้เข้าไปด้านใน หากนายท่านไม่ประสงค์จะพบหน้าผู้ใด หรือกระทำสิ่งใด แม้องค์ฮ่องเต้ยังต้องหลีกทาง

ส่วนองค์ชายสามยามนี้กำลังกำหมัดแน่นกระทั่งสามารถได้ยินเสียงดังกร๊อบในฝ่ามือ

กระนั้น ขณะที่เขากำลังจะข่มห้ามระงับจิตใจของตนลงได้นั้น สตรีที่อยู่ข้างกายพลันเกรี้ยวกราดเดือดดาลร้องตะคอกลั่น “เจ้าเป็นแค่เพียงบ่าวรับใช้ เพียงสุนัขตัวหนึ่ง! ข้าต้องการให้เจ้าเข้าไปแจ้งท่านอ๋องของเจ้าว่าองค์หญิงเจิ้นเยว่มาเยี่ยมเยือน ได้ยินไหม? หากท่านพี่ยวี่ได้ยินชื่อของข้า ข้ามั่นใจว่าเขาจะต้องให้เข้าเข้าไปด้านในอย่างแน่นอน!




*** จบตอน องค์ชายสาม***

14


ตอนที่ 171 ต้านต้านผู้ลึกลับ



เกอซีแทบไม่เชื่อสายตา นางยังคงพยายามลองปลูกพรรณพืชอีกสามต้น ทั้งยังพยายามรดน้ำพรรณพฤกษาที่แห้งเหี่ยวด้วยน้ำอมฤตจากทิพย์วารีแห่งความสันโดษชั้นเก้า ถึงกระนั้นพฤกษาเวททั้งหลายกลับยังคงเหี่ยวเฉาปราศจากสัญญาณแห่งความคืนชีวิตโดยไม่ไว้หน้าให้แก่นางเลย

เกอซีสิ้นหวังที่จะฟื้นคืนพฤกษาเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง นางมั่นใจแล้วว่าต้านต้านนับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับอย่างแท้จริงในยามที่นางเป็นแค่เพียงมนุษย์เดินดินแสนสามัญ น่าจะเป็นการดีที่จะไม่ท้าทายสิ่งเหนือธรรมชาติดังเช่นต้านต้าน

ต้านต้านรู้สึกได้ถึงความผิดหวังกับท่าทางหมดอาลัยของผู้เป็นนาย เขาตรงเข้ามาลูบไหล่ปลอบใจนาง ท่าทางเช่นนี้บ่งบอกอย่างชัดเจนคล้ายเขากำลังกล่าวปลอบขวัญนาง ‘ท่านแม่อย่าได้เสียใจไปเลย’ ทำให้เกอซีไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

นางเหยียดมือขึ้นจับหนวดน้อยๆ ของต้านต้านพลางกล่าวขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ “ต้านต้านผู้น่าสงสาร ข้าช่วยเจ้าไม่ได้เลย ข้าไร้หนทางเลือกอื่นใดนอกไปเสียจากมอบหน้าที่นี้ให้แก่เจ้า ให้เจ้าเป็นผู้ปลูกพฤกษาเวทที่เหลือเหล่านี้”

ต้านต้านหันกลับไปมองกองสมุนไพรขนาดยักษ์ที่อยู่ด้านข้าง ใบหน้าเปื้อนยิ้มพลันแปรเปลี่ยนเคล้าหยาดน้ำตา หนวดน้อยๆ ทั้งสองห้อยเหี่ยวร่วงลง ความโศกาอาดูรฉาบทาไปทั่วทั้งดวงหน้า

เกอซีหัวร่อออกมาอย่างจนปัญญา “เอาอย่างนี้ อย่าเสียใจไปเลย ประเดี๋ยวข้าจะไปเตรียมของอร่อยมาให้เจ้ากินไม่อั้นเลยดีไหม?”


เพียงต้านต้านได้ยินร่องรอยแห่งหยาดน้ำตาทั้งหลายกลับกลายเป็นความชื่นบาน เขารีบกลับไปปลูกพฤกษาเวทกองเท่าภูเขานั้นอย่างขมีขมัน และเมื่อเกอซีไม่อาจช่วยปลูกพฤกษาทั้งหลายได้ นางจึงเข้ามาในตำหนักเพลิงสวรรค์ และเริ่มตระเตรียมอาหาร หลังจากคู่นายและสัตว์เลี้ยงพักทานอาหารกันอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว ต้านต้านก็ไปจัดการแปรสภาพพฤกษาที่แห้งเหี่ยวให้กลายเป็นพฤกษาเวทที่เปี่ยมพลังชีวิตพร้อมใช้การได้อีกครา ขณะที่เกอซีเริ่มช่วยลงมือเก็บเกี่ยวผักสด และผลไม้เวทที่สุกงอมแล้วมาเก็บไว้ในมิติ ก่อนจะเริ่มลงมือปรุงอาหารอันโอชะขึ้น

เมื่อมองดูกองผลไม้เวทที่เนืองแน่นอยู่เต็มตำหนักเพลิงสวรรค์ เกอซีพลันฉุกคิดถึงการหมักสุราผลไม้ขึ้นในทันที

พึงทราบว่า สุราที่ได้จากการหมักจากผลไม้เวทนั้นมีราคาที่สูงลิ่วยิ่งเมื่อประสานเขากับหยาดหยดทิพย์วารีสวรรค์ชั้นเก้า สุราหมักชั้นดีเลิศนี้ย่อมถูกผลักดันให้มันกลายเป็นสุราชั้นเลิศอย่างเหนือปกติสามัญ

เกอซีฝังไหสุราไว้ในแปลงผืนธรณีศักดิ์สิทธิ์ครึ่งหนึ่ง และแบ่งอีกส่วนไว้ในทิพย์ธาราแห่งความสันโดษชั้นเก้า ในอดีต นางเคยหมักสุราไว้ในบ่อน้ำพุ ครั้นเมื่อผ่านล่วงเลยไปสามถึงสี่วัน สุราในไหจะหมักได้ที่กำลังดี อีกทั้งสุราที่ได้จากการหมักในบ่อน้ำพุเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ จะมีรสชาติล้ำเลิศกว่าสุราที่ได้จากการฝังหมักลงดินนานถึงสองสามปี เมื่อยามนี้ทิพย์ธาราในมิติเวทเลื่อนชั้นขึ้นมาอีก คุณภาพของสุราที่ได้ย่อมสูงขึ้นอย่างแน่นอน



ส่วนผืนธรณีซึ่งเดิมเป็นเพียงแผ่นดินที่มีเพียงเม็ดกรวดเม็ดทราย ไร้ค่ากระทั่งนางไม่เคยมีความคิดจะฝังไหสุราลงบนผืนดินนี้มาก่อน ทว่ายามนี้ ผืนธรณีลำนำศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลนั้นอุดมไปด้วยพลังชีวิต เช่นนี้แล้วคุณภาพของสุราที่หมักลงบนผืนดินนี้ย่อมกลายเป็นสุราชั้นเลิศขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เช่นนั้นนางจึงต้องการลองหมักสุราดูสักครา

ทว่าสิ่งที่เกอซียังไม่ล่วงรู้นั้นคือคุณสมบัติของผืนธรณีลำนำศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลนั้นเพิ่มมากขึ้นนับร้อยเท่า ยามนี้ไม่เพียงพฤกษาเวทที่หว่านปลูกลงไปจะได้ผลงอกงามอย่างดีเยี่ยมเท่านั้น กระทั่งสุราเวทที่หมักลงในผืนธรณีนี้ย่อมต้องกลายเป็นสุราชั้นเลิศที่ยากจะหาใดเทียมเช่นกัน

และเมื่อนางกลับมาเปิดไหสุราเวทออกชม เพียงกลิ่นหอมของสุรานั้นก็แรงกระทั่งมันโชยออกไปยั่วยวนความรู้สึกของเหล่าสัตว์เวททั้งหลายบนภูเขาให้ได้รับความชื่นใจจนเกอซีต้องฉงน แน่นอนว่าผลของมันช่างเกินเลยไปไกลกว่าความคาดหวังของนางยิ่งนัก


*****


เมื่อรุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือน เกอซีก็มุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักราชันมัจจุราชแต่เช้าตรู่

เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายที่แออัดอยู่ตีนเขาฉางในยามนี้กลับหนาแน่นยิ่งไปกว่าเมื่อวันก่อน สีหน้าท่าทางของพวกเขาแต่ละคนล้วนแฝงไว้ด้วยความกระวนกระวายร้อนรน  เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และตื่นเต้น เมื่อคืนยอดฝีมือที่พากันมารวมตัวในที่นี้โดยส่วนใหญ่ล้วนมีระดับพลังฝีมือในขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่ม และปฐมภูมิโลกันตร์ ทว่ายามนี้กลับไม่เห็นร่องรอยเหล่าผู้ฝึกยุทธข้้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่ม  หากแต่กลับกลายเป็นกลุ่มทหารซึ่งมีพลังในระดับปฐมภูมิโลกันตร์ กับผู้ฝึกยุทธขั้นพลิกผันอเวจีเท่านั้น ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่ล้วนเป็นแบบเดียวกันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องมาจากพรรคหรือตระกูลเดียวกันอย่างแน่นอน


นับว่ายังโชคดีที่พวกเขาไปรวมตัวกันอยู่ที่ตีนภูเขาฝั่งตะวันตก ขณะที่เรือนของเกอซีตั้งอยู่อีกด้านทางทิศตะวันออก อีกทั้งการอำพรางเรือนที่แฝงร่วมไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อย่างดีย่อมไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็นเรือนหลังน้อยที่ตั้งอยู่ได้

ทว่าความสนใจใคร่รู้ยังมากล้นอยู่ภายในใจของเกอซี ที่สุดแล้ว เกิดสิ่งใดขึ้นในเทือกเขาฉางกันแน่ เหตุใดยอดฝีมือมากมายถึงมารวมตัวกันในที่นี้ เสร็จเรื่องของหนานกงยวี่เมื่อไรนางจะรีบกลับมาสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่าง จะอย่างไรเสียสถานที่นี้คือฐานที่มั่นของนาง หากอาณาจักรกำบังตั้งอยู่ในบริเวณนี้จริง เกอซีจะต้องรู้สึกย่ำแย่อย่างยิ่งหากปล่อยให้คนนอกตัดหน้าพบเจอมันเสียก่อน

เมื่อแสงแรกแห่งอรุโณทัยเริ่มสาดทอประกายอย่างอบอุ่นเหนือยอดตำหนักราชันมัจจุราช เกอซีก็มาถึงบริเวณหน้าซุ้มประตูทางเข้าตำหนักแล้ว

ยามนี้นางอยู่ในชุดคลุมสีจันทร์นวล บนศรีษะเสียบปิ่นหยกแค่เพียงชิ้น ทว่ากลับส่งให้ใบหน้าของนางยามเมื่อปลอมแปลงเป็นบุรุษยิ่งแลดูบริสุทธิ์สง่างามอย่างเหนือคำบรรยาย ผิวพรรณของนางผุดผ่องเนียนใสประดุจกระเบื้องเคลือบ สองคิ้วเรียวยาวได้รูปอยู่เหนือดวงตาหงส์ที่เปล่งประกายระยิบระยับ ริมฝีปากแดงระเรื่องราวผลเชอร์รี่สุก แม้นางจะสวมใส่อาภรณ์ของบุรุษทว่ากลับยังคงดึงดูดสายตาทุกคู่ตามตรอกซอกซอยตลอดเส้นทางที่ย่างกรายผ่าน




***จบตอน ต้านต้านผู้ลึกลับ***

15


ตอนที่ 170 คืนสภาพ



ส่วนแม่นมเฉินหลังจากได้รับการฟื้นฟูสุขภาพมาช่วงระยะหนึ่งแล้ว ความตีบตันที่ปรากฏในจุดตันเถียนพลันค่อยๆ คลายลงทีละน้อย ใบหน้าของนางเริ่มกลับกลายแลดูอ่อนเยาว์ขึ้นเล็กน้อย อีกทั้งยิ่งในยามนี้ นางได้แช่โอสถรับการฝังเข็มเสริมให้พลังปราณสามารถไหลถ่ายเทเข้าสู่เส้นชีพจรปราณยิ่งขึ้น ยามนี้พลังฝีมือของแม่นมเฉินจึงค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ขอบเขตพลังปราณขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่ม เพียงเสียดายที่การจะทำให้นางสามารถคืนสู่ขั้นพลังปราณเดิมนั้นจำต้องอาศัยเวลา สืบเนื่องมาจากเส้นชีพจรปราณของแม่นมเฉินนั้นพิกลพิการมานานจนเกินไป!

เมื่อตระเตรียมโอสถที่จำเป็นต่อการรักษาแม่นมเฉิน และพวกซีเจี่ยเรียบร้อยแล้ว เกอซีจึงกลับเข้าไปในห้อง และคืนสู่มิติเวทอีกครา

เมื่อซีเจี่ย และหนานกงยวี่ช่วยกันรวบรวมสมุนไพรแห้งมาได้มากมายถึงเพียงนี้ ย่อมนับได้ว่าล้วนมากจนเกินไป ยามนี้นางมีสมุนไพรมากมายที่ต้องใช้เวลาในการจัดสรร เกอซีจึงเก็บสมุนไพรชุดใหญ่กลับเข้าไปในมิติเวทไว้ก่อนหน้านี้เพื่อตระเตรียมจัดสรรแยกประเภท

ทว่าแค่เพียงย่างกรายเข้าสู่มิติเวท สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้หญิงสาวต้องประหลาดใจ
ร่างอวบอ้วนกลมกลิ้งของต้านต้านกำลังก้มงุดๆ อยู่กับผืนธรณีลำนำศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล หญิงสาวจ้องมองดูเขาพยายามยืดแขนขาสั้นตันของตนขุดหลุมน้อยๆปลูกสมุนไพรเหี่ยวๆ อย่างขะมักเขม้น

ครั้นเมื่อนางกำลังจะเอ่ยเย้าต้านต้านว่าช่างไม่รู้เรื่องใดเอาเสียเลย พืชที่ตายแล้วจะฟื้นคืนได้อย่างไร? สมุนไพรตายแล้ว จำต้องอาศัยเมล็ดเพื่อเพาะปลูกและเติบโตขึ้นใหม่อีกครา…...ทว่ายังไม่ทันที่อาการยิ้มเยาะจะฉายผ่านดวงตา เกอซีกลับต้องตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นสมุนไพรเหี่ยวเฉาที่ต้านต้านปลูกลงบนผืนดินพลันคืนสภาพเป็นเขียวขจีอย่างรวดเร็วด้วยตาตนเอง กิ่งก้านผืนใบค่อยๆ ผลิแตกแผ่ออกแกว่งไกวบางเบาด้วยอาการที่บ่งบอกถึงความเปี่ยมล้นด้วยพลังชีวิต

เกอซีขยี้ตาตนเอง แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ทั้งยังคิดว่านางคงฝันไปกระมัง ทว่าเมื่อหันสำรวจไปโดยรอบจึงเห็นพฤกษาเวทด้านหลังต้านต้านล้วนฟื้นคืนชีวิตทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น ทุกต้นทุกกิ่งใบล้วนเขียวชอุ่มผลิใบแตกกิ่งก้านแน่นหนาอย่างมีชีวิตชีวา
เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? หรือผืนธรณีลำนำศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลสามารถฟื้นคืนชีพให้พฤกษาเวทได้? นี่….ช่างเหนือธรรมชาติยิ่งนัก!

เมื่อต้านต้านเงยหน้าขึ้นพบเจอเกอซี ความตื่นเต้นตกใจฉายผ่านดวงหน้า สองขาสั้นตันนั้นควบตรงเข้าไปกอดแข้งขาเกอซีราวหนูน้อยขี้อ้อน “ท่านแม่ ท่านแม่ ต้านต้านเบื่อจังเลย ท่านแม่ไม่มาหาต้านต้านเลย อ๊ะ! ท่านแม่มีของอร่อยมาให้ต้านต้านด้วยหรือเปล่า?”


เกอซีคว้าขากวางย่างออกมาจากธำมรงค์มิติที่สวมใส่อยู่บนนิ้วให้แก่ต้านต้าน นางลงนั่งดูต้านต้านอ้าปากกัดกินหมดเกลี้ยงด้วยคำเพียงคำเดียว ก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายขึ้นพลางชี้นิ้วตรงไปยังผืนธรณีศักดิ์สิทธิ์ที่เขียวขจีและเอ่ยปากไต่ถาม “เจ้าปลูกเองหรือ?”

“ต้านต้านปลูกเอง ท่านแม่ชอบไหม? ต้านต้านเอามันออกมาปลูกเป็นระเบียบเลย”  ต้านต้านกัดปลายมือน้อยๆ ตันๆ ของตนพลางหัวเราะคิกคักอย่างน่ารักไร้เดียงสา “ ท่านแม่ ท่านแม่ ต้านต้านเป็นเด็กดีไหม? ต้านต้านช่วยงานท่านแม่ใช่ไหม?”

“ต้านต้านน่ารักที่สุดเลย!” แม้ภายนอก เกอซีจะดูสงบนิ่ง ทว่าภายในกำลังลิงโลดด้วยความยินดี นางก้มลงหอมแก้มนุ่มนิ่มน้อยๆ ของต้านต้านไปหลายคราพลางเอ่ยกล่าว “ต้านต้านช่วยเอามาปลูกให้หมดเลยได้ไหม เสร็จเมื่อไร แม่มีรางวัลให้ จะเตรียมของอร่อยๆ รอรับต้านต้านให้เต็มโต๊ะเลย”

ต้านต้านเพิ่งจะสวาปามขากวางย่างไปได้แค่เพียงข้างเดียวยังไม่หนำใจด้วยซ้ำ เช่นนั้นแค่เพียงได้ยิน ต้านต้านก็รีบขยับขาสั้นๆตันๆ ของตนวิ่งกลับไปปลูกสมุนไพรเพิ่มด้วยความกุลีกุจอเคล้าเสียงหัวเราะร่าที่แสนสุขใจ

เกอซียังนึกสงสัยจึงคว้าพืชสมุนไพรเวทที่เหี่ยวเฉาขึ้นมาลงมือขุด และปลูกมันด้วยตนเอง

ทว่าที่คาดคิดว่าพฤกษาเวทจะคืนชีพกลับไม่เป็นเช่นนั้น สมุนไพรที่แห้งเหี่ยวก็ยังคงแห้งเหี่ยวต่อไป ไร้สัญญาณบ่งบอกว่ามันจะสามารถคืนกลับมาเขียวขจีได้ดังเดิม


นางหันไปหาต้านต้านด้วยสีหน้าปนตะลึง “ต้านต้านเหตุใดเป็นเช่นนี้?”

เหตุใดเมื่อต้านต้านปลูกพฤกษาเหล่านี้พวกมันกลับคืนชีวิต ทว่าเมื่อถึงคราวของนางบ้างกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเล่า? หรือทั้งหมดทั้งมวลนั้นหาใช่ด้วยเพราะผืนธรณีลำนำศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล ทว่าด้วยเพราะต้านต้าน?

ต้านต้านยกมือกลมๆ ขึ้นเกาหนวดน้อยๆ บนหัวด้วยท่าทีงุนงง จากนั้นก็ขยับอุ้งมือตันๆ จับสมุนไพรแห้งเหี่ยวที่เกอซีปลูกไว้ เพียงครู่ ลำต้นน้อยๆ ที่เหี่ยวเฉาไร้ชีวิตพลันฟื้นคืนให้ทั้งสองได้ประจักษ์แก่สายตาในทันที




***จบตอน คืนสภาพ***

หน้า: [1] 2 3 ... 17
SMF spam blocked by CleanTalk